สองวันผ่านมานี้ชีพจรลงเท้า ขับรถตระเวนอีสานไปตรวจประเมินสิ่งประดิษฐ์ด้านเครื่องจักรกลการเกษตรที่ส่งเข้าประกวดของกระทรวงวิทย์ 

ขับรถแก่ๆ ไป เครื่องล่างดังโคล้งๆเคล้ง แต่ไม่มีเวลาไปเข้าอู่เสียที  ขาแรก โคราช-พยัคฆภูมิพิสัย ไปดูเครื่อง 7 in 1 หลักๆ คือเครื่องคัดแยกขนาดข้าวสาร  แต่มีพ่วงมาอีกคือ สากตำข้าว และอื่นๆ  เป็นการประดิษฐ์ของครูรร.มัธยม โดยมี นร. ช่วยงาน  ...การประดิษฐ์ก็งั้นๆ  แต่ผมว่าดีที่เด็กนร. ได้ฝึกคิด และ ฝึกฝีมือแรงงาน

ขาสอง พยัคฆ-ขอนแก่น  นอนค้างหนึ่งคืน  จากนั้นตรวจประเมินอีก ๓ เครื่อง ที่ มข.  คือ เครื่องบดขยี้ชีวมวลให้ละเอียด  เครื่องอัดเม็ดชีวมวล  และเครืองบดอัดถ่านแท่ง  สองเครื่องแรกเป็นของ อาจารย์ มข.  เครื่องสุดท้ายเป็นของครูอนุบาล มาจากกาฬสินธุ์ โน่น 

เป็นผู้ทรงคุณวุฒิไปตรวจงานเขา แต่เรากลับได้เรียนรู้จากพวกเขามากหลาย  ในขณะเดียวกันเราก็ได้แนะนำอะไรเขาไปในสิ่งทีเรารู้มากกว่าเขา ถือว่าชัยๆ 

นักประดิษฐ์ภูธรไทยเราวันนี้มีความตื่นตัวมาก  ถ้ารัฐให้การสนับสนุนดี  อาจไปโรจน์และเป็นหนึ่งในกระดูกที่จะค้ำยันร่างกายไทยไว้ได้ทีเดียว  เสียแต่ว่าคนไทยเราเห่อแต่ของนอก ดูถูกไทยประดิษฐ์ไปเสียหมด

ขาสาม  ขอนแก่น-โคราช  ขับไปง่วงไป  แต่สังเกตเห็นรถตำรวจทางหลวงมากราย  เป็นแคมรีบ้าง  เซฟิโรบ้าง  ทำให้รู้สึกหงุดหงิดว่า ทำไมต้องเอารถหรูราคาแพงมาเป็นรถตำรวจทางหลวง  ทำให้เสียสองเด้ง คือ แพง และ อรรถประโยชน์น้อย 

น่าจะใช้รถปิ้คอัพแค็บ 4wd กระบะหลังต่อหลังคาเป็นสองแถว ประตูหลังโปร่งล็อคกุญแจได้  เพื่อ

1)  ถ้าจับคนร้ายได้ในความผิดซึ่งหน้า ก็ใส่กุญแจมือ แล้วเอาขังไว้กระบะหลังได้เลย เพื่อส่ง สภ. ต่อไป

2)  กระบะหลังสามารถบรรทุกเครื่องมือช่วยเหลือประชาชนได้มากหลายเช่น ชะแลง ขวาน เครืองสูบลมยาง(กรณียางแบน) โซ่ (เอาไว้ลากรถตกถนน) จอบ เสียม  สายจั๊มแบต  ฯลฯ  (ตำรวยทางหลวงไทยเขาไม่ค่อยคิดช่วยปชช. อยู่แล้ว เห็นมีแต่จอดตั้งด่านลอย) 

3)  สองแถวเอาไว้ให้ปชช. นั่ง เช่น รถเสีย รถชน กลางดึก  บรรทุกเอาปชช. ไปส่งโรงแรม นอน

4)  4wd เอาไว้ลุยป่า หรือ ลากฉุดรถตกหล่ม 

แต่พอใช้รถเก๋งหรู ตำรวจสบายอย่างเดียว  แต่ช่วยเหลือปชช.อะไรไม่ได้เลย  แถมแพงเกินจำเป็น  เปลืองภาษีราษฎรอีกต่างหาก

พรุ่งนี้ (๒๖ เมย)  ขา ๔  เข้าประชุมกทม.  ที่สมาคมวิศวกรเครื่องกลไทย  ไม่รู้ว่าสภาพรถจะไปรอดไหม  ไปตายเอาดาบหน้า แบบหัวหมู่ทะลวงฟัน  อิอิ


...คนถางทาง (๒๕ เมย ๕๕)