มีคนหลากหลายที่มาถามผมด้วยความสงสัยครับ..ว่าผมบวชทำไม...บวชแล้วได้อะไร..

ผมขอเริ่มด้วยคำตอบต่อคำถามที่ว่า "บวชแล้วได้อะไร..." เพราะจะเป็นการตอบคำถามว่า "บวชไปทำไม" ไปในตัวคร้บ


(48 ชั่วโมง ก่อนกลับมาเป็นฆราวาสอีกครั้ง..ณ.ลานพระพุทธรูปปางลีลา วัดป่าธรรมอุทธยาน)

ครับชัดเลย..ผมเห็นสิ่งดีๆ เกิดขึ้นหลายๆอย่าง...ดังนี้ครับ

1. เห็นความเบิกบานที่เกิดขึ้นกับพ่อแม่ครับ...

แม่อุ้มท้องมาเก้าเดือน..บวชให้แม่สามเดือนนี่น้อยไป...

ผมบวชสามเดือนนี่ บวชที่วัดป่าธรรมอุทธยาน ขอนแก่นครับ..

ที่เห็นเลยคือ..ความอิ่มเอิบใจ ความเบิกบานใจ..เห็นพ่อแม่มาใส่บาตร..เป็นความเบิกบานใจ...ที่ต่างจากความสุขสุดๆ..มันมากกว่านั้น..มักเป็นความสุขคนละแบบ มันมากกว่าที่เขาเห็นเราเรียนจบปริญญาเอก หรือเห็นหลานคนแรกเสียอีก..สองอย่างนั่นว่าดีแล้ว..แต่นานๆ เกิดที..นี่เป็นอะไรที่มากกว่า แถมเกิดขึ้นทุกวัน..

...

ผมเห็นพ่อกับแม่มานั่งภาวนาติดต่อกันเป็นเดือนๆเป็นครั้งแรก 

...

ยังไม่พอ..เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นทุกวัน..

....

เป็นความเบิกบาน ความสุขในชีวิตที่ลืมไม่ลง...

...

ในฐานะที่สนใจวิชา AI ครับ..AI หรือ Appreciative Inquiry ว่าด้วยกระบวนการค้นหาสิ่งดีๆ ที่อาจเป็นสาเหตุให้ระบบเดินไปอย่างมีประสิทธิภาพที่สุดครับ...

...

ตอนนี้ค้นพบเรื่องแรงก็คือ..ช่วงชีวิตที่บวช กิจกรรมที่พ่อแม่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยล้วนแล้วทำให้ท่าน "เบิกบาน" ครับ..เป็นอะไรท่ี่มากกว่าความสุข ที่ท่านก็มีอยู่แล้วตามปรกติ  


2. ความคิดเรื่องอาหาร..แต่ก่อนครับ..กินสาม-สี่มื้อ..กลัวร่างกายไม่พอครับ..เพราะทำงานเยอะ วันๆก็กินเข้าไปจนอ้วน สุขภาพแย่..บางทีทำอะไรเหนื่อยง่าย..พูดตรงๆครับ..

"มาอยู่วัดกินน้อยลงสามเท่า..ทำงานใช้แรงมากกว่าเดิมสามเท่า" แต่กายเบาใจเบา..ครั้งแรกไปช่วยงานที่วัด ไปช่วยยกปูนไม่เกิน 10 คุถังก็หอบแล้ว..ก่อนออกจากวัดยกปูน 50 กิโลสบายๆ..มาถึงบ้าน.. มาวิดพื้นใช้มือข้างเดียวโชว์ได้เลย..สุขภาพดีเยี่ยม...


เลยทำให้คิดว่า มนุษยชาติไม่มีวันอดตาย..ทุกวันนี้ถ้าคนเรากินแค่นี้ เราจะประหยัดเงิน ประหยัดทรัพยากร เราจะชีวิตที่พอเพียงจริงๆ..ร่างกาย สุขภาพจิตสุขภาพกายแข็งแรงกว่า"


3. ความคิดเรื่องที่อยู่อาศัย..ค้นพบครับ..อยู่เต๊นท์ อยู่กลดหลังน้อยนี่พอที่จะทำให้เราใช้ชีิวิตอยู่อย่างสุขสงบ..ไม่มีสิ่งบันเทิงอะไร..หัวค่ำก็เข้านอน..พอครับ..ถ้าโลกแตก อยู่กันแค่นี้ก็อยู่ได้ครับ..ไม่มีของสะสมมากมาย..ทุกอย่างอยู่กับส่วนกลาง เพราะมันเล็กมากๆ..


(ลูกสาวไปแวะเยี่ยมหลวงป๊ะป๋า ตอนหลวงป๊ะป๋าไปนอนในป่าช้า)

พอที่อยู่อาศัยเล็กมาก..ถามหน่อยตอนกลางวัน.คุณจะไปไหน..คุณต้องไปทำประโยชน์ให้สังคมครับ..ขี้เกียจแค่ไหน..ก็นอนแช่อยู่ทั้งวันทั้งคืนไม่ได้..ต้องไปทำประโยชน์ จะมีความสุขกว่าครับ..


บางทีก็มานั่งคิด..โลกอาจสงบสุขกว่านี้ ถ้าคนได้อยู่ในที่เล็กๆ..อย่างนี้ ไม่สะสมทรัพย์สมบัติ..แถมต้องทำอะไรให้ผู้อื่นมากกว่าที่จะทำให้ตนเอง..โลกคงดีกว่านี้นะ



4. ว่าด้วยยารักษาโรค...

พระพุทธองค์แนะนำมาสองพันหกร้อยปีแล้วครับ..ป่วยก็ให้ใช้น้ำมูตรเน่า..ปัสสาวะน่ันเอง..เป็นยาชั้นยอดครับ..ก็ได้ลองกันครับ..เป็นกลากเกลื้อน คันในร่มผ้า.. เนื่องจากต้องทำงานใช้เหงื่อ..ก็ลองเลยครับ..ใช้นำ้ปัสสาวะเรานี่แหละป้ายเลย..ก่อนนอน..หายสนิทครับ...มีเพื่อนบางท่านขยายเอาไปใช้ที่บ้าน..แนะนำที่บ้าน...โรคผิวหนังที่เป็นมานาน..หมอรักษาไม่หายก็หายครับ..ลองไปหาข้อมูลเองเพิ่มนะครับ..


บางทีก็มานั่งคิด ฤาว่า..ถ้าเราหันมารักษาตัวตามอย่างพระพุทธองค์ โลกและประเทศเราคงจะพอเพียงกันสุดๆ

 

ก็ตั้งข้อสังเกตอยู่ครับ..ถ้าดูประวัติพระอรหันต์ในประไตรปิฎก..ก็จะพบว่าท่านดับขันธ์ปรินิพพานด้วยโรคชรามากกกว่า จะเป็นอะไรโหดๆอย่างปัจจุบัน..ทั้งที่การแพทย์ไม่ค่อยเจริญ...ไม่ค่อยเจอมะเร็ง เจอโรคหัวใจจริงไหม..


5. รู้จักความเบิกบานครับ...ผมเองไม่ได้บรรลุธรรมอะไร..แต่ใจกลับเบิกบาน เบิกบานเป็นอะไรที่มากกว่าความสุข สนุกครับ..มันเงียบๆ...ผมเรียนรู้การสร้างความเบิกบานครับ...พุทธะ แปลว่าตื่น เบิกบาน..

...

ความเบิกบาน มันเป็นความโล่ง โปร่งสบาย เหมือนเราสอบไล่เสร็จน่ะครับ..แต่สังเกตไหมครับ..กว่าจะโล่งแบบสอบไล่เสร็จ เราต้องทำอะไรลำบากๆ ใช้เวลาครับ...โล่งเสร็จสักพัก...เอาละ มาอีก มีอะไรเข้ามาให้เราไม่โล่งอีก..กว่าจะได้โล่งอีกทีก็นานเง๊กไปเลย..

....

จริงๆแล้วเราสร้างได้ครับ เราไม่ต้องรอ..เราอยากโล่งโปร่งสบาย เราก็ทำได้ทั้งภายนอก และภายใน...

....

ภายนอกก็ทำบุญครับ..เป็นจิตอาสา..ใส่บาตร ปล่อยปลา สร้างวัด..เจอข้อความ ธรรมะดีๆ..ใน FB ก็จัดการแบ่งปันต่อ..ดูแลพ่อแม่พาท่านไปทานข้าว..มื้ออร่อย กอดท่านก็ได้..ผมเองช่วงนั้นได้มีส่วนในการใช้แรง แบกปูนสร้างพระศรีอริยเมตตไตร พาคนมาทำบุญ พาพ่อแม่มาวัด ชวนคนทำบุญ ก็มีความเบิกบานครับ...


(พาลูกศิษย์ไปทำวิหารทาน ติดกระเบื้องชายจีวรพระศรีอาริยเมตไตร วัดป่าธรรมอุทยาน)

ภายใน ก็ดูใจครับ..ก่อนจะทำอะไรดูสิ ว่าใจเราปรกติ โล่งอยู่ไหม..ถ้าโล่งเป็นกลางก็ทำ..ถ้าโล่งไม่นาน ปรุงแต่งมาก..ก็หายใจ ดูลมที่ปลายจมูก...ดูกาย..แล้วก็มาชำเลืองดูใจครับ..ความโล่งจะอยู่นานหน่อย..ถ้าความคิด มันเกิดปรุงแต่งขึ้นมาก็ดูครับ..ดูมันก็ดับ สนุกครับ..แต่เดิมมันจะปรุงไปสุดๆ..ปรุงแล้วปรุงอีก ปรุงจนเครียด..ก็หัดดูจนมันดับ..พอมันจะปรุง นั่นแน่..ตรวจเจอมันก็ดับไป..ความคิดบางอย่างที่มันเคยคิดติดหัวสมองมานาน..ตอนนี้อยู่ในลิ้นชักไปเรียบร้อย..ไม่เอามาคิดมาปรุงอีก..แต่ก็ยังมีอะไรใหม่ๆ จากโลกภายนอกมาให้คิด..ก็ดูเอา..กำลังไม่พอก็มาดูกายดูลมหายใจ แล้วก็กลับไปดูอีก..

อ้อนี่เบื้องต้น...ครับ..เน้นนะครับ.."ผมยังไม่บรรลุธรรมไม่ว่าขั้นไหนก็ตาม" 

แต่ก็เบิกบานมีความสุข..ไม่ฟุ่งซ่าน..ไม่ปรุงแต่งมาก..

นี่คือโลกภายใน ภายนอกครับ...

ชีวิตมีมิสชั่นใหม่แล้วครับ...

ทำงาน...ทำบุญ...กับทำใจ..(ให้ดีมากขึ้นเรื่อยๆ) 

สนุก เบิกบานมากครับ..



6. เจอกัลยาณมิตร เจอพระอาจารย์ทั้งพระ ทั้งฆราวาสที่เป็นต้นแบบที่ดีครับ..ตรงนี้จะคุยต่อในตอนถัดๆ ไป เพราะดีมากๆ


นี่ครับ ในมุมมองของคนทำ AI ผมเจอเรื่องดีๆ มากๆ..ก็ตรงนี้ครับ มีอีกเยอะเขียนตอนเดียวไม่จบ