GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

ก้าวช้าๆ...นะชีวิต

"Slow life city Declaration"

ขณะที่ช่วงบ่าย..บรรยากาศเย็นๆ..ไม่ร้อนมาก สลับกับมีสายฝนปรอยๆ...บ้างเป็นครั้งคราว
งานศพคุณปู่ไม่ยุ่งมาก ดิฉันเลยขออนุญาตคุณแม่กลับมานั่งทำงานที่บ้าน กะว่าสักบ่ายแก่ๆจะไปมูลนิธิ..
พี่สาวที่แสนดี...พี่อึ่งอ๊อบ...ก็ส่งเรื่องราวดีดี..มาให้อ่าน
"เตือนตน"...เคยมีเพื่อนที่ดีที่มักหยิบยื่นความเข้าใจให้ ก็บอกดิฉันเสมอว่า "ให้หยุดเดินบ้าง...บางครั้งชีวิตส่วนใหญ่ของดิฉันมักวิ่งเร็วเกินไป...ทำให้ใครหลายคนตามเราไม่ทัน.." นั่นเป็นครั้งแรกที่โดนเตือนสติก็ว่าได้...เพราะหลายคนต่อคนหลายคนมักสะท้อน "ชีวิต" ว่าไม่ค่อยเข้าใจ Dr.Ka-Poom นักว่าคิดอะไร...

เป็นเรื่องที่ดีนะคะ...ที่ชีวิตเรามีเพื่อนที่ดีที่คอยเตือนกัน ให้กำลังใจกัน...เสมอ...
เรื่องราวที่พี่อึ่งอ๊อบส่งมาให้อ่าน...คือ...

 

ก้าวช้าๆ นะชีวิต

ช้าลงหน่อย
อย่าเต้นรำให้เร็วนัก
เวลาแสนสั้น
ดนตรีมีวันจบ
เมื่อคุณรีบวิ่งไปที่ไหนสักแห่ง
คุณสูญเสียความสุขในการเดินทางไปกว่าครึ่ง
เมื่อคุณกังวลและใช้ชีวิตอย่างรีบเร่ง
เหมือนกับคุณทิ้งของขวัญที่ยังไม่ทันเปิดดู
ชีวิตไม่ใช่การแข่งขัน
ใช้ชีวิตให้ช้าลง
ฟังดนตรี
ก่อนที่เพลงจะจบ

Note: บันทึกภาพโดย Ka-Poom เมื่อวันวานที่ไปเที่ยวเขื่อน...

.....................

       ข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งของบทกวี Slow Dance ที่เขียนโดยเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ป่วยด้วยโรคมะเร็ง และจะมีชีวิตอยู่อีกเพียง 6 เดือน เมล์นี้มีการส่งต่อ ๆ กันเมื่อต้นปี 2545 ป่านนี้เธอก็คงยังอยู่…อยู่ตรงไหนสักแห่งของจักรวาล
          บทกวีนี้เป็นคำขอสุดท้ายของเธอที่ส่งไปยังทุก ๆ คนทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก เพื่อขอให้เราใช้ชีวิตอย่างเต็มเปี่ยมอย่างที่เธอไม่มีโอกาสอีกแล้ว ปัจจุบันนี้มีการนำบทกวีของเธอไปโพสต์ไว้ตามเว็บไซต์ต่าง ๆ หลายแห่งเพื่อเตือนสติให้ใช้ชีวิตอย่างช้า ๆ และเต็มเปี่ยม 
          ทำไมต้องรีบเร่งนัก? บางครั้งคุณเองก็ไม่รู้ใช่ไหม… ขณะที่ทำงานอย่างหนึ่งอยู่คุณมักจะคิดถึงงานอีกอย่าง เพราะงานอีกอย่างนั้นมักจะน่าทำกว่างานที่คุณกำลังทำอยู่และจำเป็นต้องทำ ชีวิตเรามักเป็นอย่างนี้เสมอ
         ทำไมต้องใช้ชีวิตให้ช้าลง ในเมื่อชีวิตความเร็วสูงอย่างที่เป็นอยู่ก็มีความสุขดีแล้ว? หลายคนอาจคิดแบบนี้ มีมุมมองต่อชีวิตเนิบช้ามาเล่าให้คุณฟัง


         ที่อิตาลี ที่นี่เขาเป็นต้นตำรับเพราะ slow city ของเขาแตกหน่อออกมาจากขบวนการ slow food ที่ถือกำเนิดตั้งแต่ทศวรรษ 1980 มาคานอาหารฟาสต์ฟู้ดแบบอเมริกัน คนที่นี่ทนวัฒนธรรมเร่งรีบแบบอเมริกันไม่ได้ จึงเกิดโครงการนี้ขึ้นเพื่อมุ่งเน้นการอนุรักษ์วัฒนธรรมดั้งเดิม เอกลักษณ์ของเมืองและคุณภาพชีวิตของชาวเมืองเอาไว้ 
         เมืองเนิบช้า 32 แห่งในโครงการของเขาจึงมีสไตล์ชีวิตที่เน้นอาหารการกินแบบอิตาลี ผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ ไม่ใช้อาหารดัดแปลงพันธุกรรม มีแผนงานที่จะสร้างสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตเนิบช้า เป็นต้นว่า ขยายเขตคนเดินเท้า ปลูกต้นไม้ตามจัตุรัส สวนสาธารณของเมือง ไม่ให้เสาอากาศทีวีปักระเกะระกะรกสายตา เอาป้ายโฆษณาที่เป็นมลพิษทางสายตาลง รวมทั้งป้ายไฟนีออนด้วย ทางสภาเมืองจะส่งเสริมประชาชนให้ใช้จักรยาน และทำทางจักรยานให้ทั่วเมือง ส่งเสริมให้ใช้พลังงานที่เกิดขึ้นใหม่ได้ และจะนำเอาระบบขนส่งมวลชนแบบอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมาใช้ ์

         เมืองเนิบช้าจึงเป็นเมืองอนุรักษ์พลังงานและสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีไปด้วย ส่วนที่เมืองคาเกงาวะ จังหวัดชิซุโอกะของญี่ปุ่น มีการรณรงค์ให้ประชากรของเมืองใช้ชีวิตแบบแช่มช้า นายกเทศมนตรีของเมืองคือนายจุนอิชิ ชินมูระ เสนอปฏิญญาที่เรียกว่า "Slow life city Declaration" ที่น่าสนใจ ได้แก่ ชะลอฝีเท้าให้ช้าลง การเดินจะทำให้สมองคนเราผ่องใส กินอาหารเนิบช้า นั่นคืออาหารท้องถิ่นตามฤดูกาล สำหรับญี่ปุ่นก็เป็นอาหารญี่ปุ่นแถมด้วยดื่มสาเกและชา ไม่ใช่กินไปวิ่งไปแบบที่คุณเห็นในหนังฝรั่ง เสื้อผ้าก็ต้องแช่มช้าไปด้วยชุดกิโมโน อุตสาหกรรมก็แบบไปช้า ๆ ได้แก่ อุตสาหกรรมเกษตรอินทรีย์ การศึกษาแบบช้า ๆ หรือการศึกษาตลอดชีวิต เพราะเขาถือว่าทักษะที่ยิ่งใหญ่นั้นต้องค่อย ๆ บ่มเพาะ ไม่ได้เกิดขึ้นแบบเร่งรัด แถมเมื่อแก่ตัวก็ยังต้องชราแบบช้า ๆ ด้วย นั่นคือมีการผัดหน้าทาปากบ้างให้งามสมวัย
       การใช้ชีวิตที่เนิบช้ายังป้องกันสงครามได้ เชื่อไหม? คุณไอโกะ โอชิเอะ และนักแต่งเพลงเรียวอิชิ ซาคาโมโต จัดการพูดคุยเรื่องไม่มีสงครามสำหรับเด็กขึ้นมา เขาไม่ต่อต้านสงคราม เพราะการต่อต้านแสดงว่ามีสงครามอยู่แล้ว แต่เขารณรงค์เพื่อให้ไม่เกิดสงครามขึ้นมาเลย เขาบอกว่าเราทุกคนรู้กันอยู่ว่าสงครามในศตวรรษนี้เกิดขึ้นเพราะความต้องการครอบครองแหล่งน้ำมัน ถ้าเราใช้พลังงานเชิงอนุรักษ์เช่นพลังงานแสงอาทิตย์ น้ำมันจะไปมีความหมายอะไร? เพราะงั้นการใช้ชีวิตที่เนิบช้า เดิน ขี่จักรยาน ลดการใช้พลังงานโดยไม่จำเป็น ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณสามารถปฏิบัติได้โดยส่วนตัว ก็อาจยับยั้งปีศาจบางตัวที่วอชิงตันไม่ให้ก่อสงครามได้ น่าสนใจขึ้นมาบ้างไหม?

........................
      

       เพราะงั้นฉบับนี้มี 10 วิธีลดความเร็วของชีวิตมาฝากคุณค่ะ อันดับแรก คือ ทำทีละอย่าง การทำงานทีละหลาย ๆ อย่างพร้อมกันเป็นตัวการเร่งชีวิตของคุณให้เดินทางไปด้วยความเร็วสูง ถ้าคุณมุ่งความสนใจทำทีละอย่างชีวิตคุณช้าลงแน่ เป็นต้นว่า ขณะขับรถก็ไม่ต้องโทรศัพท์ ไม่ต้องกิน(ข้าว)ไปอ่าน(หนังสือ)ไป หรือออกไปจ็อกกิ้งโดยไม่ต้องฟังวอล์คแมนไปด้วย พยายามหายใจช้าๆ ถ้าเผลอตัวไป พอนึกขึ้นได้ก็พยายามควบคุมให้ได้ด้วยการหายใจเข้าลึกๆ สองสามครั้ง
 

         ลองนั่งนิ่งๆ ไม่ต้องทำอะไรเลย สำหรับบางคนอาจเป็นเรื่องง่าย แต่กับคนที่ใช้ชีวิตไม่เคยหยุดนิ่งนี่เป็นสิ่งที่ยากที่สุด ดูจิตใจตัวเอง และฟังความเงียบ  ฟังดนตรี ควรเป็นดนตรีคลาสสิคหรือเพลงบรรเลงที่คุณชอบ  เดินเล่น เดินตามสบายอย่างผ่อนคลายจะช่วยบรรเทาความตึงเครียด กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต พินิจพิจารณาสิ่งแวดล้อมรอบตัวคุณไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ นก คุณจะเห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นเมื่ออยู่บนรถ อาบน้ำ การอาบน้ำทำให้จิตใจสงบลง คุณอาจจะอาบน้ำชำระร่างกายตามปกติแต่มันส่งผลถึงจิตใจด้วย อ่านหนังสือ ไม่ใช่หนังสือพิมพ์หรือรายงานวิชาการ แต่เป็นนิยาย บทกวี หรือข้อเขียนที่ช่วยยกระดับจิตใจของเรา ปล่อยตัวเองไปตามที่ผู้ประพันธ์พาคุณไป เล่น เล่นอะไรก็ได้ แต่อย่าให้เกิดความรู้สึกว่ากำลังแข่งขันอยู่ ทำงานสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นวาดรูป ระบายสี เล่นดนตรี ปั้นหม้อ เย็บผ้า อะไรก็ได้ที่เราถนัด แต่ทำเพื่อแค่ได้ทำ ไม่ต้องไปตัดสินว่ามันออกมาดีหรือไม่ดี  เข้าวัด ฟังธรรม นั่งสมาธิ อะไรก็ได้ตามความเชื่อของคุณที่จะช่วยให้คุณสงบขึ้น เขาบอกว่าแม้ว่าพระเจ้าจะอยู่ในตลาดแต่พระองค์ก็ไม่ได้อยู่ในความเร่งรีบ มีมากมายหลายวิธีที่จะช่วยทำให้ชีวิตเนิบช้าลง ใครจะว่าคุณขี้เกียจก็ช่างเขาเถอะ ถ้าคุณอยากจะหาเวลานอนเปลอาบแดดอุ่น ๆ เล่านิทานให้ลูกฟัง หรืออ่านหนังสือดี ๆ สักเล่ม  ขาดคุณไปคนหนึ่งโลกก็ยังหมุนต่อไปแน่นอน เลิกคิดว่าตัวเองจำเป็นจนขาดไม่ได้สำหรับอะไรบางอย่างเสียเถอะค่ะ ขอให้มีความสุขกับชีวิตที่เนิบช้าในปีหน้าฟ้าใหม่

 

พี่อึ่งอ๊อบ...กับการเดินทาง...แห่งชีวิต

.......... 


คัดลอกจาก " วารสารฉลาดซื้อ ฉบับที่ 52 ประจำเดือนธันวาคม-มกราคม 2545 "

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 53123
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 24
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (24)

ขอแสดงความเสียใจมายังคุณกะปุ๋มด้วยครับที่สูญเสียคุณปู่ไป...ผมได้คติที่ว่า...สิ่งทั้งปวงในโลกนี้ไหลเรื่อยเปื่อยไปไม่มีหยุด...ขอให้ทุกคนอยู่ด้วยความไม่ประมาท...

จริง...ในบางครั้งเหนื่อยนักก็พักผ่อนบ้าง...

กะปุ๋มคะ 

เคยบอกกับเพื่อน ๆ ผู้รู้จักคุ้นเคยอยู่เสมอว่า  ชีวิตพี่เริ่มนับถอยหลังแล้ว หลังจากอายุเริ่ม 40 ปี  เพราะมองจากความจริงที่เป็นอยู่ว่า เราจะต้องการอะไรมากไปกว่านี้ในชีวิต ด้วยหน้าที่การงาน ด้วยครอบครัว ด้วยความเป็นอยู่ที่คิดว่าอยู่ได้ในสังคมปัจจุบัน(ของบ้านเรา)  ดังนั้น เราจะเรียกร้อง  เราจะใขว่คว้าอะไรอีกในชีวิต  ดังนั้นจึง "นิ่ง" และคิด วิเคาระห์ว่าที่ผ่านมาเราได้ทำอะไร  และต่อไปเราจะทำอะไร  สิ่งที่เคยอยากได้ อยากมี มากกว่าที่เคยมี  มันทดแทนกับสิ่งที่เราต้องเสียไปหรือไม่  เช่น  ยศ ตำแหน่ง หรือสิ่งที่เป็นวัตถุที่คนเห็นแล้วชื่นชม  จึงบอกตัวเองเสมอว่า "นับถอยหลัง" ได้แล้ว  "ถอย"  นี่หมายถึง

  • เราทำงานตามหน้าที่ ที่ได้รับผิดชอบปัจจุบันให้สมตามศักยภาพที่เรามี  มองเป้าหมายขององค์กรเป็นหลัก (ไม่ใช่บุคคล)
  • ทำหน้าที่ในครอบครัวให้เหมาะสม (ดูแล พ่อแม่ ญาติพี่น้อง กัลยาณมิตร)
  • ทำหน้าที่ต่อสังคม (ให้เวลาในการบำเพ็ญสาธารณประโยชน์บ้างตามสมควร)
  • ศึกษาธรรมะ (เพื่อให้เข้าใจในการใช้ชีวิต....ถึงแม้จะเข้าใจยากก็ตาม แต่ก็ดีใจที่ได้แบ่งเวลาบ้าง)
  • (เที่ยว) บ้างให้กำไรชีวิต

สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ บางคนบอกว่า มันเร็วไป  ฉะนั้น  มองว่า ตามศักยภาพของตัวเองแล้ว  มันน่าจะไม่มีอะไรมากไปกว่านี้  ดังนั้นทบทวนตัวเองได้ไว  (มันมีชัยไปกว่าครึ่งนะ)  พอคิดแบบนี้สิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามาหลอกล่อเราให้ลุ่มหลง  มันจึงผ่านเข้ามายาก  นอกจากกัลยาณมิตรและผู้ที่หวังดีเท่านั้น  จึงคิดเสมอว่า การที่เราทำดีนั้น มักจะมีแต่สิ่งที่ดีเข้ามาในชีวิตเราเสมอ  เช่น  กัลยาณมิตรน้อย "กะปุ๋ม" คนนี้ไง

55

เดินช้า ๆ ไม่ใช่จะหมายถึงล้าหลังกว่าคนอื่นนะ

สั่งพิมพ์ออกมาอ่านทีหลัง เห็นยาวจัง เดี๋ยวต้องอ่านหนังสือให้จบก่อน

แวะมาทิ้งร่องรอยไว้ก่อน ^__^

  • ขอปริ้นไปเพื่อแจกให้เพื่อนร่วมงานอ่าน  แต่ละวันเราวิ่งกันเร็วจริง ๆ ครับในเรื่องงาน
  • ขอบคุณครับ

ในวันที่ปั่นจักรยานไปทำงาน  มักจะได้เห็นรอยยิ้มและได้ทำภาระกิจนางงาม(โบกมือทักทาย)กับคนที่รู้จักตามรายทาง  มองเห็นรายละเอียดรายทางได้มากมาย  ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้  ต้นหญ้า  มากกว่าวันที่ใช้มอเตอร์ไซด์ไปทำงาน

เสียดายที่ไม่ค่อยได้ทำบ่อย  เพราะมักจะกลับบ้านดึกบ่อย

อยากให้อ่านหนังสือ  เรื่อง "โลกใบนี้โคจรรอบกระทะกับหม้อเหล็ก(และต้นไม้ด้วย)"  ของ  คณา  คชา  สำนักพิมพ์  นานมีบุ๊คส์  ที่ได้รับรางวัลแว่นแก้ว  ปี  ๒๕๔๔

เป็นเรื่องราวของเมืองโลหะ  ที่มีความเจริญถึงขีดสุด  ทุกคนในเมืองอยู่กันอย่างเป็นระเบียบและรีบเร่ง  มีตารางเวลาที่แน่นอน  แต่แล้ววันหนึ่งมีชายแปลกหน้าสองคนในชุดขะมุกขะมอมลากถุงผ้าใบใหญ่เข้ามาในเมืองคนละใบ  ทั้งคู่ถูกจับคุมเพราะสกปรกมอมแมมและถูกสั่งยึดทรัพย์ทั้งหมดที่มี  ในถุงใบแรกมีแต่เครื่องอุปกรณ์ทำครัว  และอีกใบเป็นสมุดบันทึกเล่มหนาที่บันทึกและวาดภาพเกี่ยวกับต้นไม้ชนิดต่างๆที่เจอะระหว่างทาง  ทั้งคู่เปิดร้านอาหารเพื่อหาเงินไถ่ตนเอง  และทำให้คนในเมืองได้ลิ้มรสชาดของอาหารดีๆ  พร้อมทั้งได้รู้จักกับต้นไม้ชนิดต่างๆ  ท้ายสุดทุกคนในเมืองก็ เข้าใจว่า "โลกใบนี้โคจรรอบกระทะกับหม้อเหล็ก(และต้นไม้ด้วย)"

ท่าน พิบูลศักดิ์  ละครพล  ได้เขียนไว้ในคำนิยมว่า  นิทานเรื่องนี้ไม่ได้สอนให้รู้ว่า....   หากแต่ทำให้ผู้อ่านได้รู้สึกและตระหนักคิด  ถึงสาระสำคัญ  ในคุณค่าความหมายของชีวิต...

  •   ขอแสดงความเสียใจด้วยครับ
  • มอบดอกไม้เป็นกำลังใจ

Bouquet







  • ขาดคุณไปคนหนึ่ง โลกก็ยังหมุนต่อไปแน่นอน เลิกคิดว่าตัวเองจำเป็น จนขาดไม่ได้สำหรับอะไรบางอย่างเสียเถอะ ขอให้มีความสุขกับชีวิตที่เนิบช้าในปีหน้าฟ้าใหม่
  • ความไม่แน่นอน คือ ความแน่นอน เสมอ
  • แวะมาสวัสดีคุณกะปุ๋ม
  • ไปเที่ยวอีกแล้ว แถมมีอะไรดีๆมาฝากอีก
  • ตอนนี้ nutim กำลังใช้ song therapyอารมณ์ตัวเองอยู่ค่ะ
  • จะทำอย่างไรดีกับชีวิตดีนะ
  • ช้าหรือเร็ว สิ่งใดคือสิ่งที่ "เหมาะสม"
  • ช้าไปก็ถูกบ่น รนไปก็โดนว่า ชักช้าไปไม่ทันเวลา หรือว่าช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม
  • ถ้าอย่างไรอย่าลืมนะครับ "ขับช้า ๆ แต่อย่าให้ใครแซง" ครับ อุ้ย เกี่ยวอะไรกับบันทึกนี้ไหมนี่
  • ไม่มีอะไรหรอกครับท่านกะปุ๋มเข้ามาแซวเล่นแบบสบาย ๆ น่ะครับ

ช้าในที่นี้ เป็นความช้าเพื่อที่จะซึมซับความสุขระหว่างทางที่ต้องก้าวเดิน

ถ้าขับรถไปต่างจังหวัด ขับรถเร็วๆ ถึงเร็ว ได้พักผ่อนเร็วขึ้น แต่ต้องระวังมากขึ้น ระวังความปลอดภัย และอาจไม่เห็นรายละเอียดแห่งความสวยงามข้างทาง

ถ้าขับรถไปต่างจังหวัด ขับรถช้ากำลังพอดี ถึงช้าหน่อย ได้พักผ่อนไปเรื่อยๆ ระหว่างขับ ด้วยการยลทัศนียภาพข้างทาง มีเวลาจอดรถถ่ายรูปเมฆและทุ่งนากว้าง ได้กลิ่นสาบของธรรมชาติ เก็บเกี่ยวรายละเอียดแห่งชีวิต

ถ้าเราทานอาหารอย่างรวดเร็ว เราจะมีเวลาพูดคุยมากขึ้น ทานเสร็จเร็ว กลับไปทำงานได้เร็วขึ้น แต่อาจจะทำให้อ้วน เพราะเคี้ยวเร็ว กินเร็ว ท้องยังไม่รู้ว่ากินไปเยอะแล้ว ทำให้ทานได้อีกเรื่อยๆ (ต้นเหตุคนอ้วนบางคน)

ถ้าเราทานอาการอย่างช้าๆ คนอาจจะบ่นได้ แต่การทานช้า เราจะได้รับรู้รสชาติของอาหาร ลิ้นสัมผัสรับรู้ถึงความตั้งใจของผู้ประกอบอาหารให้เราด้วยใจรัก เคี้ยวละเอียดๆ ทำให้ไม่อ้วนนะคะ ^__^ ถึงแม้จะทานเยอะเท่ากัน แต่ท้องทำงานน้อยลง เพราะเราช่วยบดเคี้ยวอาหารให้ย่อยง่ายขึ้น

ถ้าเราโตเกินตัว โตเกินวัย ชีวิตในบางช่วงอาจจะขาดไป บางคนช่วงวัยเด็กไม่ได้เล่นสนุกตามประสาเด็ก ช่วงวัยรุ่นไม่ได้ซ่าส์ เฮี้ยวตามประสาวัยรุ่น เพราะมุ่งมั่นทำงาน หรือเรียนสอบเทียบ แต่เราจะได้เรียนรู้อะไรเร็วกว่าเพื่อนร่วมรุ่น

ถ้าเราโตตามวัย เราจะพัฒนา EQ ไปตามวัย รับรู้ความเปลี่ยนแปลง มีความสุขกับรายละเอียดในชีวิต เวลาดูเรื่อง "แฟนฉัน" "เพื่อนสนิท" "Seasons Change" ก็จะอินง่ายกว่าปกติ ฮ่าฮ่า ^__<

จะว่าไปไม่มีอะไรดีกว่าอะไร ถ้าเราเดินสายกลางให้ได้ ไม่ต้องเร็วจนเว่อร์ไป ไม่ต้องช้าจนให้ใครมาบ่น ทำให้เป็นธรรมชาติ เหนื่อยนักก็พัก พักนานไปก็ไม่ดี พักพอดีๆ แล้วเดินต่อไป ชีวิตก็มีแค่นี้เองเนอะ

โอ้ว...เขียนไปเขียนว่า ยาวเหมือนกันนะเนี่ย

คิดถึง กะปุ๋มหายไปจากบันทึก คงจะยุ่งเรื่องงานคุณปู่ เป็นห่วงนะคะ ดูแลสุขภาพด้วยล่ะ

 ^__^

ทำไมต้องรีบเร่งนัก? บางครั้งคุณเองก็ไม่รู้ใช่ไหม… ขณะที่ทำงานอย่างหนึ่งอยู่คุณมักจะคิดถึงงานอีกอย่าง เพราะงานอีกอย่างนั้นมักจะน่าทำกว่างานที่คุณกำลังทำอยู่และจำเป็นต้องทำ ชีวิตเรามักเป็นอย่างนี้เสมอ
ลองนั่งนิ่งๆ ไม่ต้องทำอะไรเลย สำหรับบางคนอาจเป็นเรื่องง่าย แต่กับคนที่ใช้ชีวิตไม่เคยหยุดนิ่งนี่เป็นสิ่งที่ยากที่สุด

ทั้งสองอย่างที่ตัดมาจากบันทึกด้านบนของกะปุ๋มเลย ทำให้วันนี้ต้องหยุดอยู่บ้าน พักผ่อนเนื่องจากเป็นหวัดเรื้อรังเกิน 15 วัน ที่เกิดจากการพักผ่อนน้อย เนื่องจากโหมงานหนักไปหน่อย ร่างกายเลยประท้วงซะเลย
มีคนเคยบอกพี่ พี่เดาเอาว่าน่าจะหมั่นไส้แกมหวังดี.....เค้าบอกว่า"เค้าเชื่อว่าสำหรับองค์กร...ถ้าพี่ตายในวันนี้...องค์กรก็จะหาคนมาแทนพี่ได้ภายใน 2 วัน......แต่สำหรับครอบครัวถ้าพี่จิ๊บตาย....ไม่มีใครมาแทนที่ได้ไม่ว่านานขนาดไหน....."    วันนั้นพี่ฟังเขา....อย่างนิ่งๆแต่ก็ไมได้เพราๆ การทำงานลงยังทำเหมือนเดิม....เพราะเราเชื่อว่าการทำงานต้องทำจริง.....ทำโดยไม่หวังผลตอบแทน...การทำงานราชการพื้นฐานเลยคือ....แต่ละวันเราใช้ศักยภาพให้คุ้มเงินเดือนที่หลวงจ้างแล้วยัง.....นอกจากนั้นในยังมีมุมของสละตนเพื่อผลงานอีกนิดหน่อย.... รอบชีวิตมันจึงหมุนเร็วเช่นนี้  ขอบคุณบันทึกนี้ของกะปุ๋ม... ที่ทำให้พี่คิดถึงคำพูดของเพื่อนคนนั้นขึ้นมาได้อีกครั้ง...

ขอบคุณทุกท่านมากนะคะ...ช่วงนี้กะปุ๋ม...มีภาระกิจหลายอย่าง...มากเลย...เดี๋ยวจะกลับมาคุยกับแต่ละท่านใหม่นะคะ...

*^__^*

กะปุ๋ม

Note: โดยส่วนตัวชอบบันทึกนี้ของตัวเองมากคะ..ขอบคุณพี่อึ่งอ๊อบอีกครั้งนะคะ....

เคยอ่านหนังสือชื่อ "บันทึกคนเดินช้า" ของคุณ เพลงดาบแม่น้ำร้อยสาย

ดีทีเดียวค่ะ เป็นกำลังใจให้กับคนเดินช้า และเป็นข้อคิดเล็กๆสำหรับคนที่กำลังเดินเร็วๆ

เดินช้าเพื่อจะได้ไม่พลาดรายละเอียด แต่ก็อย่ามัวเอ้อละเหยจนไปไม่ทันนะคะ

คุณลัลลาบาย...

ไม่ได้เจอกันนานมากเลยนะคะ...

ทุกช่วงจังหวะแห่งชีวิต...ช้าหรือเร็ว...สิ่งสำคัญ คือ ความรู้ตัวทั่วพร้อม...

ทุกอย่างมีเหตุและมีผล...และไม่บีบรัดแห่งตนมากเกินไป...

ขอบคุณนะคะที่แวะมาทักทาย...และกำลังใจที่มีให้

*^__^*

กะปุ๋ม

ท่าน umi คะ

ขอบพระคุณมากคะ...กับข้อคิดที่กะปุ๋มได้จากบันทึกท่านเสมอ
ตอนนี้ฝึก "มรณสติ"..รู้ตัวทั่วพร้อมคะ
เรื่อยๆ กับสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป...

...
ไม่ดีใจมาก...ไม่เสียใจมาก
รู้ตัวตลอด...กับสิ่งที่เป็นไป
ด้วยความพยายาม...แห่งการฝึกฝน
ทุกห้วงอารมณ์...คะ

*^__^*

กะปุ๋ม

พี่อึ่งอ๊อบคะ...

การเดินทางที่ไกลแสนไกล...มาเจอ..ได้สัมผัสแห่งมิตรภาพนี้...ช่างยอดเยี่ยมนัก...สำหรับลมหายใจแห่งชีวิตที่เหลืออยู่

อยากบอกว่าดีใจนะคะที่ได้เจอกัน...
กับสิ่งดีดีที่มี...ให้...

ไม่สบาย..ก็ดูแลตัวเองดีดีนะคะ
กะปุ๋มเป็นกำลังใจให้..นะคะ

*^__^*

กะปุ๋ม

แนน..คะ

ขอบคุณมากนะคะ...สำหรับการมาต่อเติม..เต็มแห่งอารมณ์ ความคิด ความรู้สึก..."ความห่วงใยและระลึกถึง"...

ทุกอย่างมีสองด้านเสมอ..
ขึ้นอยู่กับว่าเรา..จะเลือกใช้ด้านไหนให้เหมาะกับชีวิต..
และเวลา...ณ จังหวะนั้น

...
คิดถึงเช่นกันนะคะ...

*^__^*

กะปุ๋ม

คุณชาญวิทย์-นครศรีฯ

ดีใจมากเลยคะ...ที่ได้มีส่วน...เผยแพร่ไปนอกเวทีเสมือนแห่งนี้
มีเรื่องดีดี..อีกหลายเรื่องที่ได้ ลปรร. กันคะ
เดี๋ยวกะปุ๋มจะพยายามนำมาบอกเล่าต่อ...นะคะ
...

ขอบคุณคะ
*^__^*

กะปุ๋ม

คุณกัลปังหา

ขอบคุณนะคะ สำหรับเรื่องเล่าที่อ่านเป็นไปได้อีกบันทึก...
ที่นำมาเล่า...นี่แหละ..คืออีกหนึ่งเหตผลที่กะปุ๋มชอบบันทึกนี้ของตัวเองมาก...เพราะคือ "มิตรภาพและการให้"...ให้..และให้

ขอบคุณคะ
*^__^*

กะปุ๋ม

คุณน้องชาย Mr_Jod

ขอบคุณนะคะสำหรับกำลังใจ
กะปุ๋มก็ขอเป็นกำลังใจให้ด้วยเช่นกันนะคะ
สำหรับช่วงชีวิต ณ ตอนนี้

*^__^*

กะปุ๋ม

ท่าน Panda คะ

ความแน่นอน คือ ความไม่แน่นอน..นี่คือสิ่งที่กะปุ๋มได้เรียนรู้และบอกตนเอง..คะ...

"ความไม่เที่ยง"...แห่งสรรพสิ่ง

ขอบพระคุณท่านมากนะคะ

คุณ nutim

กะปุ๋มก็ชอบ music therpy คะ...
โดยเฉพาะเพลงบรรเลง...

ขอบคุณนะคะที่แวะมาทักทาย
เป็นกำลังใจให้นะคะ

*^__^*

กะปุ๋ม

คุณ อ.จอห์น..

อย่ามัวเฝ้าถามตนเลยคะ...ว่าจะทำอย่างไรดีกับชีวิต..
ตอบได้เพียงอย่างเดียว...คือ เดินหน้าต่อไปในสิ่งที่ศรัทธา...

...
ทุกจังหวะแห่งชีวิต...อาจต้องใช้หลายๆ รูปแบบแห่งการดำเนินไป

ขอบคุณนะคะที่แวะมาแซวเล่นๆ
*^__^*

กะปุ๋ม

พี่จิ๊บคะ..

พักผ่อนมากๆ นะคะ...ช่วงนี้หลายๆ ท่านโดนไข้หวัดเล่นงาน..ทำให้ต้องนอนซม...บันทึกแห่งความหวังดีที่มิตรพึงมีมอบให้มิตรเสมอ..
ขอบคุณที่ได้มีส่วนช่วยให้พี่จิ๊บ...ได้นิ่ง..ทบทวน..เพราะกะปุ๋มเองทันทีที่ได้รับรู้เรื่องราวนี้...ก็เหมือนสติ...ที่เตือนตน..แห่งตน..การก้าวเดินของชีวิต...ที่ไม่เคยลืม "ลมหายใจแห่งตน" คะ

พักผ่อนและหายไวไวนะคะ
เป็นห่วงคะ

*^__^*

กะปุ๋ม