อีกมุมหนึ่งของ flipped classroom(ตอนที่ 1)

 อีกมุมหนึ่งของ Flipped Classroom  (ตอนที่ 1) 

        ตอนนี้ในวงการศึกษาไปทางไหนก็จะได้ยินแต่คำว่า Flipped Classroom หรือ “ห้องเรียน  กลับด้าน”  ใครๆก็พูดถึงคำๆนี้ พูดแล้วก็ยิ้มเจื่อนๆ  แต่พอถามถึงรายละเอียดลึกๆก็จะทำหน้างงๆ  น่าเอ็นดูพอสมควรละครับ……….

        ผมค่อนข้างจะคุ้นเคยกับ Flipped Classroom มานานพอสมควร เพราะเคยอยู่ในคณะทำงานศึกษาวิจัยด้านการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของชาติ แต่ตอนนั้นเราใช้คำเรียกขานว่า Ubiquitous Learning เป็นรูปแบบการเรียนการสอนแบบเน้นที่การเรียนมากกว่าการสอน แล้วใน Ubiquitous Learning ก็มีประโยคหนึ่งที่เป็นคำสำคัญคือคำว่า “learn at home, Homework at classroom”  เป็นการเรียนที่เน้นให้เด็กเรียนที่บ้าน แล้วเอาการบ้านมาทำที่โรงเรียน ดูเหมือนว่าคำพูดนี้ก็จะเป็นคำสำคัญของ Flipped classroom เช่นกัน

         ล่วงมาถึงปี 2004 สิงคโปร์ก็ได้ประกาศหลักการจัดการศึกษาของประเทศของเขา โดยยึดหลักคิด “Teach less but Learn more” คือสอนแต่น้อยแต่เรียนรู้ได้มากๆ  อันนี้ก็เป็นหลักการเดียวกับ flipped classroom เช่นกัน

          นอกจากนี้ ยังมีรูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบเดียวกันนี้ แต่เรียกชื่อเป็นอย่างอื่น เช่น Flipped Teaching, Reverse Classroom, Backward Teaching หรือชื่ออะไรทำนองกลับหลัง  กลับหัว กลับด้านหรือพลิกกลับ ซึ่งก็เป็นรูปแบบเดียวกัน คือการเรียนการสอนที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่เคยเน้นเรื่องการเรียนการสอนโดยครูเป็นผู้ “บอกต่อ”ในห้องเรียน เวลาในห้องเรียนส่วนใหญ่หมดไปกับการสอนของครู กลับมาเป็นแบบให้นักเรียนได้อยู่ใน “กิจกรรมการเรียนรู้” ให้มากขึ้น ใช้เวลาเพียงเล็กน้อยสำหรับให้ครู “สอน”ในห้อง แต่การสอนจริงๆให้ไปอยู่ที่บ้านโดยอาศัยเทคโนโลยีหรือเครื่องมือนวัตกรรมที่มีอยู่ในยุคปัจจุบัน

          แต่อย่างที่ผมได้กล่าวแต่ต้น จากการได้สัมผัสอย่างต่อเนื่องมาหลายปี พบว่าบุคลากรทางการศึกษาในระดับสถานศึกษาส่วนใหญ่ของไทยยังไม่กระจ่างในเรื่องแนวคิดและกระบวนการของ flipped classroom ส่วนใหญ่ยังงงๆอยู่ อย่าว่าแต่บรรดาบุคลากรในระดับสถานศึกษาเลย ส่วนใหญ่ของบรรดาศึกษานิเทศก์ หรือผู้บริหารระดับเขตการศึกษาก็ยังมีอีกไม่น้อยที่ยังไม่ชัดเจนในเรื่องนี้เช่นกัน

           ในฐานะเป็นผู้หนึ่งที่ศึกษาและจับงานด้านนี้ อีกทั้งมีประสบการณ์การจัดทำห้องเรียนทดลองแบบ Ubiquitous Learning มานานปี จึงขอแลกเปลี่ยนความคิดความเห็นโดยสังเขปในเรื่องจุดแข็งจุดอ่อนของการจัดการเรียนการสอนแบบ “สอนแต่น้อย เรียนรู้มากๆ” นี้ เพื่อว่าท่านที่สนใจจะได้นำไปประกอบการศึกษาวิธีการจัดการเรียนแบบห้องเรียนกลับด้านหรือ flipped classroom ต่อไป

Flipped….” เป็นการพลิกกลับ  พลิกจากอะไร..ไปสู่อะไร...?

            การจัดการเรียนการสอนแบบห้องเรียนกลับด้าน ครูผู้สอนหรือโรงเรียนจะต้องเข้าใจหลักคิดอย่างถ่องแท้ก่อนว่า ห้องเรียนกลับด้านนั้นคืออะไร เป็นการกลับด้านจากด้านใดไปสู่ด้านใด มันดี(กว่าการเรียนการสอนที่ใช้กันอยู่)อย่างไร  ผศ.ดร.เด่นพงษ์ สุดภักดี  ได้เคยพูดไว้ว่าห้องเรียนกลับด้านเป็นการพลิกจาก........ไปสู่.................

1.  จากการเรียนสอนตามสิ่งที่ครูกำหนดทั้งหมด ไปสู่   การเรียนการสอนตามสิ่งที่ครูและนักเรียนร่วมกันกำหนด

2.  จากการสอนที่กลัวว่านักเรียนจะไม่เข้าใจ      ไปสู่   การสอนที่มุ่งสร้างความตื่นเต้น เร้าใจ

3.  จากการสอนที่ครูมุ่งเน้นให้ข้อมูล                  ไปสู่   การสอนที่ครูมุ่งสร้างความรู้ความเข้าใจ

4.  จากการที่ครูสอนให้เด็กต้องตอบคำถามได้   ไปสู่    การสอนที่มุ่งให้นักเรียนตั้งคำถามเป็น

5.  จากการสอนที่ครูมุ่งเน้นให้นักเรียนทำ           ไปสู่    การสอนที่มุ่งให้ครู-นักเรียนร่วมกันทำ

6.  จากการสอนที่มุ่งทดสอบความรู้                    ไปสู่   การสอนที่มุ่งประเมินความคิด-เข้าใจ

7.   จากการสอนที่ดูเฉพาะความสามารถด้านวิชา ไปสู่   การสอนที่มองดูความสำเร็จรอบด้าน

8.  จากการสอนที่ครูมุ่งเน้นที่การให้เกรด            ไปสู่   การสอนที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ที่แท้จริงของนักเรียน

การเตรียมครูสำหรับการเรียนการสอน Flipped Classroom

       อุปสรรคที่สำคัญอย่างหนึ่งของการจัดการเรียนการสอนห้องเรียนกลับด้านคือ ตัวครูผู้สอน  ครูผู้สอนส่วนใหญ่กังวลว่าถ้าตัวเองไม่ได้พูด ไม่ได้ยืนสอนอยู่หน้าชั้นแล้ว เด็กจะไม่ได้รับความรู้  ขาดความมั่นใจว่าถ้าให้นักเรียนไปเรียนเองที่บ้านแล้ว เด็กจะไม่เรียน หรือเรียนรู้ไม่ได้ และที่สำคัญคือครูไม่เข้าใจหัวใจสำคัญ 2 อย่างของการจัดการเรียนการสอนแบบนี้ คือ

        1.  ไม่เข้าใจหัวใจของการเรียนการสอนที่ว่า เรียนที่บ้าน ทำการบ้านที่โรงเรียน ความจริงสาระสำคัญของรูปแบบการเรียนการสอนแบบนี้คือ “Teach at home, Learn at classroom” คือการเรียนการสอนให้ทำที่บ้าน แทนที่ครูจะใช้เวลาสอนหรือ lecture ในห้องเรียน ก็จัดการสอนหรือ lecture ใส่ในสื่อเช่น Video , CD หรืออาจจะเป็นเอกสารให้นักเรียนเอากลับไปเรียนหรือศึกษาที่บ้าน หรือแม้แต่การให้หัวข้อเรื่องที่จะเรียนรวมทั้งให้ชื่อกลุ่ม website ที่นักเรียนจะไปค้นคว้า แล้ววันต่อมาในชั่วโมงวิชานั้นๆ ก็ให้นักเรียนนำข้อมูลและความคิดในเรื่องที่ได้รับ “การสอน” ที่บ้านมา “เรียนรู้” ร่วมกันในห้องเรียน ซึ่งถึงตอนนี้ครูจะเปลี่ยนบทบาทจาก “teacher” มาเป็น “Coach” แทน ซึ่งหน้าที่ของ coach คือ “continue if effective, modify if necessary” ตรงไหนที่นักเรียนเรียนรู้แล้วก็ก้าวหน้าต่อไป  ตรงไหนที่ยังติดขัดก็ร่วมกันทบทวนหรือ “re-learn” จนกว่าจะเข้าใจ

         2.  ไม่เข้าใจเรื่องการ “เรียนที่บ้าน ทำการบ้านที่โรงเรียน” คำพูดนี้ ครูและนักการศึกษาที่พูดถึงการเรียนการสอนแบบ flipped classroom จะต้องได้ยินและกำลังพยายามทำความเข้าใจอยู่ แต่  ไม่มีทางเข้าใจเพราะคำว่า “เรียน” ในความหมายและบริบทของชาติตะวันตก (ที่เขาบอกว่าเป็นต้นคิดของ flipped classroom) กับคำว่า “เรียน” ในความหมายหรือความเข้าใจของครูบ้านเรา ไม่แน่ใจว่าเหมือนกันหรือเปล่า  นั่นยังไม่รวมถึงคำว่า “การบ้าน”  คำนี้ต่างกันมากในความเข้าใจและการปฏิบัติระหว่างครูในชาติตะวันตกกับครูบ้านเรา  การบ้านของเขานั้น ครูเขาให้นักเรียนกลับไปทำงานเพื่อเพิ่มพูนสมอง ความคิดและประสบการณ์ เป็นงานที่ผ่านการคัดกรองอย่างดีจากครูก่อนที่จะให้เด็กไปทำที่บ้าน เพราะเขาถือว่าเวลาของเด็กหลังเลิกเรียนสำคัญมาก ถ้าจะขอแบ่งปันมาจากครอบครัวจะต้องแน่ใจว่าเด็กได้ประโยชน์จริงๆ แต่การบ้านที่ครูไทยมอบให้นักเรียนไปทำ...เป็นการบ้านแบบใด

          ยังมีประเด็นที่น่าจะพูดคุยกันอีกหลายด้าน ทั้งด้านความพร้อมของเด็กซึ่งสำคัญมากโดยเฉพาะเด็กจะต้องมีความพร้อมในเรื่องของ “สำนึกและความเข้าใจของรูปแบบการเรียน” พร้อมในเรื่องของการมี “กระบวนการคิด” คือเด็กต้องพร้อมที่จะคิดอย่างเป็นกระบวนการและต้องคิดแบบกระบวนการเป็น อย่างน้อยที่สุดต้องรู้และเข้าใจ Mind map ต้องรู้จักการเรียนรู้ด้วยวิธีระดมสมอง (Brainstorming) และต้องสามารถคิดเชิงบูรณาการ (Integrative Thinking)ได้ เพราะการเรียนการสอนแบบนี้ ปลายทางเน้นที่ให้นักเรียนคิดได้ คิดเป็น

         นอกจากความพร้อมของครูและของเด็กแล้ว เราจะมาคุยกันเรื่องความพร้อมของชุมชน ผู้ปกครองและทรัพยากรซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะต้องมี หากต้องการให้ flipped classroom ประสพผลสัมฤทธิ์ในเมืองไทย

แล้วจะมาคุยให้ฟังอีกในเร็ววัน

บำรุง


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน chinese



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

มาติดตามอ่านค่ะอาจารย์

เขียนเมื่อ 

ถ้าเป็นระดับมหาวิทยาลัยที่จำนวนวิชาที่เรียนในแต่ละวันไม่มากนัก (1-2) อาจใช้วิธีนี้ได้ แต่ระดับการศึกษาพื้นฐานเท่าที่เคยเห็นตารางสอนเรียนวันละหลายวิชาคงไม่ได้นอนกันแน่ นอกจากนี้คงเหมาะสมกับบางวิชาเท่านั้น