หัวใจแห่งการเรียนรู้ของผู้เป็น "ครู" ; ละอกุศล


ข้าพเจ้าเจอเด็กคนหนึ่ง...ได้เห็นปฏิกิริยาทางจิตใจของเด็กที่มีอุปนิสัย "โกหกและสร้างเรื่อง" จนบางครั้งแยกแยะไม่ออกว่าเรื่องไหนจริงหรือไหนเท็จ 

การสร้างเรื่องมาจากความพยายามทำให้ใจตนเองเป็นสุข

แต่ที่จริงแล้วเด็กคนนี้ไม่ได้สุขใจเลย และน่าสงสารมาก 

ข้าพเจ้าเจอครั้งแรกเมื่อสองปีก่อน "เธอบอกข้าพเจ้าว่าเป็นเธอเป็นสายลับให้กับตำรวจมาสืบคดีเรื่องยาบ้า" ความพยายามที่ช่วยนำเด็กกลับมาสู่ความเป็นจริง ต้องอาศัยจิตใจที่เข้มแข็งไม่คล้อยตามและไม่ตามใจ

จนเรื่องนี้จบไป...เธอก็สร้างเรื่องขึ้นมาใหม่ "พ่อเป็นคนเหนือ มีอาม่า อาอี้ดูแลเลี้ยงดูเธอ" แต่ในความเป็นจริง พ่อของเธอเป็นคนสกลนคร และคนที่เลี้ยงเธอในวัยเด็กคือ ป้า...เพราะแม่ไปทำงานที่กรุงเทพ ในการช่วยเหลือเรื่องนี้ข้าพเจ้าไม่เออออตามเธอ แต่ดึงกลับมาสู่โลกของความจริงให้เธอตระหนักรู้เรื่องแม่ที่เธอมีอยู่จริง และพ่อเลี้ยงที่ให้การดูแลเธอมาตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งตอนแรกๆ ที่เธอมาเจอข้าพเจ้าเธอมักจะบอกว่า พ่อเลี้ยงรังแกเธอ จนเธออยู่บ้านไม่ได้ แต่เมื่อได้ข้อมูลจากแม่และเครือญาติไม่ได้เป็นอย่างที่เธอเล่า เธอสร้างวีรกรรมก้าวร้าวต่อพ่อเลี้ยงและแม่อย่างมาก จนแม่อ่อนใจเอาไม่อยู่ พ่อเลี้ยงเป็นคนปรามเธอก็โกรธและอาฆาตว่าร้ายพ่อเลี้ยงตลอดมา

จนเมื่อข้าพเจ้าได้นำเธอมาเรียนรู้เรื่องการรักษาศีล... ดูเหมือนจะดีขึ้น ความสำนึกในพระคุณที่มีต่อแม่มากขึ้น คำพูดและการแสดงออกต่อแม่ ดูเหมือนจะดี หากแต่บางครั้งก็พูดจาก้าวร้าวแม่ตนเอง


จวบจนมามีเรื่องที่น่าห่วงมาก คือ เธอสร้างสถานการณ์ว่า มีพ่อออก (อุบาสก) ชาวบ้านคนหนึ่งหลงรักเธอ มักมาเฝ้าเธอคอยแอบมอง และมากอดเธอ ดักเจอเธอ ซึ่งในเรื่องนี้ข้าพเจ้านำเรียนให้องค์พ่อแม่ครูบาอาจารย์ท่านทราบท่านชี้ให้ตระหนักถึงว่า "เด็กวนอยู่ในการสร้างเรื่องตามความเพ้อของตนเอง" ... และดูเหมือนเรื่องนี้จะดีขึ้นเมื่อข้าพเจ้านำผ้าขาวมาห่อหุ้มตัวเธอ เอาศีลมาครอบไว้เพื่อไม่ให้กระทำการอกุศลที่มากขึ้นกว่าเดิม

และดูเหมือนจะดีขึ้น ...ชั่วระยะหนึ่ง

ความทุกข์ที่มีฝังอยู่ในจิตวิญญาณของเธอก็ดูเหมือนจะบีบคั้นให้เธอทำอกุศลไม่ได้หยุดหย่อน

น่าสงสาร...อย่างมาก และที่หนักเพิ่มขึ้น เมื่อเธอเริ่มโกหก และก้าวร้าวต่อพระอาจารย์ที่คอยเมตตาเกื้อหนุนการได้พักอยู่ของเธอ ในตอนนั้น แม้ว่าจะถูกจับได้ว่าเธอโกหก แต่เธอก็ไม่มีความสำนึกหรือขอขมา แต่จะใช้วิธีหลบเลี่ยงและแถ เฉไฉ หลบหน้าหลบตา

