นักพัฒนาผู้ตามรอยครูบาอาจารย์ (๑)


เข้าปีที่ ๕ ที่ข้าพเจ้าฝังตัวเรียนรู้ "ภายใน" ณ วัดป่าหนองไคร้...

ด้วยความศรัทธาตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เข้ามาร่วมเรียนรู้ในกิจกรรมเยียวยาและสงเคราะห์ ครั้งแรกที่มาข้าพเจ้ารู้สึกทึ่งมาก เมื่อมาเห็นพระอาจารย์องค์หนึ่งรูปร่างผอมบาง ดูแลฝึกฝนเด็กๆ ที่ใช้สารเสพติดและได้รับโอกาสถูกส่งมาฟื้นฟูสมรรถที่วัดแห่งนี้ เป็นสิ่งที่น่าทึ่งและมหัศจรรย์ใจมาก เพราะสิ่งที่พระอาจารย์ท่านกำลังทำนั้น ข้าพเจ้าได้พยายามที่จะศึกษาและ Defence ให้ได้ว่ากระบวนการการช่วยเหลือผู้คนเหล่านี้เราต้องเข้าไปให้ถึงในระดับจิตวิญญาณของพวกเขา... แต่อาจารย์หลายๆ ท่านที่สอนข้าพเจ้าในครั้งที่เรียนปริญญาเอก สาขาจิตวิทยาให้คำปรึกษาในตอนนั้น (Psychology of Counseling) ต่างปฏิเสธว่ามันเป็นเรื่องที่ยากจะเข้าถึง

งานดุษฎีนิพนธ์ของข้าพเจ้าจึงเป็นเพียงทำไปแบบแกนๆ ตามแนวทางทฤษฎีของฝรั่ง

และเมื่อข้าพเจ้าได้มาที่นี่ครั้งแรก ข้าพเจ้าใคร่สนใจในกระบวนการ จึงได้ปวารณาตัวที่จะช่วยเสริมในภารกิจของพระอาจารย์ และในขณะเดียวกันได้ทำการสะกัดองค์ความรู้ (Capture) ที่เกิดขึ้นในกระบวนการดูเพียงผิวเผินอาจดูเหมือนว่า เด็กๆ ก็ใช้ชีวิตทั่วไปอยู่ในวัด ประกอบศาสนพิธี และทำงานก่อสร้างหรืองานพัฒนาต่างๆ ตามดำริขององค์หลวงปู่ แต่เมื่อพิจารณาอย่างลึกซึ้งจะพบว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมันลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น เด็กๆ เปลี่ยนไป จากแววตาที่แห้งกร้าน แข็งกร้าว ... สภาพจิตใจหยาบกระด้าง ได้ถูกแปรเปลี่ยนไปเมื่อมาอยู่ในกระบวนการประมาณสองสัปดาห์ขึ้นไป ... แววตาเขาเป็นประกายมากขึ้น ท่าทีดูผ่อนคลาย และมีสติสมาธิมากขึ้น ทั้งที่พระอาจารย์ก็ไม่ได้พาเขานั่งสมาธิหรือเดินจงกลม หากแต่มอบหมายการทำงาน หรือภารกิจให้ทำตามสภาพที่เป็นจริง

ข้าพเจ้ามองว่า...สติเกิดขึ้นขณะที่เด็กๆ ทำงาน...

ศีลเด็กๆ ได้รับผ่านวิถีชีวิตที่อยู่ในวัด เด็กๆ ไม่ต้องทำตัวเหมือนผู้ทรงศีล หากแต่พระอาจารย์ท่านมีกุศโลบายที่แยบคายมากในการบ่มเพาะเด็กๆ ท่านแปลงศีลห้า ออกมาเป็นข้อระเบียบปฏิบัติของเด็กๆ สำหรับอยู่ร่วมกัน และข้อระเบียบที่พระอาจารย์กำหนดขึ้นมานั้นต่างบอกได้ว่าตอบโจทย์ในศีลข้อใดของศีล๕

พร้อมกันนั้น สิ่งที่น่าทึ่งคือ พระอาจารย์สอนให้เด็กๆ ได้เกิดกระบวนการคิด กระบวนการทางปัญญาจากสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในการทำงาน สนับสนุนให้เขาได้เกิดการคิดแก้ไขปัญหานั้นด้วยตัวเขาเอง โดยท่านทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุน เป็นโค้ช หรือเป็นพี่เลี้ยง แต่ถ้าปัญหาใดยากเกินปัญญาเด็กจะพิจารณาได้ ท่านก็จะกระโดดเข้าไปช่วย

การแปรเปลี่ยนของเด็กถูกกระตุ้นเข้าไปในระดับลึกของจิตใจ ...

จากสภาพของคนไร้สุข พลังแห่งความสุขของพวกเขาถูกเร้าขึ้นมาอีกครั้ง จึงไม่แปลกใจเลยว่า ทั้งๆ ที่พระอาจารย์ดูดุและเข้มงวดมาก แต่ทำไมเด็กๆ รักและเคารพนับถือพระอาจารย์มาก ชาวบ้านหลายคนต่างกลัวว่าเวลาที่พระอาจารย์ดุนั้นเด็กพวกนี้จะโกรธและลุกขึ้นมาทำร้ายท่าน หากแต่เปล่าเลย การดุของท่านนั้นก็การกระชากเข้าไปในใจในส่วนกิเลสของพวกเขา แต่เด็กๆ กลุ่มนี้สัมผัสในหัวใจของพระอาจารย์ได้ว่า คือ ความเมตตา .. และข้าพเจ้าเองก็มองว่า นอกจากหลวงปู่แล้วก็มีพระอาจารย์นี่แหละที่เมตตาต่อเด็กๆ อย่างมาก 

ใครเล่าจะเอาเด็กกลุ่มนี้ไว้ได้...ต้องมีกำลังจิตกำลังใจที่มีพลังมาก จึงจะเอาจิตเด็กๆ เหล่านี้อยู่ได้

อีกทั้งพฤติกรรมของพวกเขาก็เป็นดั่งตกนรกทั้งเป็น การที่จะช่วยเหลือเด็กเหล่านี้ได้ต้องมีพลานุภาพของจิตมากพอบวกกับพลังของความเมตตา เพราะหากไม่เมตตาหรือเมตตาไม่มากพอ ... จะช่วยเด็กๆ เหล่านี้ไม่ได้เลย

พระอาจารย์นำพาเด็กๆ ...​ฟื้นฟูจิตใจไปพร้อมๆ กับทำงานถวายหลวงปู่ ตามแต่องค์ท่านจะชี้ให้ทำ ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นพระอาจารย์ปีนเกลียวกับพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ทำงานถวายแทบทุกอย่างที่เป็นดำริขององค์หลวงปู่ แม้อาจมีคนไม่เข้าใจ เข้าใจผิดคิดตำหนิท่าน แต่พระอาจารย์ก็ไม่เคยหยุดทำ ... ยังคงก้มหน้าก้มตาเป็นแขนเป็นแขนทำงานตามดำริ

และหลวงปู่มักจะพูดเสมอว่า ... "สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในวัด ที่พัฒนามาได้ขนาดนี้ องค์นี้แหละเป็นผู้ทำให้หลวงปู่ หลวงปู่เป็นเพียงผู้ชี้ แต่ผู้นี้แหละเป็นคนทำ" และข้าพเจ้าก็ซาบซึ้งในหัวใจอย่างประจักษ์แจ้งด้วยตนเอง ตลอดเวลา ๕ ปีของการฝังตัวเรียนรู้อยู่ที่วัดแห่งนี้

ปฏิปทาของท่านอาจดูไม่เหมือนหมู่คณะ ... แต่จริยวัตรท่านก็งดงาม ไม่สุงสิงกับหมู่คณะ ดั่งองค์หลวงตามหาบัวท่านมักเทศน์อบรมเสมอว่า "ไม่สมาคมพูดคุยโสเหร่กันให้เสียเวลา มุ่งเจริญภาวนา ของตนเองไป" และข้าพเจ้าเชื่อว่าบนเส้นทางการภาวนาของพระอาจารย์คือผ่านการทำงาน... 

ทางเดินจงกลมท่านยาวมาก คือ จากศาลาสี่ ไปที่บ้านพักเด็ก และจะต้องเดินผ่านป่าช้า และคืนหนึ่งๆ ที่ท่านเคยเล่าให้ฟังท่านจะเดินบ่อยมากวันละหลายๆ เที่ยวเพื่อไปดูเด็กๆ ... กลางคืนนอนน้อย และกลางวันก็พาเด็กๆ ทำงานพัฒนาวัด

"ภาวนาได้พัฒนาเป็น" คือ คำสอนของหลวงปู่ ...

"ทำงานด้วยจิตว่าง ... จะไม่เหนื่อย" และข้าพเจ้าก็สังเกตเห็นว่าพระอาจารย์เป็นดั่งที่หลวงปู่ท่านชี้เสมอ "คุณต้อเป็นพระป่า เหมือนไก่ป่านี่แหละ ปราดเปรียว คล่องแคล่ว" หลวงปู่เอ่ยขึ้นในเย็นวันหนึ่งขณะที่ท่านนั่งเล่นอยู่บริเวณศาลาสี่ และไก่ป่าบินขึ้นไปบนต้นไม้ ท่านจึงชี้ไปที่พระอาจารย์้ต้อ...

...

๒๒ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๖

 

หมายเลขบันทึก: 546287เขียนเมื่อ 22 สิงหาคม 2013 21:57 น. ()แก้ไขเมื่อ 22 สิงหาคม 2013 21:57 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี