491. เมื่อเรา "ฟัง" เราจึง "เรียนรู้" (Theory U ตอนที่ 7)


Appreciative Talent Management

วันนี้มาเล่าเรื่องการทำ Appreciative Inquiry (AI) ครับ AI ว่าด้วยกระบวนการการร่วมกันค้นหาสิ่งดีๆ ที่ซ่อนเร้นอยู่ในองค์กรครับ AI เชื่อว่าทุกสิ่งที่อย่าง ทุกระบบมีเรื่องราวดีๆ ซ่อนเร้นอยู่เสมอครับ แม้กระทั่งการทำ AI ก็มีเรื่องดีๆ ซ่อนเร้นอยู่ในตัวมันเอง พูดง่ายๆคือ ในเรื่องดีๆ ก็ยังมีเรื่องราวดีๆ รอการค้นพบอยู่ครับ  เช่นหลายครั้งผมต้องไปทำงานร่วมกับ OD Consultant (โอดี คอนซัลแต๊นท์) ท่านอื่นๆ ความที่ต้องไปนั่งฟังเพื่อนพี่ ร่วมวิชาชีพทำงาน หลายครั้งได้แนวคิดไปปรับปรุงชั้นเรียนของผมเอง ให้มันราบรื่น กลมกลืนกับชั้นเรียนก่อนหน้า นอกจากแนวทางการทำงานร่วมกันใหม่ๆ 


เกิดภาวะที่เรียกว่าการสร้างสรรค์ร่วมกัน (Co-creation โค ครีเอชั่น)  หรือถ้าไม่มีเวลาเลย อย่างน้อยก็จะถามอย่างจริงจังว่า เพื่อนๆ พี่ๆ ได้สอนอะไร ทำอะไรไปบ้าง ลูกศิษย์/ลูกค้า มีปฏิกิริยาอย่างไร ชอบไม่ชอบตรงไหน มีปัญหาเกิดขึ้นแล้วทำอะไรกันไปบ้าง โครงการที่ผ่านกระบวนการนี้แล้ว มักเป็นโครงการที่ไปได้ไกล ได้รับคำชมเชยเสมอครับ กลับกันมันก็จะมีบางช่วงว่าเกิดไม่ได้คุยกัน เนื่องจาก "คิดว่า" ทุกอย่างมันลงตัวอยู่แล้ว แต่หลายครับกลับได้ผลตรงข้าม ความกลมกลืนที่เคยเกิด หลายครั้งกลับหายไปดื้อๆ ทั้งๆที่ก็ทำเรื่องเดิม ผลตอบรับกลับดีไม่เท่า หลายครั้งอาจเกิดปัญหาระหว่างการทำ OD Consulting เรียกว่า เห็นความต่างชัดเจนเลยครับ   

....

ตอนที่ผมได้มีโอกาสนั่งฟัง คุย สอบถาม ผมไม่ได้ทำแบบที่ผมเคยทำ ผมจะฟังแบบตั้งใจมากๆ ครับ ความที่สนใจศาสตร์ของ Dialogue ทำให้ผมพัฒนาทักษะการฟังมากๆ ขึ้นมาเอง กลายเป็นสิ่งนี้ย้อนกลับมา ส่งเสริมทำให้ผมได้มีโอกาสพัฒนา AI Consulting Project ของผมให้มีความหลากหลายกลมกลืน กลายเป็นทางเลือกใหม่ๆ ให้นักศึกษา ผู้สนใจ AI ครับ  ย้อนกลับไปมองกระบวนการนี้ผ่าน U-theory จะเห็นว่า เวลาเราตั้งใจฟัง ไม่รีบด่วนตัดสินใจ ด่วนคุยแทรก เรากำลังพาตัวเราลงลึกลงตามเส้นตัว U ไปเรื่อยๆ ครับ  


เช่นมีครั้งหนึ่งมีโอกาสไปเข้าฟัง OD Workshop ว่าด้วยเรื่อง Gen X Gen Y Gen Z โดยดร.สวัสดิ์ เก่งชน ครับ ท่านก็พูดถึงเรื่อง Gen ทั้งหลาย และทำ Workshop ไปเรื่อยๆ (ผมห้อยแขวน Suspending ครับ) ที่สุดมีการสรุปจากทุก Gen ว่าต้องการอะไรจาก อีก Gen ปรากฏว่าที่พูดตรงกันคือ คนรุ่นเก่าจะบอกว่าคนรุ่นใหม่ น่าจะ “ฟัง” เขาบ้าง (อะห๊า ผมเห็นกับตาเลยว่าเกิดอะไร - Seeing with Fresh Eye) แลวผมก็จับจุดได้ครับ (Sensing from the Field) ชัดเลยในเมื่อปัญหาของคนที่ไม่เข้าใจกันคือการ “ฟัง” จากนั้นในห้องขณะหนึ่ง ผมเริ่มเฝ้ามองตนเอง เห็นงานตนเองแล้วผมก็อะฮ๊า ผมมองงานของตนเอง มองตนเอง (Presencing Who is my self?/What is my work?) แล้วผมก็เห็นคำว่า Dialogue กับ AI ผุดขึ้นมาในความคิดครับ 

ผมเริ่มตกผลึกขึ้นมา (Crystallizing) เกิดวิสัยทัศน์ขึ้นมาว่า Dialogue เติมเต็มเรื่องการฟังครับ ส่วน AI เติมเต็มเรื่องการพัฒนาเรื่องดีๆ ต่อยอดครับ ผมจึงปรึกษากับดร.สวัสดิ์ (Prototyping การสร้างสรรค์ร่วมกันครับ) แล้วเอา Dialogue เข้าไปแก้ปัญหาช่องว่างดังกล่าว โดยไม่ลืมผสมผสานแนวคิด Appreciative Inquiry เข้าไป เพื่อดึงประสบการณ์ จากการทำ Dialgoue และประสบการณ์ดีๆ จากการทำงานร่วมกันของคนแต่ละรุ่นครับ ซึ่งจะนำไปสู่การต่อยอดได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุดครับ  แล้วเราเลยตั้งชื่อเป็น Appreciative Talent Management (® Sawat Kengchon and Pinyo Rattanaphan, 2012) ครับ  จากนั้นเราก็ลองเอามาทำ OD Consulting (โครงการพัฒนาองค์กร) ให้กับองค์กรแห่งหนึ่ง ผมตอบรับออกมาดีเกินคาดครับ (Performing) ครับ...


.....

ส่วนผมเองมองว่าการผสมผสาน Dialogue เข้าไปในส่วนของวงจร 4D จะทำให้เกิดวิวัฒนาการของ AI ได้อย่างมีความหมายครับ จึงเพิ่มวงจร AI จาก 4D เป็น 5D คือ Dialogue, Discovery, Dream, Design and Destiny (© Pinyo Rattanaphan 2012) วงจรนี้ผมว่าเหมาะสำหรับใครก็ตามที่ต้องการพัฒนาวิชาการอะไรใหม่ๆ แนวทางการพัฒนาองค์กรในรูปแบบใหม่ๆครับ  

Appreciative Talent Management (® Sawat Kengchon and Pinyo Rattanaphan, 2012) เราทำจะเริ่มต้นด้วยการพูดถึง Gen X Gen Y Gen Z พร้อมทำ Workshop ว่าแต่ละ Gen พบปัญหาอะไร และต้องการอะไร จากนั้นจะพาฝึก Dialogue ครับ ต่อมาจะเป็นการแนะนำให้รู้จัก Appreciative Inquiry ซึ่งจะส่งเสริมให้ผู้อยู่ในโครงการพัฒนาองค์กร ค้นหาเรื่องราวดีๆ ที่พบจาก Gen X Gen Y Gen Z รวมถึงประสบการณ์ที่เกิดจากการทำ Dialogue เอง ตรงนี้จะกลายมาเป็นส่วน Discovery ของ AI จากนั้นก็พาเข้าสู่วงจร 4-D เพื่อพัฒนาการสร้างสรรค์ร่วมกันต่อไปครับ

ส่วนวงจร 5D คืออะไรครับ ก่อนทำ AI หาโอกาสคุยกันแบบ Dialogue กับเพื่อนร่วมงานก่อน ฟังครับ ไม่ต้องไปตัดสิน อาจใช้แนวทางการฟังโดยเทียบปรากฏการณ์ของเรากับ U-theory ก็ได้ครับ แล้วจะเจอคำตอบเอง เมื่อเจอคำตอบจะทำให้เราตั้งมุมมอง หรือเรื่องราวที่เราจะทำ AI ได้เอง (ทางนี้จะเรียกว่า Topic Choice โทปิก ช๊อยส์)

ถ้าเรามองให้ดีนี่คือเรื่องราวขององค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) ครับ เพราะ Dialogue เป็นส่วนหนึ่งของ The Fifth Discipline ผมลองเอาใช้กับองค์กรของพวกเราแล้ว เกิดการ "เรียนรู้" อย่างเห็นได้ชัด เกิดพัฒนาการและนวัตกรรมขึ้นมาจริงๆ ครับ..


และเมื่อเรา "ฟัง" เราจึง "เรียนรู้" ตรงนี้เป็นประสบการณ์ที่ผมเจอโดยตรงครับ 

ส่วนท่านเห็นเป็นอย่างไร ลองพิจารณาดูนะครับ

หมายเลขบันทึก: 511141เขียนเมื่อ 6 ธันวาคม 2012 13:37 น. ()แก้ไขเมื่อ 17 พฤษภาคม 2013 21:03 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการจำนวนที่อ่าน


ความเห็น (5)

เรียนอาจารย์ ภิญโญ ทฤษฎี ตัว U ได้รับฟังครั้งแรกที่ รพ.กระบี่(http://www.gotoknow.org/blogs/posts/503265) จากนั้นมาก็มาทบทวน ตามมา"พรวน"ความคิด

เกิดการเรียนรู้ว่า 

การพูดนั้นยาก

แต่การเขียนยิ่งยากกว่า

ณ.วันนี้ค้นพบว่า การฟังยิ่งยากกว่าการเขียน

โดยเฉพาะฟังแบบไม่ตัดสินใจ ฟังแบบวิเคราะห์ ไดอะล็อกทำให้การฟังเกิดความสุข เปิดพื้นที่ทางความคิด  เอไอ ตั้งคำถามนำพาสู่สิ่งดีๆในชีวิต

ฟัง คิด ถาม จำ.....ฟังมาอันดับแรก... เพราะเราไม่ฟังกัน ปัญหาจึงเกิด

ชัดเจนครับ อาจารย์ ;)...

สวัสดีครับพี่วอญ่า การฟังยากจริงๆ ครับ ยิ่งฟังให้เป็น ผมเองยังไม่ถึงกับเชี่ยวชาญมาก แต่ยามตั้งใจ "ฟัง" มักเห็นอะไรดีๆ งอกงามขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ครับ

ขอบคุณที่แวะมาให้กำลังใจครับอาจารย์ Wasawat

ผมเขียนเพื่อบันทึกเหตุการณ์การ "สอนตนเอง" ครับ

เป็นประสบการณ์ที่ผมประทับใจมากๆ

ขอบคุณ AI ค่ะ ช่วยให้เราฝึกคิด.. ว่าทุกสิ่ง ทุกอย่าง ทุกระบบมีเรื่องราวดีๆ ซ่อนเร้นอยู่เสมอ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี
ClassStart Books
โครงการหนังสือจากคลาสสตาร์ท