เรื่องราวดูเหมือนจะซับซ้อนมากยิ่งขึ้นเมื่อเธอเริ่มมีอาการหลง และข่มเหงน้องๆ ตีให้เจ็บ จนมีผู้ใหญ่หลายคนมาเล่าให้ฟัง และข้าพเจ้าก็ได้สอบถามไปที่กลุ่มเด็กๆ ที่ถูกเธอตี ในเรื่องนี้ยังไม่ได้รับแก้ไขแต่ก็มีเรื่องใหม่ซ้อนเข้ามาติด เมื่อเธอเริ่มเพ้อฝันว่า พ่อบุญธรรมของเธอเป็นผู้พิพากษาและแม่ของเธอเป็นหมอ เธอเป็นคนพิเศษ... และเริ่มที่จะไม่มีใครบอกเตือนเธอได้ ... เมื่อทำผิดเริ่มไม่ฟัง


อุปนิสัยจะเป็นคนขี้เกียจไม่ทำงาน และข้าพเจ้าพยายามมอบหมายหน้าที่ให้เธอทำงาน เธอก็ไปว่าร้ายคนอื่นๆ ว่าถูกข้าพเจ้ารังแก มีแต่ด่า...และเธอก็อดทนมาก หลายคนสงสารและเริ่มเข้ามาปกป้องเธอ บางคนข้าพเจ้าขอความร่วมมือและร่วมกันให้การช่วยเหลือได้ แต่บางคนคิดว่าวิธีการของข้าพเจ้าไม่ได้ผล 

แต่...ข้าพเจ้าก็ไม่หยุดที่จะช่วยเหลือเธอ

จนอยู่มาวันหนึ่งพฤติกรรมหนักขึ้น 

ไปเดินพูดโทรศัพท์ในที่ที่ไม่ควรไปในยามวิกาล ครูบาอาจารย์ที่ท่านเห็นท่านบอกว่า "สามทุ่ม" แต่เด็กคนนี้บอกว่าเธอถูกใส่ความเธอไปเดินช่วงหัวค่ำ คือ ห้าหกโมงเย็น

ใครเชื่อเธอมากกว่า ผู้รักษาศีล...ก็คงเป็นเรื่องที่แปลก

แต่ก็มีจริง หลายคนมาปกป้องเธอรับรองในสิ่งที่ทำ พูดนั้นถูกต้อง

จนพ่อแม่ครูบาอาจารย์ท่านเมตตามาบอกให้ดูแลตักเตือน ซึ่งหากว่าไปแล้วการมาอยู่ของเธออยู่ในความดูแลของข้าพเจ้า และเป็นหน้าที่ของข้าพเจ้าที่ต้องตระหนักอบรมตักเตือน แต่เธอกลับโกรธ และสร้างเรื่องใหม่ขึ้นมาซ้อน ให้ดูเหมือนว่าเธอถูกข่มเหงและรังแก 

"ไปบอกใครต่อใครว่าข้าพเจ้าด่า และไล่เธอ" ... เรื่องราวเริ่มใหญ่โตเมื่อหลายคนเข้ามาปกป้องเธอ ทำให้เธอได้ใจต่อเรื่องที่เธอสร้างขึ้น จนพ่อแม่ครูบาอาจารย์ต้องยื่นมือลงมาช่วยเหลือให้เธอหยุดสร้างอกุศลกรรมที่กำลังเริ่มหนัก เพราะไม่เพียงแต่ก้าวร้าว ใส่ความข้าพเจ้า พระอาจารย์ แต่เธอเริ่มก้าวร้าวองค์หลวงปู่...

จำเป็นต้องยุติ...


นี่คือ การช่วยเหลือ คือ ให้เธอยุติทำชั่วทางกายและวาจา เพราะหากว่ายังดำรงอยู่ต่อเธอจะสร้างกรรมหรือการกระทำที่หนักมากขึ้นกว่าเดิม ถึงแม้ว่าตอนนี้เธอยังพฤติกรรมเดิม แต่ก็ยังดีกว่าเธอทำอกุศลกรรมขณะที่อยู่ในภาพของผู้รักษาศีล

การช่วยเหลือเยียวยาเรื่องนี้ ถือว่าเป็นเรื่องที่ซับซ้อน และต้องอาศัยความอดทน ความเข้มแข็ง และปัญญาเพื่อที่จะช่วยเธอ ความยากของเรื่อง คือ เธอยังได้รับอาหารของใจที่เป็นอกุศลอยู่ เมื่อใดที่อาหารของอกุศลยุติโอกาสของการเยียวยาของเธอก็คงจะมีมากขึ้น

เรื่องราวก็ไม่ต่างที่ว่า ขณะที่คนไข้กำลังรักษาตัวทางจิตเวช แต่ก็ดื่มเหล้าไปด้วย โอกาสที่จะหายมีน้อยมาก การที่จะให้การรักษาเยียวยาได้ผลต้องหยุดเหล้า... 

ซึ่งแนวคิดนี้พระพุทธองค์ท่านก็เมตตาชี้ทางมาก่อน ว่า "ให้ละความชั่วก่อน แล้วจึงสามารถทำความดีได้ถึงพร้อม" แต่หากว่าขณะที่ทำดีก็ยังทำชั่วคู่ขนานกัน มันก็คงยาก

บทเรียนสองปีที่ผ่านมา

ข้าพเจ้าลองเขียนเป็นโมเดลออกมา...ดั่งภาพ


...

๑๘ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๖



หมายเลขบันทึก: 539661เขียนเมื่อ 18 มิถุนายน 2013 10:22 น. ()แก้ไขเมื่อ 29 ตุลาคม 2013 06:52 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (1)

จากบันทึกของครู Ka Poom หัวใจแห่งการเรียนรู้ของผู้เป็น "ครู" ; ละอกุศล

  อ่านแล้วเหมือนได้เห็นตนเอง หากไม่ละ ไม่แก้ไข

หนูนี่แหละ ไม่ไกลที่ไหนจะเป็นแบบน้อง และน่าจะหนักหนากว่า

เพราะมันจะเหลิง มันจะหลง มันจะฟุ้งซ่าน 

หนูเป็นผู้ที่ได้รู้ ได้เห็น ได้สัมผัสมากับตัว ในการเคลื่อนไปของเรื่องราวในชีวิตน้อง

ครูชี้ให้หนูเขียน ถอดบทเรียน แต่หนูก็ช้า

ครูเมตตาทำให้ดู

  ทุก ๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีคนเข้ามาเป็นปัจจัยเยอะ แต่ครูก็แน่วแน่ ในการให้ความช่วยเหลือ ให้สิ่งที่ดีที่สุดกับลูกศิษย์ โดยไม่ห่วงว่า ใครจะมองครูไม่ดี

  หนูรู้สึกสะเทือนใจ ทุกครั้งที่นึกถึงพฤติกรรมของน้อง จนแทบน้ำตาไหล ที่รู้สึกสะเทือนใจ เพราะใจข้างในหนูนี่แหละ มันก็คิดชั่ว เหมือนใจน้อง แต่สติ พอจะมี จึงได้แต่กดข่ม แล้วค่อย ๆ แก้ไข

ขนาดครู รู้จักจิตใจหนู รู้ว่าใจหนูคิดชั่ว แต่ก็ช่วยเหลือให้โอกาสหนูสม่ำเสมอ

หนูช้า ครูก็ทำให้ดู พอทำไม่ได้ ครูก็เมตตาทำแทนให้เป็นตัวอย่าง แล้วก็ให้โอกาสแก้ไข จนกว่าจะเป็นปัญญากับตัวหนูเอง

  ครูเต็มที่กับทุก ๆ เรื่อง ไม่ได้ทำอะไรด้วย อคติ ในทางกลับกัน

ครูให้สติ ให้ปัญญา และนำพาทุกคนที่ได้มาเจอครูได้มีโอกาสสัมผัส โอกาสในการพัฒนาตนเอง ก้าวพ้นจากทุกข์บีบคั้น แบบไม่ผิดทางเสมอ ๆ

  สิ่งที่ยาก คือ สอนให้คนละชั่ว

เพราะคนเราไม่ค่อยยอมรับว่าตนเอง กระทำชั่ว พอถูกชี้แทนที่จะยอมรับกลับโกรธ 

แต่ครูก็ไม่เคยท้อ ที่จะชี้ และช่วยหาทางออก หาทางแก้ไข

ได้อ่านเรื่องนี้ ได้เห็นตนเองชัดเจ้าค่ะ

ว่าเหตุที่ทำปัจจุบันถ้าไม่แก้ไข อนาคตแบบนี้แน่ ๆ 

แต่ถ้าหากแก้ไข ก็พอที่จะไปต่อกับตนเอง

 บันทึกนี้งดงาม ด้วยหัวใจของ ครู

งดงาม ด้วยหัวใจของ แม่

ที่หยิบยื่นสิ่งดี ๆ ให้ ลูกๆ เสมอ ๆ 

บอกให้เป็น ชี้ให้เห็น เป็นให้ดู

 สาธุเจ้าค่ะ 


ในฐานะของลูกศิษย์ ไม่มีใครจะประกาศคุณงามความดีได้มากกว่าลูกศิษย์

และในขณะเดียวกัน ก็ไม่มีใคร แทงข้างหลังครูได้มากกว่าลูกศิษย์เช่นเดียวกัน

ในฐานะที่หนูเป็นลูกศิษย์ สิ่งที่พึ่งทำคือ ประกาศ คุณงามความดีของครู 

ประกาศความงามของหัวใจครูให้ผู้อื่นได้รู้ได้เห็นและสัมผัส

ก่อนหน้านี้ หนูมีแต่คร่ำครวญ แต่ไม่ได้มองเห็นภาพนี้

พอได้อ่านบันทึกครูและได้ค่อย ๆ เขียนทบทวน 

นี่ไง หน้าที่ ของความเป็นลูกศิษย์ 

ประกาศความดีงามของครูให้โลกได้รู้

เพราะตลอดชีวิตของครู "ใช้ธรรมนำทาง"


พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี