เราควรรู้ให้เท่าทันโลก ไม่ใช่ ให้โลกมารู้เท่าทันเรา



เรื่องของ "ข่าวสาร"


ผมพบว่า มีหลายคนเกิดความเบื่อหน่ายในข่าวสารต่าง ๆ อย่างมาก
ไม่ว่าจะเป็นข่าวขยะ ข่าวสถานการณ์บ้านเมืองที่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย
ข่าวการเมืองที่ออกมาโต้ตอบกันทุกวัน หรือไม่ก็เป็นข่าวอาชญกรรม
ที่ทำลายความรู้สึกจนไม่อยากจะรับรู้

หลายคนเลือกที่จะเสพละครทีวี เกมโชว์ต่าง ๆ MV เกาหลี ญี่ปุ่น
คล้าย ๆ เพื่อจะเบี่ยงเบนความเป็นจริงที่เกิดขึ้น
ไม่ต่างกันการหนีปัญหาในสิ่งที่ไม่อยากพบเจอกับข่าวในแต่ละวัน

สำหรับตัวผมเอง เป็นประเภทเลือกสรรข่าวด้วยตัวของตัวเอง
ข่าวใดที่ทำให้เกิดการยกระดับปัญญามากขึ้น จะสนใจรับรู้
ข่าวใดที่ทำให้เราได้เปิดโลกทัศน์ ก็จะติดตาม
ข่าวใดที่เป็นภัยสังคมแบบใหม่ เราก็จะระมัดระวังตนเองมากขึ้น

เรา คือ ผู้เลือกสรร

ข่าวใดที่ไม่เป็นที่พอใจของเรา เราเพียงแค่รับรู้ว่าเกิดอะำไรขึ้นในสังคมไทยเท่านั้น
ไม่ต้องนำมาคิดต่อให้ปวดหัว ไม่ต้องเอาความเครียดจากข่าว
ไปทำ้ร้ายคนที่เรารักที่บ้าน

เราเลือกที่จะทำได้นี่

คุยกับใครสักคนว่า ทำอย่างไรเราจะเป็นคนที่รู้เท่าทันคน ไม่ถูกหลอกง่าย ๆ

ประเด็นหนึ่งที่ให้คำแนะำนำไป คือ การติดตามข่าวสารบ้านเมืองบ้าง
อย่าได้เป็นคนที่หนีความจริงของโลก

เพื่อให้ตัวเองได้มีพัฒนาการในทางวิชาชีพมากขึ้น
และรู้เท่าทันคนอื่นอีกต่างหาก



ผมเล่าข่าวว่า...


ปรากฎการณ์ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับจำคุกอดีต ผอ.โรงเรียนสามเสน ๒ ปีไม่รอลงอาญา
เพราะถอนชื่อลูกน้องพ้นบัญชีรายชื่อขรก.ครู โดนมาตรที่ ๑๕๗ และ ๑๖๐ เข้าไป


(รายละเอียด)


ทั้ง นี้ ที่ห้องพิจารณา 901 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำอ.2908/2552 ที่นายชาญวิทย์ เศรษฐพานิชผล ครูโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายวิศรุต
สนธิชัย อายุ 60 ปี อดีตผอ.โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เป็นจำเลย ในความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ
หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎหมาย
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ 165
   
โจทก์ได้ยื่นฟ้องเมื่อวัน ที่ 21 ส.ค.52 และนำสืบว่า เมื่อวันที่ 20 ม.ค.49 โจทก์ ได้ยื่นแบบการประเมิน
ให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีวิทยฐานะชำนาญ การกรณีพิเศษ (ครูแกนนำ/ครูต้นแบบ) ของ
โจทก์ตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ขณะที่จำเลยเป็น ผอ.โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย ทำการตรวจสอบและรับรองในฐานะผู้บังคับบัญชาชั้นต้นแล้วว่า ข้อมูลดังกล่าวถูกต้องและเป็นความจริง แต่จำเลยกลับไม่ดำเนินการให้โจทก์ตามขั้นตอน จำเลยมีหน้าที่ส่งแบบประเมินของโจทก์ไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 1 แต่จำเลยกลับถอนชื่อโจทก์ออกจากบัญชีรายชื่อข้าราชการครูที่ยื่นคำขอ

ทำ ให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เหตุเกิดที่ ร.ร.สามเสนวิทยาลัย ถ.พระราม 6 เขตพญาไท กทม. ศาลชั้น
ต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 15 ต.ค.53 ให้ยกฟ้อง ต่อมาโจทก์ ยื่นอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ ได้ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้ว พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมารับฟังได้ว่าจำเลย
กระทำผิดจริง อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วย จึง
พิพากษากลับ ให้จำคุกจำเลยเป็นเวลา 2 ปีโดยไม่รอลงอาญา
   
ทั้งนี้ภายหลังฟังคำพิพากษา ญาติได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เป็นตำแหน่งข้าราชการครู วงเงิน 2.5
แสนบาท เพื่อขอปล่อยชั่วคราวระหว่างฎีกา
   
นั่นหมายความว่า ช่องว่างของวิชาชีพทางการศึกษาระหว่าง “รุ่นเก่า-รุ่นใหม่” เริ่มปริออกมากขึ้น


นั่น หมายความว่า วงการครูได้เกิดบรรทัดฐานทางกฏหมายอีกครั้งหนึ่งแล้วว่า การเป็นผู้บริหารโรงเรียนไม่

ใช่ว่าอยากทำอะไรก็ทำได้ อยากสั่งอะไรก็สั่งได้ ชื่อเสียงที่เคยสร้างไว้มากมาย พังทลายอย่างไม่เหลือดีตอน
เกษียณอายุ

เรื่องของกรรมมีจริง




หรือคดีใกล้เคียงกัน คือ คดี ศาลฎีกาลงโทษจำคุก 3 ปี อดีตประธาน คตง. ถูกมาตรา ๑๕๗ เช่นกัน

(รายละเอียด)


ศาล ฎีกาพิพากษาให้จำคุก นายปัญญา ตันติยวรงค์ อดีตประธาน คตง.เป็นเวลา 3 ปี ในคดีไม่เสนอชื่อ
นายประธาน ดาบเพชร เป็นผู้ว่า สตง.แต่ให้รอลงอาญา 2 ปี

วันนี้ ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีที่อัยการคดีพิเศษ และ นายประธาน ดาบเพชร เป็น
โจทก์ยื่นฟ้อง นายปัญญา ตันติยวรงค์ อดีตประธานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เป็นจำเลยในความผิด
ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ ตามมาตรา 157 กรณีเมื่อวันที่ 3
กรกฎาคม 2544 จำเลยได้เสนอรายชื่อ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา นายนนทพล นิ่มสมบูรณ์ และ นาย
ประธาน ดาบเพชร ต่อประธานวุฒิสภา เพื่อพิจารณาเลือกเป็นผู้ว่าสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ทั้งที่ในการ
ประชุม คตง.ได้ลงมติด้วยวิธีลงคะแนนลับเลือก นายประธาน ดาบเพชร ด้วยคะแนนสูงสุด 5 คะแนน ขณะที่
คุณหญิงจารุวรรณ ได้ 3 คะแนน ซึ่งตามกฎหมายกำหนดให้ต้องส่งเพียงชื่อบุคคลที่ได้รับคะแนนสูงสุด คือ
นายประธาน คนเดียวเท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมาศาลชั้นต้นได้พิพากษาให้จำคุก นายปัญญา เป็นเวลา 3 ปี โดยไม่
รอลงอาญา ต่อมาศาลอุทรธรณ์พิพากษายกฟ้อง

ศาล ฎีกา พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตาม มาตรา 157 ที่ศาลชั้นต้น
พิพากษาจำคุก 3 ปี โดยไม่รอลงอาญานั้นหนักเกินไป ศาลฎีกาจึงกำหนดโทษใหม่ให้จำคุกเป็นเวลา 3 ปี ปรับ
2 หมื่นบาท เพื่อหลาบจำ แต่เนื่องจากจำเลยไม่เคยต้องโทษมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอลงอาญาเป็นเวลา 2 ปี



หรือ คดีครูลำปางมอมยาสาว ม.3 เข้าม่านรูดข่มขืน

(รายละเอียด)


นาย บัติ และ นางน้อย (นามสมมุติ) ชาวบ้าน บ้านสา อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง และยังเป็นบิดาและมารดาของน.ส.จอย (นามสมมุติ) วัย 15 ปี เด็กนักเรียนสาวชั้น ม.3 ร.ร.แจ้ห่มวิทยา อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง เข้าแจ้งความกับ พ.ต.ท.นวพล พงษ์ไพโรจน์ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองลำปาง ว่า น.ส.จอย บุตรสาวตนเอง ถูก นายสมเกรียติ มีลาภ อายุ 45 ปี คุณครุสอนวิชาดนตรี ของ ร.ร.แจ้ห่มวิทยา ข่มขืน จนสำเร็จความใคร่ไป 1 ครั้ง เหตุเกิดเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2555 ที่ผ่านมา โดยก่อนเกิดเหตุครูออกอุบายไปรับเพื่อน น.ส.จอย และมารับ น.ส.จอย ที่บ้าน เพื่อออกมาทำรายงานในตัวเมือง จากนั้น ครูสมเกรียติ จอดรถซื้อสุราและน้ำส้ม และบังคับให้ น.ส.จอย ดื่มน้ำส้ม จนเผลอหลับไป และถูกพาเข้าโรงแรมม่านรูดกลางเมืองลำปาง โดยที่ ครูสมเกรียติ ขังเพื่อนของ น.ส.จอย ไว้ในห้องน้ำ จากนั้น ครูสมเกรียติ ใช้กำลังปลุกปล้ำจนสำเร็จความใคร่ไป 1 ครั้ง และขู่ไม่ให้นำเรื่องนี้ไปบอกใคร ซึ่งจากนั้น น.ส.จอย จึงตัดสินใจบอกพ่อและแม่ โดยหลังเกิดเหตุ ครูสมเกรียติ ขอจ่ายเงินสด 500,000 บาท เพื่อขอให้เรื่องเงียบ และกำชับห้ามไม่ให้นักข่าวรู้ แต่แม่ของ น.ส.จอย ไม่ยอมรับเงิน และจะขอดำเนินคดีให้ถึงที่สุด


มันเป็นการเรียนรู้คนว่า แม้กระทั่งอาชีพ "ครู" ที่มีคนนับหน้าถือตายังก่อคดีแบบนี้ได้

เราควรจะได้เรียนรู้ว่า เราไม่ควรประมาทกับการที่ไ้ว้ใจใครต่อใครอย่างง่ายดายเกินไป

จิตใจคนยากแท้หยั่งถึง ...




หรือ คดีถูกหลอกให้ดื่มน้ำแล้วขโมยทรัพย์สินตอนเดินทาง

(รายละเอียด)


นาย โพธิ์ สมจันทร์ เข้าให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจภูธรเมืองสระบุรี หลังถูกหญิงสูงวัย
อายุประมาณ 58-60 ปี ที่นั่งรถโดยสารประจำทางมาจากจังหวัดสุพรรณบุรี ทำทีเข้ามาตีสนิทสอบถามเส้นทาง
โดยคนร้ายเห็นว่าเดินทางคนเดียวจึงพูดคุยจนเหยื่อตายใจ ก่อนใช้อุบายซื้อน้ำเปล่ามาฝาก โดยลักษณะ
ขวดน้ำก็ปกติ ไม่พบร่องรอยการเปิดขวด เมื่อเหยื่อดื่มน้ำ ทำให้หมดสติถูกคนร้ายขโมยทรัพย์สิน ทั้งสร้อย
คอทองคำ โทรศัพท์ นาฬิกา และเงินสดไป แต่โชคดีที่มีพลเมืองดีพาส่งโรงพยาบาลสระบุรี หลังพบนอน
หมดสติอยู่หลังสถานีขนส่ง


คดีนี้สอนให้เรารู้ว่า มิจฉาชีพเขาเล็งเราไว้เวลาที่เราเดินทางกลับบ้านตอนเทศกาล
หากเราเป็นหนึ่งในผู้ที่ต้องเดินทาง เราควรจะต้องระมัดระวังตัวให้มากขึ้น

ไม่ใช่ไว้ใจใครง่าย ๆ มีบทเรียนเกิดขึ้นมากมายแล้ว เราก็ต้องรู้จักเรียนรู้มัน


..............................................................................................................................................................



เราจะเห็นว่า ... ข่าวสารเป็นเรื่องสำคัญที่เราควรติดตาม
ให้ค้นหาประโยชน์แล้วนำมาใช้กับตัวเอง

มิใช่ มองว่า การเสพข่าวทำให้เราเกิดความเคร่งเครียดแล้วบอกปัดไป

แบบนั้นเราไม่มีทางรู้ทันคนอย่างแน่นอน

ใครจะหลอกยังไง ก็เชื่อได้่ทันที
โดยไม่มีข้อมูลที่ใช้ประกอบข้อพิจารณา

ยิ่งหากเราเป็นผู้่ทำงานด้านวิชาการด้วยแล้ว
ข้อมูลข่าวสารเหล่านี้ ย่อมมีผลต่องานวิชาการ
ของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โปรดตามโลกด้วยความเป็นโลก
แต่ไม่ใช่ตามโลกแล้วให้โลกมารบกวนใจเรา
แบบนี้ไม่ดีแน่


เราควรรู้ให้เท่าทันโลก ไม่ใช่ ให้โลกมารู้เท่าทันเรา


ผมก็แค่คิด ...


บุญรักษา ทุกท่านครับ ;)...

หมายเลขบันทึก: 532607เขียนเมื่อ 10 เมษายน 2013 14:37 น. ()แก้ไขเมื่อ 10 เมษายน 2013 14:55 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (10)

แต่ละข่าวน่าสนใจมาก

เนื่ยถ้าผมยังสอนมัธยมศึกษา คงได้ฟ้องผอ.เก่าเหมือนกัน 555

ขอบคุณ อาจารย์ ขจิต ฝอยทอง  เช่นกันที่สนใจในประเด็นนี้ครับ ;)...

ขอบคุณอาจารย์ที่นำมาแบ่งปันค่ะ

สวัสดีครับ

ผมแวะมาอ่านข่าวที่ดี และมีข้อสอนใจด้วย ทำให้เรารู้ทันโลกครับ

ขอบคุณครับ

ขอบคุณเช่นกันครับ คุณ เทพ ;)...

แต่ละเรื่องเป็นอุทาหรณ์ได้เป็นอย่างดีนะคะ

อาจารย์แม่เคยงงๆ อยู่ว่า มีการเสนอข่าวคนถูกหลอกซ้ำ ในเรื่องซ้ำๆ ทั้งที่สื่อก็ออกมาเตือนแล้วเตือนอีก บุคคลที่ถูกหลอกไม่เคยเปิดรับสื่อเลยหรืออย่างไร บางคนเป็นผู้อาวุโส มีการศึกษาสูงและมีตำแหน่งทางวิชาการสูงด้วย

อาจารย์แม่เองเป็นครูมัธยมอยู่ปีเดียวหลังจบปริญญาตรี โดนสารพัด เช่น ใช้เงินเดือนเกือบทั้งเดือนซื้อหนังสือชุด "เมื่อหิมะละลาย" ปกแข็งมีหลายเล่ม ไม่ได้อ่านแม้แต่ตัวเดียว ผู้ใหญ่ยืมไปและไม่ได้คืนจนเดี๋ยวนี้ และสุดท้ายตัดสินใจลาออกเพราะสอบเรียนต่อปริญญาโทได้ผู้ใหญ่คนเดียวกันสอบไม่ได้ หลอกเราว่าไม่ต้องติดต่อกรมฯ ให้รอหนังสือสัญญาลาศึกษาต่อที่โรงเรียน ทางกรมจะส่งไปให้ รอจนอีกสองวันเป็นวันที่ต้องรายงานตัวเข้าศึกษา ก็ยังไม่เห็นสัญญาส่งถึงโรงเรียน รอไม่ได้เดินทางไปสอบถามที่กรม ถูกถามว่า คุณไม่รู้หรือว่า อาจารย์ใหญ่ทำเรื่องยับยั้งการลาศึกษาต่อของครูเพราะขยายห้องเรียน ทั้งที่จริงๆแล้วไม่มีการขยายแต่อย่างใด ก็ไม่ได้สู้รบปรบมืออะไร หนีปัญหาโดยขอลาออกเท่านั้นเองค่ะ  

ขอบคุณประสบการณ์สำคัญครับ ท่านอาจารย์  ไอดิน-กลิ่นไม้ ;)...

เดี๋ยวนี้เรื่องแบบนี้ก็ยังมีให้เห็นอยู่เป็นระยะ ๆ ครับ ;)...

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี