“ป่าชุ่ม-ดินหอม”


“ป่าชุ่ม-ดินหอม” คือ คำที่ข้าพเจ้าใช้เรียก...พื้นที่หนึ่งเล็กๆ ในวัดป่าแห่งหนึ่งทางภาคอิสาน ...ซึ่งในละแวกนี้จะเรียกว่า “วัดป่าหนองไคร้”

เดิมทีข้าพเจ้าชอบคำว่า “แผ่นดินหอม” จากบันทึกส่วนตัวของหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ ... เวลาที่เห็นคำนี้ภาพและกลิ่นดินที่อยู่ในความทรงจำก็ปรากฏขึ้น ดินหอม... หอมดิน มักเกิดขึ้นทุกครั้งที่เดินจงกลม เท้าเปล่าเปลือยที่เหยียบย่างลงบนพื้นดิน

ส่วนป่าชุ่มนี่ ข้าพเจ้าใช้เรียกแทนพื้นที่เล็กๆ ที่เราใช้กันปลูกป่าสมุนไพร ... ซึ่งเดิมทีเป็นผืนดินที่แห้งแล้งมาก รกร้าง ดินเป็นดินทรายไม่มีความชุ่มช่ำ และวันหนึ่งข้าพเจ้ากำลังมองหาที่ที่หนึ่งที่น่าจะได้อยู่กับธรรมชาติและวิเวก จากความวุ่นวายของการอยากแก่งแย่งอยากเอาชนะคะคานกันเรื่อง “กุฏิ”...

เรื่องราวมากเข้า ด้วยความไม่อยากให้เป็นเหตุให้มีเรื่องไปมากกว่านี้ ก็ได้พิจารณาและกราบเรียนหารือพระอาจารย์ว่า ... เราจะพลิกฟื้นผืนดินตรงนี้ได้ไหม ที่ที่แห้งแล้งและเป็นป่าสมุนไพรร้าง ซึ่งท่านก็ได้อนุญาต 

จากนั้นก็เริ่มต้น “ปลูก” และ “ฝัง” สมุนไพร พร้อมฟื้นคืนชีวิตของดินด้วยการหาหญ้าคามาคลุมดิน เพียงแค่เดือนเดียวเท่านั้น ดินเปลี่ยนไป...จากสีอ่อนๆ ขาวๆ กลายเป็นสีดำ ร่วมซุย มีไส้เดือนเยอะมาก ... ต้นไม้เริ่มฟื้นตัว และไม่กี่เดือนสมุนไพรที่ฝังลงไปในดิน ก็เริ่มโผล่ขึ้นมา เมื่อฝนโปรยปราย และไม่นานก็แข่งกันโต มันช่างให้ความรู้สึกที่ดีมากๆ เลย เมื่อได้เห็นการเติบโตและความงอกเงยขึ้นมา


จากดินแล้งๆ...ไม้แห้งๆ...ความมีชีวิตชีวาก็ปรากฏขึ้น

ข้าพเจ้าจึงเรียกว่า “ป่าชุ่ม-ดินหอม”

หลายเดือนแล้วที่มาอยู่ที่นี่ วิเวกดีมาก นี่ไงข่อดีและคุณประโยชน์ที่เราได้อยู่ใกล้ธรรมชาติ อยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่และแวดล้อมด้วยต้นไม้เล็กๆ... และมีสรรพสัตว์มากมาย ที่กรุณามาอยู่เป็นเพื่อน พื้นที่ว่างที่เด็กๆ แม่ขาวน้อยที่มาคลุกคลีกับข้าพเจ้าได้สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ตามจินตนาการของตนเอง

การเรียนรู้เกิดขึ้น ...

จากป้าร้างกลายมาเป็นป่าชุ่ม 

ข้าพเจ้ามีกระต๊อบเล็กๆ และดัดแปลงนำมู่ลี่มาใช้เป็นม่านบังตาและบังแดด จากนั้นก็ทำผ้าใบกางล้อมรอบอีกชั้นถ้าเผื่อว่าวันไหนฝนตก  มู่ลี่ไม้ไผ่บังสายตาและบังแดดได้ดีพอสมควร และผ้าใบนั้นกั้นฝนได้ และตอนที่กางกลดนอนอยู่ใต้กกหว้านั้น ผ้าใบคลุมก็สามารถกลางลมหนาวได้ด้วย ที่นี่แปลกมาก ส่วนด้านหน้าของวัดอากาศจะร้อน แต่เมื่อเข้ามาสู่ส่วนด้านในอากาศเย็นและตกดึกก็จะหนาว ข้าพเจ้าก็สันนิษฐานว่าที่นี่น่าจะเป็นแหล่งน้ำ และอีกทั้งไม่ไกลออกมาไปก็เป็นหนองน้ำ

กลางวันอยู่ได้สบายหากไม่มีแมลงหวี่ ไม่ต้องเปิดผัดลมในตอนกลางคืน ... ต่างกับอยู่ในเมืองเวลานอนกลางคืนนะต้องเปิดแอร์ ... 

ชีวิตของข้าพเจ้าจึงได้ พักผ่อนกับตัวเองบ้างในเสาร์อาทิตย์กับการมาขออิงอาศัยธรรมชาติ

จิตใจของข้าพเจ้านั้นไม่เคยเดือนร้อนเรื่องที่พักเลย กุฏิที่รับเป็นเจ้าภาพ ก็สืบเนื่องมาจากหลายปีก่อน ใน “บ้านแม่ชี” มีกุฏิอยู่ไม่หลายหลัง และมีน้องคนหนึ่งมาภาวนาด้วยที่วัด พักอาศัยอยู่กุฏิเดียวกัน หลวงปู่จึงดำริให้สร้างเพิ่ม แต่สร้างยังไม่เสร็จ ...มีเรื่องราวเกิดขึ้นในทำนองว่า การสร้างนี้ไม่ได้ขออนุญาตหลวงปู่ก่อน เป็นเรื่องราวที่ร้อนในใจใครหลายคน ดังนั้นข้าพเจ้าจึงขอปวารณาตัวรับเป็นเจ้าภาพกุฏิหนึ่งหลัง...


จากนั้น...

มีคนถวายบ้านให้หลวงปู่ และท่านก็เลยดำริว่าให้มาสร้างเป็นกุฏิที่พักอาศัยของแม่ชีและผู้มาปฏิบัติธรรมที่เป็นผู้หญิง ข้าพเจ้าจึงขอรับเป็นเจ้าภาพสร้างอีกหนึ่งหลัง แต่เอาเข้าจริงก็แทบจะไม่ได้ขึ้นพัก ส่วนมากก็จะชอบกางกลดหรือไม่ก็กลางเต๊นซ์นอนใต้ต้นไม้ และยิ่งพักหลังมีเด็กๆ ผู้หญิงในหมู่บ้านเข้ามานอนด้วย ก็พากันกางเต๊นซ์นอนเป็นที่ชอบใจ

แต่ก็ไม่รู้ว่า...มามีการเข้าใจผิดกันได้อย่างไรในกระแสการพูดคุยกันในวัด ว่า...”ข้าพเจ้านั้นหวงกุฏิ ไม่อยากให้คนขึ้นพัก” ... ก็เลยตัดสินใจถวายกุฏิให้ขาดเป็นของสงฆ์ไปเลย ข้าพเจ้าก็มาพลิกฟื้นผืนดินแล้งและร้างนี้ ร่วมกับเด็กๆ และลูกศิษย์พักอยู่ใต้โคนต้นไม้ใหญ่ ก็เปลี่ยนวิกฤติเป็นความวิเศษอันแสนธรรมดา ที่ทำให้เราได้เกิดการเรียนรู้เรื่องราวมากมายในใจ ... อันไหนสกปรกก็ได้ชำระใจให้สะอาด ... อันไหนสะอาดก็ได้ถามกับตนเองว่า จะเอาไว้ ยึดไว้ทำไม

บางครั้งก็ถามกับตนเองว่า...ปัญหามันอยู่ตรงไหน

คำตอบก็ตอบได้ว่า “ก็อยู่ที่ใจในแต่ละคนนี่แหละ”... เมื่อได้คำตอบเช่นนี้ ก็กลับมาอยู่กับใจตนเอง ชำระใจ  แก้ใจ และขัดใจตนเองดีกว่า 

ดั่งคำสอนของหลวงตามหาบัวที่ว่า 

“แพ้ก็สู้ ชนะก็สู้ไม่ถอย สู้จนชนะกิเลสหมอบราบจึงหยุด และจะอยู่สบายไม่มีอะไรมากวนใจ”

ทีนี้ก็ต้องมาทดสอบกันล่ะว่า ...การดำรงอยู่อย่างที่เป็นนี้ มันเป็นติดดี ติดสบายไหม หรือว่า ... มันเกิดเป็นปรากฏในใจอย่างที่ธรรมชาติควรจะเป็น ก็ต้องเจอคน เจอเรื่องราวล่ะนะจึงจะทดสอบได้ ก็ได้เห็นใจตนเองอยู่ว่า แข็งแกร่งดั่งหินผามากขึ้นและอ่อนโยนดั่งท้องฟ้า ช่ำเย็นดั่งสายน้ำมากขึ้น

ก็พอได้ พอเป็นกำลังใจหล่อเลี้ยงใจตนเองให้มีกำลังมากขึ้นต่อการเรียนรู้และการทำความเข้าใจในธรรมชาติของจิตใจมากขึ้น

...

๖ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๖


หมายเลขบันทึก: 541936เขียนเมื่อ 9 กรกฎาคม 2013 21:00 น. ()แก้ไขเมื่อ 17 ตุลาคม 2013 22:40 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (2)

เมื่อใจสุข ทุกอย่างก็สุขตามน่ะค่ะ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี