เคยหยิบนิทานที่ลูกสาวแต่งและวาดไว้ และภาพวาดของเค้าในหลายช่วงอายุต่อมา มาดัดแปลงเป็นนิทานเรื่องนี้ และบันทึกไว้ที่นี่ http://www.gotoknow.org/posts/429722 แต่เพราะเป็นการจับเอาภาพวาดแต่ละช่วงเวลามาผสมผสานกัน หมาตอนต้นเรื่องกับตอนจบ จึงกลายเป็นคนละพันธุ์กันไป

ได้โอกาสขอให้วาดให้ใหม่ จึงได้นิทานเวอร์ชั่นนี้มาค่ะ

.............................................................................

กาลครั้งหนึ่ง มนุษย์นิยมมีลูกหลายคน มนุษย์จึงเพิ่มจำนวนมากขึ้นจึงพากันแผ้วถาง สร้างบ้านเรือนลึกเข้าไปในป่า

สัตว์ป่าจึงขาดแคลนอาหาร เพราะพื้นที่ป่าลดน้อยลงเพราะมนุษย์นอกจากจะต้องการพื้นที่สำหรับอยู่อาศัยแล้ว ยังต้องตัดต้นไม้เพื่อนำไปปลูกสร้างบ้านเรือน และของใช้ภายในบ้านอีกด้วย

หมาป่าตัวหนึ่ง หิวมาก มันหาอาหารในป่าไม่ได้ จึงเดินลัดเลาะไปตามชายป่า

จนพบบ้านของคนเลี้ยงแกะ หมาป่าดีใจที่มองเห็นอาหารจนน้ำลายไหล


จึงกระโจนข้ามรั้วไปไล่จับแกะ 


ฝูงแกะวิ่งหนีสับสนจนคนเลี้ยงได้ยินเสียง

“ไปให้พ้นนะ” คนเลี้ยงแกะตะโกนไล่


หมาป่าหนีออกมาจากบ้านคนเลี้ยงแกะได้ แต่เพราะยังหิวอยู่ จึงคิดหาทางที่จะเข้าไปจับแกะเป็นอาหารอีก

และแล้ว หมาป่าก็หันไปเห็นเสื้อคลุมหนังแกะ

“ได้การละ”

หมาป่าบอกตนเอง แล้วแอบเข้าไปในรั้วบ้านของคนเลี้ยงแกะ คาบเสื้อคลุมมาคลุมตัวจนทำให้มันมองดูเหมือนแกะตัวหนึ่ง จากนั้นจึงเดินเข้าไปใกล้ๆฝูง


ลูกแกะตัวหนึ่งเห็นหมาป่าก็สงสัย จึงเดินเข้าไปถามว่า

“น้าจ๋า ทำไมเล็บน้าจึงยาวนักจ๊ะ”


หมาป่าได้ทีจึงไล่ตะครุบลูกแกะ 


แกะตัวอื่นๆเห็นเข้า จึงรีบมาช่วยเหลือและส่งเสียงร้องดังลั่น

คนเลี้ยงแกะได้ยินเสียงร้องจึงรีบออกมาช่วยเหลือ เขาจับหมาป่าได้และล่ามหมาไว้กับเสา


หมาป่าทนความหิวไม่ไหวจึงบอกคนเลี้ยงแกะว่า ขออาศัยอยู่ในบ้าน แต่ขอให้คนเลี้ยงแกะให้อาหารเป็นการแลกเปลี่ยน

“ให้ฉันทำงานอะไรก็ได้”

หมาป่าบอก

ตั้งแต่นั้นมา หมาป่าจึงต้องทำงานหนักตามที่คนเลี้ยงแกะสั่งทั้งวัน


บางครั้ง หมาก็นึกอยากขโมยกินแกะ จึงแอบน้ำลายไหล

คนเลี้ยงแกะเห็น ก็มักไล่ให้มันออกห่างจากแกะ และคอยจับตาดู เมื่อหมาป่าหันหน้าไปทางคนเลี้ยงแกะทีไร ก็มักเห็นคนเลี้ยงแกะมองอยู่เสมอ จนอดคิดไม่ได้ว่า แม้ตนจะอ้วนท้วนขึ้น แต่ก็อยู่ไม่เป็นสุขเพราะต้องคอยระวังตัว


วันหนึ่งลูกของคนเลี้ยงแกะทำของเล่นหาย ด้วยความเสียดายของเด็กจึงร้องไห้เดินหา หมาสงสาร จึงเข้าไปช่วยปลอบใจ 


และเล่นกับเด็กลูกคนเลี้ยงแกะ ทั้งสองเล่นกันอย่างสนุกสนาน 


ตั้งแต่นั้นมา เด็กน้อยจะเล่นกับหมาทุกวัน

คนเลี้ยงแกะเห็นลูกมีความสุขจึงบอกหมาว่า ต่อไปหมาไม่ต้องทำงานบ้านอีกแล้ว

“เธอช่วยเป็นเพื่อนเล่นกับลูกฉันก็แล้วกัน”

เขาบอก

หมาสนุกกับการเล่นกับเด็ก จนไม่นึกถึงแกะ เมื่อไม่นึกอยากกินแกะ พอใจแต่อาหารที่ได้ ก็ไม่คอยมองแกะอย่างน้ำลายไหล เมื่อไม่มองแกะอย่างน้ำลายไหล คนเลี้ยงแกะ จึงไม่คอยจับตามองดูมันอย่างหวาดระแวงเหมือนที่เคย

หมาจึงเติบโตขึ้นพร้อมๆกับลูกคนเลี้ยงแกะอย่างมีความสุข

ตั้งแต่นั้นมา หมาป่าจึงกลายเป็นหมาบ้าน และเป็นเพื่อนที่ดีของคน มาจนทุกวันนี้


................................................................

ข้อเสนอสำหรับผู้เล่า

1 ชวนให้เด็กมองหาส่วนต่างๆของเนื้อเรื่อง ที่เป็นเหตุเป็นผลต่อกัน คือเพราะสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น อีกสิ่งจึงเกิดตาม

(เช่น เพราะมนุษย์มีจำนวนมากขึ้น จึงแผ้วถางป่า เพราะพื้นที่น้อยลง สัตว์ป่าจึงหาอาหารยากขึ้น เป็นต้น เพื่อฝึกการคิดหาเหตุผลตามหลักปฏิจจสมุปบาท)

2 ชวนให้เด็กมองหาเหตุผลที่รวมกันแล้วทำให้เกิดบางสิ่งขึ้นมา

(เช่น หมามีความสุข เพราะไม่คิดอยากขโมยแกะอีก เพราะพอใจในสิ่งที่มี เพราะทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายอย่างดีโดยไม่บกพร่อง เพราะรักในสิ่งที่ทำ เพราะรักผู้อื่น จึงได้รับความรักได้รับรักตอบ เป็นต้น เพื่อฝึกการคิดหาเหตุผลตามหลักปฏิจจสมุปบาทในแง่ สิ่งต่างๆเกิดขึ้นเพราะการประชุมรวมกันของเหตุปัจจัยต่างๆ)

ชวนเด็กให้พิจารณาเห็นธรรมที่แทรกอยู่ในเรื่อง


เช่น เหตุที่หมามีความสุขในตอนจบสามารถอธิบายได้ด้วยองค์ธรรมต่างๆในหลักธรรมต่างๆคือ

-เพราะหมามีธรรมหนึ่งคือ กรุณา เช่น เมื่อหมาเห็นเด็กร้องไห้เป็นทุกข์ ก็อยากช่วยให้พ้นทุกข์ เมื่อมีความกรุณาอันเป็นความรู้สึกทางใจแล้ว ก็แสดงออกทางกายด้วยการเข้าไปเล่นด้วยให้คลายทุกข์

การ “คิดอยากช่วย” แล้วจึง “ช่วยจริงๆ” นี้ เป็นการแสดงการเชื่อมโยงกันขององค์ธรรมใน 2 หลักธรรมคือ หลักพรหมวิหาร 4 (เมตตา กรุณา มุทิตา และ อุเบกขา) และหลักสังคหวัตถุ 4 (ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา สมานัตตตา)

พรหมวิหารเป็นความรู้สึกทางใจ เช่น ในเนื้อเรื่องคือ มีกรุณา อยากให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ ส่วนสังคหวัตถุ 4 เป็นการแสดงออกทางกาย วาจา การช่วยเหลือให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ด้วยการกระทำที่เป็นรูปธรรม ตลอดจนการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นในทางที่พึงประสงค์ ธรรมในพรหมวิหารเป็นสิ่งที่ควรฝึกให้มีในใจและในขณะเดียวกัน ก็ควรมีสังคหวัตถุมารับช่วงต่อเสมอ เพราะความหวังที่อยากให้ผู้อื่นเป็นสุข อยากให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ หากไม่มีการกระทำตามมา ก็จะกลายเป็นเพียงความหวังลมๆแล้งๆ (เคยมีชาวต่างชาติไม่เข้าใจถึงความสืบเนื่องของหลักธรรม จนถึงกับค่อนขอดชาวพุทธว่า เอาแต่นั่งแผ่เมตตาอยู่ในมุ้ง)

-เพราะหมาไม่คิดอยากขโมยแกะ จึงไม่ต้องคอยระวังตัว อันแสดงถึงการมีศีลเพราะ “ศีล” หมายถึง “ปรกติ”  คือเมื่อวิถีชีวิตเป็นปรกติ ไม่ทำเรื่องที่เป็นโทษ เช่น ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ เป็นต้น ก็ไม่ต้องเดือดร้อนใจ (อวิปปฏิสาร) ไม่ต้องคอยระวังตัว

-เพราะหมาทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มใจ และเต็มความสามารถ ไม่บกพร่องต่อหน้าที่ จึงได้รับความไว้วางใจ หมาจึงมีความสุขในการทำงาน และทำให้เกิดความภูมิใจในตนเองตามมา


หากจะเทียบกับหลักธรรมในสิงคาลกสูตร อันเป็นพระสูตรเกี่ยวกับวินัยของคฤหัสถ์ การทำหน้าที่ของหมา ก็อาจเทียบได้ ดังความในพระสูตรนี้ดังนี้

“ทาสกรรมกรผู้เป็นทิศเบื้องล่าง นายบำรุงโดยหน้าที่ ๕ ประการนี้แล ย่อมอนุเคราะห์นายด้วยหน้าที่ ๕ ประการ คือ

๑.ตื่นขึ้นทำงานก่อนนาย

๒.เลิกงานเข้านอนทีหลังนาย

๓.ถือเอาแต่ของที่นายให้

๔.ทำงานให้ดีขึ้น

๕.นำคุณของนายไปสรรเสริญ”

เหล่านี้เป็นต้น