หนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน : เรื่องเล่าจากอาจารย์รัตนา หอมวิเชียร (ว่าด้วยความสุขจากการเรียนรู้คู่บริการ)

จากงานวิจัยดังกล่าว ก็นำมาใช้เป็นงานบริการวิชาการสู่ชุมชนบ้านท่าขอนยาง จนพ่อใหญ่แถวและเพื่อนๆ แห่งบ้านท่าขอนยาง ได้เรียนรู้จริงและทำได้จริง ยิ่งเป็นสิ่งที่นำพาความสุขมาสู่ตัวเอง และยิ่งเป็นการทำงานครั้งแรกกับชุมชน ยิ่งพลอยให้ตัวเองรู้สึกสุขใจมากเป็นพิเศษ

คำชี้แจง

ในช่วงของการขับเคลื่อนกิจกรรมบริการวิชาการ (หนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน)  ในปี 2555 ที่ผ่านมา  นอกจากการเขียนบทความวิชาการ หรือการเขียนรายงานวิชาการแล้ว  สิ่งหนึ่งที่ผมพยายามเชิญชวนให้อาจารย์และนิสิตได้เขียนเพิ่มเติมก็คือเรื่องเล่าเร้าพลัง (story telling)  เพื่อก่อให้เกิดการสื่อสารสร้างสุขที่หลากหลายรูปแบบ อ่านสนุก ไม่เครียด...

แต่แน่นอนครับ การเขียนคือทักษะใหญ่ไม่แพ้ทักษะของการคิด หรืออื่นๆ ประสบการณ์ผ่านการฝึกฝนคือหัวใจหลักของการเขียนเพื่อการสื่อสาร

นี่คือเรื่องเล่าของอาจารย์รัตนา หอมวิเชียร  หนึ่งในคณะทำงานโครงการ 1 หลักสูตร 1 ชุมชนของคณะวิศวกรรมศาสตร์  ที่ได้ถ่ายทอดเป็นเรื่องเล่าเล็กๆ  ซึ่งผมอ่านแล้วพลอยมีความสุขไปด้วย  ถึงแม้ชั้นเชิงการเล่าจะไม่ลื่นไหลเช่นนักเล่ามืออาชีพ  แต่ผมอ่านแล้ว  ผมก็มีความสุข  และเห็นมิติอันเป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันอย่างน่าสนใจ

เชิญครับ – เชิญร่วมเรียนรู้ด้วยกัน




  บูรณาการภารกิจ 4 In 1 และการสร้างทักษะการเรียนรู้แก่นิสิต
  

             

การบริการวิชาการโครงการหนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน ภายใต้ชื่อโครงการการถ่ายทอดเทคโนโลยีการสร้างอาคารดินอบสมุนไพรเพื่อความยั่งยืนของชุมชนบ้านท่าขอนยาง เริ่มดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2555 ถึง 30 กันยายน พ.ศ. 2555   โดยคณะวิศวกรรมศาสตร์  ซึ่งมีความคาดหวังหลักๆ ในการดำเนินการคือการร่วมพัฒนาและทำประโยชน์แก่สังคมผ่านการบูรณาการภารกิจหลักของมหาวิทยาลัยสู่ชุมชน  (4 In 1)  คือด้านบริการวิชาการ การเรียนการสอน งานวิจัย และการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม  
 

นอกจากนั้นยังรวมถึงการสร้างระบบและกลไกของการพัฒนานิสิตผ่านรูปแบบกิจกรรมต่างๆ  เพื่อให้นิสิตมีคุณธรรมจริยธรรม  รู้จักการให้ รู้จักการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม   เรียนรู้การทำงานร่วมกัน และการนำความรู้ไปใช้งานผ่านการลงมือปฏิบัติจริง  ตลอดจนการส่งเสริมให้นิสิตได้มีโอกาสสัมผัสวิถีชีวิตอันเป็นสุนทรียภาพของการใช้ชีวิตที่ผูกโยงใยกับศิลปวัฒนธรรม ผู้คน วัด และสถานศึกษา (บวร)  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการหล่อหลอมกล่อมเกลาให้นิสิตมีคุณลักาณะตามปรัชญาของมหาวิทยาลัยที่ว่า “ผู้มีปัญญาพึงเป็นอยู่เพื่อมหาชน”




  
    กระบวนการขับเคลื่อน : เรียนรู้แบบมีส่วนร่วม
    
  
  

 

นอกจากนี้คณาจารย์ยังสามารถนำประโยชน์จากการบริการวิชาการมาพัฒนาการจัดการเรียนการสอนและต่อยอดการทำวิจัย   มีการจัดทำแบบสอบถามเพื่อสำรวจความต้องการ  หรือโจทย์จากชุมชนเป้าหมาย (ชุมชนบ้านท่าขอนยาง)  โดยพบว่า ชุมชนเป้าหมายเป็นชุมชนของ "ชาวญ้อ"  ที่มีภูมิปัญญาเดิมเกี่ยวกับการสร้างบ้านดินเป็นที่อยู่อาศัย  และประมาณปี พ.ศ. 2521 ทางวัดเจริญผล   ซึ่งเป็นหนึ่งในวัดที่มีชื่อเสียงของบ้านท่าขอนยางได้มีการสร้างห้องอบไอน้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพของคนในชุมชน  แต่ในระยะหลังได้เกิดปัญหาเชื้อเพลิง-ฟืนขาดแคลน  จึงไม่มีการใช้งานห้องอบไอน้ำสมุนไพรต่อไป   ดังนั้นชุมชนจึงมีความต้องการห้องอบไอน้ำสมุนไพรกลับมาอีกครั้ง   และเพื่อเป็นการอนุรักษ์บ้านดินของชาวญ้อ คณะกรรมการดำเนินงานและชุมชนจึงร่วมกันทำอาคารดินอบไอน้ำสมุนไพร   โดยในส่วนของหม้อไอน้ำจะใช้เชื้อเพลิงก๊าซหุงต้ม  ซึ่งหาง่ายและราคาค่อนข้างถูก  จากนั้นคณะกรรมการดำเนินงานได้ทำการศึกษาข้อมูลเบื้องต้นของชุมชน   บริบทต่างๆ และตำนานความเป็นมาของชุมชน เตรียมแหล่งวัสดุในการจัดสร้างอาคารดิน และหาข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับการอบไอน้ำสมุนไพร  โดยการไปศึกษาดูงานยังวัดเจดีย์หอย จังหวัดปทุมธานี และวัดโนนสำราญ จังหวัดมหาสารคาม



ช่วงกลางน้ำคณะทำงานมีการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประสบการณ์ และการให้ความรู้ความเข้าใจในการสร้างอาคารดินและการอบไอน้ำสมุนไพร เพื่อให้ชุมชน นิสิต และบุคลาก ร   สามารถนำไปปฏิบัติได้เอง   และสามารถนำองค์ความรู้ไปถ่ายทอดแก่ชุมชนภายนอกได้  

ในส่วนของกิจกรรมการสร้างอาคารดิน   นิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์และชาวชุมชนบ้านท่าขอนยางได้ร่วมกันก่อสร้างโดยใช้ระยะเวลาประมาณ  4 เดือน  อาคารดินจึงเสร็จสมบูรณ์
                     
สำหรับการบูรณาการงานด้านการเรียนการสอนนั้น   มีการมอบหมายงานให้นิสิตทดสอบหม้อไอน้ำสมุนไพร จัดทำคู่มือการใช้งาน  และคำนวณหาความหนาของฉนวนที่เหมาะสมแล้วดำเนินการติดตั้งฉนวนเพื่อลดปริมาณความร้อนสูญเสียผ่านผิวหม้อไอน้ำ   ซึ่งทำให้นิสิตได้ลงมือปฏิบัติจริงโดยนำความรู้ที่ได้ในชั้นเรียนไปประยุกต์ใช้งาน





  เรียนรู้วิถีชุมชน : ไม่มีที่ใดปราศจากตำนาน-เรื่องเล่า
  


นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมนิสิตกับการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมของสโมสรนิสิตซึ่งเป็นการบอกเล่าตำนาน “จระเข้เจ้าเฮ้า”  ที่มีชื่อเสียงผ่านลวดลายบนผนังอาคารดิน  ซึ่งจากการบอกเล่าของพ่อใหญ่แถว  (นายแถว เนื่องวรรณะ) ปราชญ์ชาวบ้านของชุมชน เล่าว่า ในอดีตบริเวณแม่น้ำชี บ้านท่าขอนยางมีจระเข้อยู่อาศัย วันหนึ่งมีคนเอาลูกจระเข้มาให้ทางวัดเจริญผลเลี้ยงเอาไว้  โดยมอบหมายให้เณรรูปหนึ่งเป็นผู้ดูแลนำข้าวปลาอาหารมาให้จระเข้กิน และเรียกจระเข้ตัวนี้ว่า “เจ้าเฮ้า”

เจ้าเฮ้าเป็นจระเข้ที่เชื่องมาก จนแม้แต่เณรและลูกเจ้าเมืองสองคนสามารถขึ้นขี่หลังได้ ด้วยเหตุนี้  จึงเป็นที่กล่าวขานถึงเจ้าเฮ้าว่าเป็นจระเข้ที่เชื่อง

ต่อเมื่อเจ้าเฮ้าเติบโตขึ้นก็เริ่มดุร้ายและถึงขั้นแอบกินผู้คน  จนในที่สุดวันหนึ่งก็ได้กินธิดาเจ้าเมือง (ท้าวสุวรรณภักดี) ทั้งสองเข้าไป นั่นก็คือ “นางหมัดและนางฮุย”   เจ้าเมืองจึงประกาศให้หาหมอปราบจระเข้  และสิ้นสุดการล่าหรือการปราบลงที่อำเภอวังสามหมอ จังหวัดอุดรในปัจจุบัน   ซึ่งชื่ออำเภอวังสามหมอก็มีตำนานมาจากการที่จระเข้ได้ที่กินหมอปราบจระเข้ไปสามคนนั่นเอง และก็มีไม่น้อยที่เชื่อว่าน่าจะเป็นจระเข้ตัวเดียวกันคือเจ้าเฮ้า 

แต่ถึงกระนั้นก็ยังเป็นเรื่องกล่าวขานถึงเจ้าเฮ้าไปต่างๆ นาๆ ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนถึงรายละเอียดบางประการ  เช่น  บ้างก็ว่าเจ้าเฮ้าไม่ได้ฆ่าลูกเจ้าเมืองทั้งสอง  เพียงแต่คาบศพลูกเจ้าเมืองที่จมน้ำกลับมาให้เจ้าเมือง บ้างก็ว่าจระเข้ที่กินลูกเจ้าเมืองเป็นคนละตัวกับเจ้าเฮ้า

จากคำบอกเล่านี้ จึงนำมาสร้างลวดลายที่ได้รับการร่างแบบโดยพ่อใหญ่แถว หลังจากนั้นนิสิตจึงได้ประดับตกแต่งภาพศิลปะนูนต่ำดังกล่าวลงบนผนังอาคารดิน





  ความเข้มแข็งยั่งยืน : โจทย์ที่ยังต้องใช้เวลาขับเคลื่อน พิสูจน์
  


ส่วนการบูรณาการงานวิจัย คณะกรรมการดำเนินงานได้มีโอกาสเข้าร่วมนำเสนอผลงานวิจัย “บ้านดินรักษ์โลก จากงานวิจัยสู่ชุมชน” ในงานนำเสนอผลงานวิจัยแห่งชาติ  (Thailand Research Expo 2012) ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ระหว่างวันที่ 24-28 สิงหาคม 2555 

ในการนี้มีงาน "วิจัยวัสดุฉาบบ้านดินจากวัสดุธรรมชาติ"  ที่พัฒนาขึ้นให้มีความสามารถในการป้องกันน้ำมากขึ้นเมื่อเทียบกับวิธีการเดิม ได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมทั่วไป  ช่วงปลายน้ำ คณะทำงานได้มีการส่งมอบและสาธิตวิธีการใช้อาคารดินอบไอน้ำสมุนไพร  รวมถึงได้จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับห้องอบไอน้ำสมุนไพร และติดตามผลการดำเนินงานว่าชุมชน นิสิต และบุคคลทั่วไปที่สนใจ สามารถนำความรู้ความเข้าใจไปปฏิบัติเองได้จริงเพียงไรและสามารถถ่ายทอดให้แก่ผู้อื่นหรือชุมชนอื่นได้หรือไม่ เพื่อนำไปสู่การเสริมสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนของชุมชน และยังเป็นการนำผลประเมินหรือความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของการบริการวิชาการในครั้งนี้ไปพัฒนาการจัดการเรียนการสอนและการวิจัยต่อไป

ในภาพรวมพบว่า ชุมชน นิสิต อาจารย์ และบุคลากร มีความพึงพอใจต่อโครงการและกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้น อย่างไรก็ตาม หากถามถึงความเข้มแข็งของชุมชนและความยั่งยืนจำเป็นต้องมีการติดตามผลการใช้บริการห้อง  อบไอน้ำสมุนไพรและกิจกรรมที่ต่อยอดจากโครงการนี้ต่อไป

ในอนาคต เป็นไปได้ว่าหากมีการรวมกลุ่มหรือสร้างเครือข่ายของชุมชนที่เข้มแข็ง  เชื่อว่าจะนำพาความยั่งยืนตามมาแก่สังคมนี้ได้  โดยเฉพาะการปลูกพืชสมุนไพรที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น 
จากที่ติดตามพบว่า ทางวัดมีการปลูกสมุนไพรทั่วไปในพื้นที่วัดและสถานปฏิบัติธรรม  รวมถึงชาวบ้านนิยมปลูกพืชสมุนไพรไว้ใช้เป็นยารักษาโรค  ซึ่งอาจต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพต่างๆ สำหรับเป็นสินค้าประจำท้องถิ่นได้ และทางวัดมีแนวคิดที่จะสนับสนุนและเผยแพร่ให้ชาวบ้านปลูกสมุนไพรให้เพิ่มมากขึ้น  อันจะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนเอง





  ที่สุดของการเรียนรู้คือ “ความสุข”


จากการดำเนินการโครงการทั้งหมดที่กล่าวมานั้น หากย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นของการทำงานบริการวิชาการของตนเอง  เดิมทีตนเองเป็นเพียงอาจารย์ธรรมดาคนหนึ่งที่เริ่มจากทำงานด้านกิจการนิสิตของคณะ   จะได้พบปะกับนิสิตทั้งคณะอยู่เป็นประจำ  ตนเองมีความคิดจะพัฒนาการเรียนการสอนโดยการนำกิจกรรมง่ายๆ ที่ใกล้เคียงกับสาขาวิชาที่สอน และหวังที่จะให้นิสิตได้เรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกัน มีส่วนร่วมในกิจกรรม สร้างความภาคภูมิใจ และมีความสนุกสนานในตัวของกิจกรรมเอง จึงได้นำเอาบ้านดินมาใช้เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงนิสิตกับนิสิต และนิสิตกับอาจารย์ เพราะการทำบ้านดินมิได้มีความสลับซับซ้อน

เหนือสิ่งอื่นใดบ้านดินให้คุณค่าทางจิตใจเป็นอย่างมาก  จากที่เป็นแค่กิจกรรมก็ได้ขยับเข้าสู่การทำงานวิจัยร่วมกับท่าน ผศ.ดร.จินดาพร จำรัสเลิศลักษณ์ และจากงานวิจัยดังกล่าว  ก็นำมาใช้เป็นงานบริการวิชาการสู่ชุมชนบ้านท่าขอนยาง จนพ่อใหญ่แถวและเพื่อนๆ แห่งบ้านท่าขอนยาง  ได้เรียนรู้จริงและทำได้จริง  ยิ่งเป็นสิ่งที่นำพาความสุขมาสู่ตัวเอง  และยิ่งเป็นการทำงานครั้งแรกกับชุมชน ยิ่งพลอยให้ตัวเองรู้สึกสุขใจมากเป็นพิเศษ 




การทำงานครั้งนี้ ค้นพบความสุขหลากหลายประการ

อย่างแรกเลยก็คือความสุขที่ได้ลงไปเรียนรู้วัฒนธรรมของชุมชน เรียนรู้ผู้คน ความเอื้ออาทรจากผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชน  
อย่างที่สองคือความสุขที่เห็นชาวบ้านเข้าใจและทำบ้านดินได้ด้วยตนเอง  เพราะเดิมไม่ได้คาดหวังว่าคนในชุมชนจะสามารถนำความรู้ที่ได้รับจากการถ่ายทอดไปสร้างเองได้จริงๆ  ครั้นเมื่อเวลาผ่านไปเพียงสามเดือน  ก็เห็นพัฒนาการหลายอย่างของชาวบ้าน ไม่ใช่แค่ทำบ้านดินได้ แต่ยังหมายถึงการรวมกลุ่มเพื่อทำกิจกรรมอื่นๆ ในบริเวณวัดและบ้านดินนั่นเอง

เช่นเดียวกับครั้งหนึ่ง เกิดการปรานผิดพลาด  เมื่อลงพื้นที่แล้วไม่มีอุปกรณ์ทำงาน  พ่อใหญ่แถวกับเพื่อนพ้องที่มักจะเป็นคนไม่ค่อยพูด ดูเงียบขรึมและอมยิ้มเป็นระยะๆ ก็หายออกไปจากวัด จากนั้นไม่นานก็กลับมาใหม่ทีละคนสองคน โดยแต่ละคนก็มีอุปกรณ์ติดไม้ติดมือมาคนละอย่างสองอย่าง  ถึงจะไม่มากมายนัก แต่นั่นก็คือการแสดงออกถึงการมีส่วนร่วม และน้ำใจของชาวบ้านที่มีต่อมหาวิทยาลัย หรือมีต่อการเป็นเจ้าของในสิ่งที่กำลังสร้างขึ้นในชุมชนของตนเอง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความสุขและความประทับใจที่ยังจดจำได้จนบัดนี้


  เรียนรู้นอกชั้นเรียน : เรียนรู้จิตใจกันและกัน
  


นอกจากนี้ยังมีความสุขกับการทำงานในระดับสาขาและคณะ เพราะการทำงานครั้งนี้ถือว่าเข้มข้นกว่าเดิมมาก มีการระดมกำลังจากอาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนิสิตในคณะ เพราะคณะเราเป็นคณะไม่ได้ใหญ่โต  สิ่งที่ตนเองได้เรียนรู้คือการที่ได้ทำงานกับอาจารย์ต่างสาขาที่มักเจอกัน แต่ไม่ได้มีโอกาสที่ได้ทำงานร่วมกัน  ได้เรียนรู้อุปนิสัยใจคอของนิสิต เวลาอยู่ในชั้นเรียน  เราจะสังเกตไม่ลึกซึ้งเท่าการได้ทำกิจกรรมร่วมกัน ในชั้นเรียนเห็นเพียงนิสิตนั่งเรียนแล้วฟังบรรยาย พูดคุยกัน  หรือมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันเพียงเล็กน้อย  แต่การได้ทำบริการวิชาการครั้งนี้  ทำให้เห็นถึงอุปนิสัยใจคอของนิสิตแต่ละคน - คนนี้มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อน คนนี้เป็นที่รักของเพื่อน คนนี้เป็นคนเงียบชอบทำ ไม่ชอบอยู่เฉย  คนนี้คุยเก่ง ร่าเริง คนนี้รักเพื่อน ทุกคนมีดีของแต่ละคนที่แตกต่างกันไป  ซึ่งไม่ได้เห็นกันง่ายในชั้นเรียน  แต่เมื่อได้ออกมาทำกิจกรรมด้วยกัน จึงรู้จักมักคุ้น รู้จักนิสัยใจคอกันมากขึ้น  ใครจะรู้ว่าจากที่ไม่เคยรู้จักกันกลับสนิทสนมกัน  ช่วยเหลือกัน จากคนที่มีเพื่อนน้อย  ก็กลับมีเพื่อนมากขึ้น



หลังจากจบโครงการนี้ไป ไม่ใช่แค่นิสิตที่ได้ อาจารย์เองก็ได้ เป็นการเรียนรู้นอกชั้นเรียนที่ให้ประโยชน์ นอกจากนี้ทุกครั้งที่ได้เห็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของลูกศิษย์  ทำให้รู้สึกเหมือนกันว่าเป็นส่วนที่มาเติมเต็มชีวิต  ให้มีกำลังใจในการทำงานในวันต่อๆ ไปได้ และเชื่อด้วยว่านิสิตเองก็รู้สึกดีที่ได้เห็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของเพื่อนนิสิตด้วยกัน

การงานครั้งนี้เป็นการทำงานที่เข้มข้น  แต่แฝงด้วยความสนุกสนาน รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะที่จะประทับใจตนเองไปอีกนานแสนนาน จนปัจจุบันนิสิตที่ได้ร่วมกันสร้างก็ยังคอยถามข่าวคราวของบ้านดินหรือนำเอาภาพประทับใจในการทำบ้านดินขึ้นเป็นรูปประจำตัวหรือแม้แต่ในหนังสือรุ่น แสดงให้เห็นถึงความภาคภูมิใจของนิสิตที่มีต่อผลงานที่ทำมากับมือของตนเอง



บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน pandin



ความเห็น (10)

เขียนเมื่อ 

เป็นตาม่วนคักขนาดเลยน้อครับ อาจารย์

ขอบคุณค่ะ...อ่านด้วยความสุขใจมากๆค่ะ

เขียนเมื่อ 

เป็นบันทึกที่เปิดให้เห็นมุมมองที่กว้างไกลได้มากทีเดียวจ้ะอาจารย์ ขอบคุณจ้ะ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ คุณอักขณิช

การงานที่เรารัก มักนำซาความ "มวนซืน" มา "ยาม" หัวใจเสมอ
อ่านเรื่องราวที่อาจารย์รัตนาเขียนแล้ว...
เห็นกระบวนการโโยย่อของการทำงาน
แต่เห็นความเชื่อมโยงของการบริการวิชาการในมิติของอาจารย์และนิสิตสู่ชุมชน
ในแบบบูรณาการ โดยไม่ละเลยที่จะให้ชุมชนมีบทบาทร่วมตั้งแต่ต้น
สิ่งเหล่านั้น คือวิธีการที่ถูกต้องในการจัดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกับชุมชน...
และความถูกต้องนั้น ก็นำพามาซึ่งความสุข อย่างไม่ต้องสงสัย...


ขอบพระคุณที่แวะมาเยี่ยมยามนะครับ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ พี่ใหญ่ นงนาท 

พื้นที่ตรงนี้ เป็นที่ตั้งของการงานที่ธนาคารไทยพาณิชย์ได้ลงแรงไว้เช่นกันครับ...
ความสุขที่สัมผัสได้ ไม่ใช่แค่ความสุขในระดับปัจเจก 
หากแต่เป็นความสุขในระดับสังคม
ที่แต่ละคนได้ทำเพื่อกันและกัน
แลกเปลี่ยนกันและกันด้วยความเป็นกัลยาณมิตร

ขอบพระคุณครับ


เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ คุณมะเดื่อ

เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ  เป็นบันทึกที่เห็นมุมกว้างมากเลย
มิติของการเรียนการสอนที่ใช้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
การใช้ชุมชนและกิจกรรมเป็นฐานการเรียนรู้
การถ่ายทอดและเรียนรู้ร่วมกัน  ไม่ใช่เน้นการถ่ายทอดจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
และที่สำคัญคือ เห็นผลลัพธ์เล็กๆ ที่เป็นรูปธรรม
ที่ยังสามารถสานต่อได้อีก  ทั้งในมิติการเรียนการสอน การวิจัย การบริการวิชาการและการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม

ขอบคุณครับ

ด้วยร้อยยิ้ม และเสียงหัวเราะมีความสุขไปด้วยค่ะ พี่ดาเพิ่มกำลังให้มากๆอีกด้วยนะคะ

เขียนเมื่อ 

มาขอเป็นลูกศิษย์ด้วยคนค่ะอาจารย์

เขียนเมื่อ 

เริ่มต้นดี  ร่วมทำอย่างมีความสุข....ที่ยั่งยืนได้

ขอบคุณเรื่องราวกว้าง - ลึก - เชื่อมโยง  หลายมิตินะคะ

Varanya
IP: xxx.55.161.88
เขียนเมื่อ 

น่าสนุกจังค่ะ