เมล็ดพันธุ์แห่งพุทธะ ; พุทธะในทัศนะของความตื่นรู้และเบิกบาน...


เด็กๆ เปรียบดั่งต้นกล้า “เราต้องการให้โลกเป็นเช่นไร เราก็สร้างเมล็ดพันธุ์ในจิตใจเด็ก เพราะเด็กคืออนาคตของโลก”

สี่ปีที่ผ่านมา เป็นสี่ปีที่ข้าพเจ้าได้ทำงานกับเด็กๆ อย่างเต็มรูปเต็มชีวิต เป็นการงานที่ไม่ใช่แบบเป็นทางการ หากแต่เป็นการงานที่เป็นความเกี่ยวเนื่องด้วยเหตุปัจจัยที่เกื้อหนุนให้ได้ทำได้สัมพันธ์ 

และเด็กๆ ที่ข้าพเจ้าได้สัมพันธ์ด้วยนั้น มีทั้งเด็กที่ใจเสียและเด็กที่ใจใส ... ซึ่งเด็กที่ใจเสียคือ เด็กที่ตกเป็นทาสของกิเลส แล้วนำพาชีวิตดำเนินไปตามอกุศลกรรม ส่งผลกระทบในวัยเด็กอย่างมากของพวกเขา 

ส่วนเด็กใจใส ก็หมายถึงเด็กๆ ที่ยังไร้เดียงสา จิตแจ่มใสและเบิกบาน มีพลังของความงดงามอยู่มาก 

แต่ไม่ว่าจะเป็นเด็กกลุ่มไหน สำหรับทัศนะของข้าพเจ้าแล้วพวกเขาเหล่านี้ก็คือ เมล็ดพันธุ์แห่งพุทธะ แม้จะเป็นเด็กใจเสียแต่โอกาสของการฟื้นฟูก็มีสูง เพียงแต่ว่า เขาจะยอมฟื้นฟูแก้ไขในสิ่งที่เสียนั้นหรือไม่

เด็กที่หัวใจเสียนั้น หากเราบ่มเพาะและสอนศีลและธรรมให้แก่เขา โอกาสที่ใจใสๆ จะกลับมาก็มีสูง ... หากว่าไม่ได้รับการแก้ไขตรงนี้แล้ว สิ่งที่เสียนั้นก็จะยังคงฝังรากลึกลงไปในจิตวิญญาณของเขา


ถ้าเราเข้าใจ เราต้องนำพาให้เขาได้แก้ไข ... เรามีชีวิตอยู่เพื่อนำบทเรียนก่อนในอดีตมาเป็นฐานของการพัฒนาตนเองในบทเรียนอันเป็นปัจจุบัน

เพื่อเราต้องการผลของอนาคตที่เป็นผลแห่งความสะอาด สงบ สว่าง...ในดวงจิตของเรา

เด็กๆ นั้นมาสว่างกันหมด แต่เมื่อลืมตาดวงจิตที่สว่างนั้นอาจถูกดูดกลืนด้วยความมืด ในทัศนะนี้ข้าพเจ้าเปรียบเปรยถึงเด็กๆ ที่เกิดในครอบครัวที่ไม่มีความพร้อม มีปัญหาครอบครัวและส่งผลกระทบต่อจิตใจเด็กๆ และเด็กมีวิถีชีวิตไปตามทางของกิเลส...ที่อาจใช้ชื่อว่า หมวดหมู่ของอกุศลเจตสิต ซ่ึงก็คือ ดวงจิตที่ถูกอาบด้วยอารมณ์ของอกุศล ทำให้เกิดเป็นความคิด คำพูดและการกระทำที่ไม่เหมาะสม


แต่อย่างไรก็ตาม...

เราก็ต้องช่วยเด็ก ช่วยทั้งการแก้ไข และการเติมสิ่งใหม่เข้าไป แก้ไข...ก็คือ การนำพาให้เขาได้ละออกจากอกุศกรรม (การกระทำชั่วตามกิเลส)ที่เกิดจากอกุศลเจตสิค (อารมณ์ของจิตที่เต็มไปด้วยกิเลสอยู่ ๑๔ กว่าอาการ...) 

เราต้องให้เด็กแก้ไขก่อน ก่อนใส่สิ่งใหม่ๆ เข้าไป ในความหมายนี้ข้าพเจ้าหมายถึงให้เขาได้ละออกจากความชั่ว และสนับสนุนให้เขาทำความดีให้ถึงพร้อม

ดั่งเช่นเด็กคุมประพฤติที่ถูกดำเนินคดียาเสพติด มามีโอกาสได้รับการเยียวยาฟื้นฟูฯที่วัด ... นั่นเราก็ต้องช่วยเขา เขามามืด แต่เมื่อมาเจอเราเราก็ต้องนำทางเขาให้ไปสู่แสงสว่าง ... และในความเป็นจริงเขาอาจไปไม่ถึงแสงสว่างนั้น แต่อย่างน้อยในช่วงเวลาสั้นๆ เขาก็ได้ประสบกับความสว่าง(แสงสว่างแห่งศีลธรรม) ต่อจากนี้ไปที่ออกไปจากวัดก็ถือว่าเป็นอีกเรื่องของเขา


บางคนมามืด ไปมืด

บางคนมามืด ไปสว่าง

บางคนมาสว่าง ไปมืด

บางคนมาสว่าง ไปสว่าง

มืดและสว่างในที่นี่ในทัศนะของข้าพเจ้าตีความถึงดวงจิตดวงใจที่เบิกบานเต็มไปด้วยพุทธะ คือ ความสดชื่นเบิกบานในใจ ส่วนมืดนั้นประกอบด้วยดวงจิตที่หมองมัว ไม่สดใสเบิกบาน เหี่ยวแห้งในใจ ไม่อิ่มเอบ ไม่อิ่มใจ

ไม่ว่าเด็กจะมาแบบไหน แต่หน้าที่ของข้าพเจ้าคือ การน้อมนำให้เขาได้รู้จัดมืดและสว่าง รู้จักกุศลกรรมหรืออกุศลกรรม รู้จักธรรมและกิเลส ... ส่วนเขาจะยอมรับในตัวเองได้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่ทุนเดิมหรือของเก่าของเขา ... ส่วนข้าพเจ้านั้นเต็มที่ด้วยหัวใจไม้อ่อนไม่ได้ผลก็ใช้ไม้แข็ง... 

เพื่อให้ตื่น แต่เมื่อเด็กผ่านพ้นออกไปจากวิถีแล้ว สำหรับข้าพเจ้าก็ถือว่านั่นคือ หมดสิ้นหน้าที่ของข้าพเจ้าแล้ว ดีชั่วอย่างไรไม่ได้เกี่ยวสัมพันธ์ เพราะขณะที่สัมพันธ์กับข้าพเจ้านั้น คือ การทำเต็มที่ตามศีลและธรรม ถูกผิดก็ว่าไปตามศีลและธรรม ไม่ใช่ตามใจ ตามอารมณ์ ตามความรู้สึกที่เจือไปด้วยกิเลส...


การคลุกคลีอยู่กับเด็กๆ...

ทำให้เราได้ทำหน้าที่ทั้งในเชิงป้องกัน ถ้ายังไม่เสีย ก็ป้องกันไม่ให้เสีย หรือถ้าเสียก็ไม่ให้เสียมากกว่า (เสียท่าให้กับอกุศลทั้งปวง)

หรือเราไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้...ว่ามาแก้ไขปลายทาง กลางทาง หรือต้นทาง...แต่หน้าที่ของความเป็นสรรพชีวิตร่วมกันคือ การหยิบยื่นสิ่งดีดีที่มีต่อกัน ... สิ่งดีดีในความหมายของข้าพเจ้าไม่ได้หมายถึงสิ่งของ หากแต่หมายถึงศีลธรรม ที่นำบุคคลนั้นๆ ไปสู่หัวใจแห่งพุทธะ

อันเป็นหัวใจที่ตื่นรู้และเบิกบาน

๗ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๖


หมายเลขบันทึก: 541702เขียนเมื่อ 7 กรกฎาคม 2013 21:36 น. ()แก้ไขเมื่อ 29 ตุลาคม 2013 06:52 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (1)

มาเป็นกำลังใจ..เจ้าค่ะ..ยายธี...

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี