บ่มเพาะทางปัญญา "จากเรื่องหมูออมสิน"


เมื่อเริ่มเข้าที่เข้าทางในเชิงพฤติกรรมและความคิดที่ถูกปรับจากพระอาจารย์...ข้าพเจ้าก็เริ่มกระบวนการแทรกเพิ่มเติมเข้ามา คือ เรื่องของการฝึกสำรวจใจ ความคิด และอารมณ์ ... พร้อมขณะเดียวกันก็ฝึกทักษะทางปัญญาผ่านคำถาม... รุ่นนี้กว่าจะเข้าที่ต้องผ่านมือพระอาจารย์ในการขัดเกลาอยู่หลายสัปดาห์เหมือนกัน ... แววตา ท่าทางอ่อนโยนลงพร้อมรับทักษะทางปัญญา นี่คือ ความหวัง ที่เพียรทำช่วยงานสงเคราะห์แด่ทางวัด

๑๔ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๖

เด็กๆ ต้นกล้าฯ รุ่นล่าสุดมีสมาชิกเพียง ๕ คน(รุ่น ๒๖) เพราะเป็นรุ่นที่ไม่ได้มีงบถูกส่งมาที่วัด หากแต่ว่าหลวงปู่และพระอาจารย์ท่านเมตตาให้ทางสำนักงานคุมประพฤติส่งมา เพื่อไม่ให้ขาดการต่อเนื่อง และเด็กๆ จะได้รับการช่วยเหลือ ... นี่คือ ดำริขององค์หลวงปู่ประสาร สุมโน ที่มีเมตตาต่อเด็กๆ เหล่านี้เสมอมา "เด็กๆ เหล่านี้คือ อนาคตของประเทศชาติ เราต้องช่วยเขา" ท่านเน้นย้ำเสมอ

ในโครงการบ่มเพาะต้นกล้าฯ ที่เราเรียกกันขึ้นมาเอง ไม่ใช่ชื่ออย่างเป็นทางการ แต่ใช้ชื่อนี้เรารู้สึกถึงความหวัง และกำลังใจ สะท้อนถึงใจอันอ่อนโยน หากจะว่าไปแล้วกิจกรรมนี้มีคนมาช่วยน้อยมาก ย้อนไปเมื่อ ๕ ปีก่อนข้าพเจ้าเห็นพระอาจารย์ต้อท่านทำภารกิจนี้โดยลำพัง และข้าพเจ้าใคร่สนใจมาก เพราะฐานความคิดความเชื่อในตนเองเชื่อว่า "ธรรมะ" เท่านั้นที่จะช่วยเด็กๆ เหล่านี้ได้

การที่เด็กๆ เหล่านี้มีสภาวะที่เป็นไปตามที่แสดงผลในปัจจุบันก็สืบเนื่องมาจากว่า เหตุที่เขาทำมาในอดีตนั้นไม่ดีพอ ซึ่งอาจเป็นการสร้างเหตุแบบทั้งที่เจตนาและไม่เจตนา

แต่เมื่อเด็กๆ เขาได้มีโอกาสเข้ามาสัมพันธ์ด้วย สิ่งที่ข้าพเจ้าตระหนักคือ ช่วยพระอาจารย์ในการสนับสนุนให้พวกเขาได้ทำความดีที่เป็น "กุศลกรรม" บางคนอาจมีความเข้าใจผิดและคลาดเคลื่อนในเจตจำนงค์ต่างๆ ของการสงเคราะห์ช่วยเหลือนี้ แต่กาลเวลาที่ผ่านมาก็พิสูจน์ให้เห็นได้ว่า "ไม่ว่าจะมีปัญหาหรืออุปสรรคอย่างไร หากสิ่งนั้นๆ เป็นดำริจากองค์หลวงปู่แล้ว ในฐานะลูกศิษย์มีหน้าที่น้อมใจลงทำตามที่องค์ท่านพาดำเนิน อย่างไรเงื่อนไข"

การทำเช่นนี้ ทำให้เราได้ฝึกฝนการทำงานด้วย "จิตว่าง" แบบไม่รู้ตัว

จน ณ วันนี้หลวงปู่เมตตาสอนเรื่องนี้ จึงได้พอเข้าใจในสภาวะจิตของตนเองมากขึ้นในนัยของคำว่า "จิตว่าง" ที่ไม่ใช่อาการของความจำทางสมอง หากแต่เป็นอาการที่ปรากฏขึ้นในจิตใจของเรา

วันนี้ สำหรับรุ่นนี้ ถือว่ากระบวนการเรียนกับข้าพเจ้าดำเนินไปได้ช้ามาก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตัวเด็กๆ เองที่ยังปรับในตนเองไม่ได้ พระอาจารย์ท่านมีหน้าที่ที่จะนำพาเขาให้คลายความกระด้าง และเปิดรับได้มากขึ้น ข้าพเจ้าจึงค่อยเข้ามาร่วมช่วงต่อในการใส่กระบวนการเรียนรู้ทางปัญญาแบบเสริมต่อจากพระอาจารย์

ซึ่งในวิถีของพระอาจารย์เอง ... ท่านดำเนินไปแบบให้เด็กๆ ได้ปรับตัวแบบผ่านการเคลื่อนไหว เช่น ฝึกฝนการทำวัตรเช้า-เย็น ฝึกเจริญสติผ่านกิจกรรมการทำงานสาธารณูประโยชน์ ฝึกแก้คิด ฝึกแก้ปัญหาจากการทำงาน และเรียนรู้เรื่องศีลผ่านข้อปฏิบัติของการอยู่ด้วย นั่นก็คือ ท่านแปลงศีล๕ ออกมาเป็นระเบียบหรือข้อกำหนดของการอยู่ร่วมกันในวัด

เมื่อเด็กๆ ปรับกระบวนการในตนเองได้ ...

ข้าพเจ้าก็เริ่มใส่การฝึกฝนทักษะทางปัญญา ผ่านการกระตุ้นด้วยสถานการณ์ คำถาม หรือเรื่องราว เพื่อให้เด็กๆ ได้เกิดการคิด

ดั่งเช่น

ซึ่งในหลายคนสรุปได้ค่อนข้างดี แม้ว่าระดับการศึกษาจบประมาณ ป.๖

  • เป็นการสอนให้รู้ถึงโทษของยาเสพติด
  • รู้ว่าสมองเรามี ๒ ส่วน คือ ส่วนคิดกับส่วนอยาก
  • เป็นการสอนให้รู้ว่าเมื่อยาแล้วใช้เงินไปในทางที่ผิด
  • สอนให้รู้ว่ามีวิธีล่อลวงให้หลงติดยาเสพติด
  • สมาชิกในครอบครัวเป็นกำลังใจให้เสมอ
  • การใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์

แม้ว่าเด็กจะสามารถสรุปวิเคราะห์ออกมาได้ แต่ก็ยังมีปัจจัยที่มากกว่านั้นที่จะเป็นแรงกระตุ้นให้เด็กๆ เกิดการตระหนักรู้และข้อคิด หรืออาจเป็นแรงบันดาลใจในการเลิกหรือยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด

ซึ่งหากจะว่าไปแล้ว การที่เด็กๆ มาอยู่ในวัดตลอดสองเดือน สิ่งที่เขาได้ทำตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นมาจนเข้านอนคือ การสร้างกุศล

พระอาจารย์มีหน้าที่นำพาเขาสร้างกุศลผ่านกิจกรรมต่างๆ ข้าพเจ้ามีหน้าที่สนับสนุน

และที่สำคัญโอกาสจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากว่า องค์หลวงปู่ไม่เมตตาให้โอกาส ซึ่งนี่ถือว่ายิ่งใหญ่มากของชีวิตหนึ่งชีวิตที่ตลอดเวลาอาจจะไม่สามารถได้ทำการสร้างกุศลเลย

หมายเลขบันทึก: 548271เขียนเมื่อ 14 กันยายน 2013 16:12 น. ()แก้ไขเมื่อ 14 กันยายน 2013 16:15 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี