ผลงานชิ้นนี้เป็นการศึกษาเชิงมนุษยวิทยาว่าด้วยกระบวนการในการให้ความ หมาย เกี่ยวกับชุมชนของชาวบ้าน เพื่อทำความเข้าใจในการให้ความหมายเกี่ยวกับชุมชนของคนกลุ่มต่างๆในชุมชน และการให้ความหมายเกี่ยวกับชุมชนของนักพัฒนาขององค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานใน แนววัฒนธรรมชุมชน รวมทั้งศึกษาเงื่อนไขที่แตกต่างกันของการให้ความหมายที่แตกต่างกัน ภายใต้กรอบคิดเชิงทฤษฎี ซึ่งประกอบด้วยแนวคิดที่สำคัญ 2 แนวคิด คือ (1) ความหมายของพิธีกรรมในงานพัฒนา (2) ความเชื่อมโยงของอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ บุญ และความยุติธรรมทางสังคม

    ในภาวะที่ชุมชนในชนบทกำลังเผชิญกับกระแสทุนนิยมที่เข้ามาในชุมชนในรูป ของการ พัฒนา ทำให้ชนบทต้องสูญเสียการควบคุมและการจัดการทรัพยากรของตนเองและพึ่งพาการ ตัดสินใจจากภายนอกมากขึ้น จึงก่อให้เกิดการริเริ่มของผู้นำชุมชนและชาวบ้านที่เริ่มจากการแก้ปัญหาข้าว ไม่พอกิน ขยายออกไปสู่การสร้างกองทุน เพื่อแก้ปัญหาอื่นๆในชุมชน และการสร้างเครือข่ายกับภายนอกผ่านกระบวนการผ้าป่าข้าวด้วยการดึงการ สนับสนุนจากองค์กรพัฒนาเอกชนจากภายนอก เป็นความพยายามในการสร้างใหม่ของความเป็นชุมชน ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงอำนาจ ความเป็นตัวตนของชาวบ้าน  โดยเป็นกระบวนการในการจัดความสัมพันธ์ใหม่เพื่อหาทางเลือกในการพัฒนาที่ชาว บ้านสามารถตัดสินใจด้วยตนเองได้มากขึ้น และการเข้าร่วมขององค์กรพัฒนาเอกชนที่เข้ามาสนับสนุนกระบวนการผ้าป่าข้าวจึง เป็นการเปิดเวทีหรือพื้นที่ร่วมให้กับชุมชนในการแสดงออกถึงความเป็นตัวตนและ การสร้างคุณค่าใหม่ร่วมกันผ่านการถกเถียงโต้แย้งกันเองภายในชุมชน ในการช่วงชิงการให้ความหมายของความเป็นชุมชนด้วยการผสมผสานแนวคิดที่มีอยู่ หลากหลายในชุมชน

จากผลการศึกษาพบว่า ในท่ามกลางสภาพความเป็นจริงในสังคมที่มีความไม่เท่าเทียมทุกกลุ่มให้ความ หมายเหมือนกันว่า ผ้าป่าข้าวเป็นการช่วยเหลือกัน แต่มีการตีความหมายที่หลากหลายแตกต่างกันและสะท้อนความขัดแย้งภายในชุมชน โดยต่างอ้างการตีความเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง กล่าวคือ กลุ่มคนจนมองว่า ทำให้เกิดการช่วยเหลือกันในหมู่บ้าน ต่างจากแต่ก่อนที่ไม่ค่อยช่วยเหลือกัน ผ้าป่าข้าวจึงเป็นการเรียกร้องของกลุ่มคนจนเพื่อให้ได้รับการช่วยเหลือจาก สังคมในบริบทที่มีความไม่เท่าเทียมในสังคมระหว่างคนจนและคนรวย และในบริบทที่วัดซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางในการกระจายโภคทรัพย์ในสังคมไม่สามารถ ทำหน้าที่ได้เหมือนในอดีต โดยจนคนเรียกร้องใหคนรวยทำบุญและให้มีการสร้างความสามัคคีในชุมชน

ส่วนกลุ่มคนรวยและปานกลางมองว่า ผ้าป่าข้าวเป็นการช่วยเหลือกัน แต่จะเน้นความหมายของการแลกเปลี่ยนตอบแทนกัน โดยการอ้างถึงการสร้างสังคมที่มีความยุติธรรมและการช่วยเหลือกัน อย่างไรก็ตาม คนฐานะดีสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากกองทุนผ้าป่าข้าวได้มากกว่าคนจน การอ้างความเป็นชุมชนของคนรวยและปานกลางจึงเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของตนเองใน การเรียกร้องความช่วยเหลือจากองค์กรพัฒนาเอกชนภายนอก

ผู้นำชุมชนให้ความหมายผ้าป่าข้าว เป็นการสร้างสังคมที่มีความยุติธรรม และช่วยเหลือกันด้วยการเชื่อมโยงแนวคิดเกี่ยวกับบุญ อำนาจศักดิ์สิทธิ์ และความยุติธรรมเข้าด้วยกัน ส่วนนักพัฒนาก็ให้ความหมายที่สอดคล้องกับผู้นำชุมชน แต่เพิ่มประเด็นการสร้างความยุติธรรมในสังคม และการช่วยเหลือกันที่มีเครือข่ายที่กว้างขวางมากขึ้น เนื่องจากนักพัฒนาตระหนักมากขึ้นว่า ชุมชนในปัจจุบันไม่สามารถอยู่อย่างโดดเดี่ยว และความเข้มแข็งของชุมชน จะต้องอยู่บนการสร้างเครือข่ายช่วยเหลือกันที่กว้างขวาง

การตีความของแต่ละกลุ่มมีความหลากหลาย แม้มีจุดประสงค์ร่วมกัน ความหมายแรกที่ผู้นำชาวบ้านและนักพัฒนาใช้ในการตีความ เน้นความเท่าเทียมกัน และการช่วยเหลือเกื้อกูลในเชิงอุดมคติ และความหมายที่ 2 ที่ชาวบ้านทั่วๆไปให้ความสำคัญ เน้นเรื่องพันธะทางสังคม และการแลกเปลี่ยนตอบแทนบนพื้นฐานของผลประโยชน์ การให้ความหมายในกระบวนการผ้าป่าข้าวมีพัฒนาการที่เลื่อนไหล เห็นได้จากการให้ความหมายการทำบุญ ในกองทุนของกลุ่มแม่บ้านที่จัดตั้งขึ้นจากกองทุนผ้าป่าข้าว เพื่อตอบสนองความต้องการในภาวะปัจจุบัน ที่ต้องการใช้เงินมากขึ้น เมื่อมีการนำเงินมากู้ยืมกัน ทำให้เกิดการโต้แย้ง ถกเถียงกัน โดยผู้นำชุมชนอ้างว่าเงินที่ได้มาจากผ้าป่าข้าว เป็น “เงินบุญ” ถ้านำไปใช้ในทางไม่ถูกต้องจะทำให้เป็น “บาป”  แต่ชาวบ้านโต้แย้งว่า เป็นเงินอีกส่วนหนึ่งที่มาจากการสะสมของกลุ่ม ไม่ได้มาจากผ้าป่าข้าว “ไม่ใช่เงินบุญ จึงไม่บาป” ทำให้เห็นการตีความหมายที่เลื่อนไหลและนำมาพลิกผันให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ ของตนเอง

   ดังนั้น การทำงานพัฒนาในกระแสวัฒนธรรมชุมชนโดยผ่าน กระบวนการรื้อฟื้นพิธีกรรมผ้าป่าข้าวในระบบทุนนิยมที่ข้าวและเงินถูกเข้าใจ ว่า  เป็นวัตถุที่ใช้ตอบสนองความต้องการของที่ใช้ร่วมกันในชุมชน และแสดงให้เห็นภาพสะท้อนของสังคมที่ชาวบ้านต้องผูกพันกับตลาดและรัฐอย่างแยก ไม่ออก ในบริบทของการเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วจากการผลิตแบบยังชีพ เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเชิงพาณิชย์ ทำให้ในด้านหนึ่งโอนอ่อนตามกระแสการพัฒนาที่เงินมีบทบาทมากขึ้นในฐานะปัจจัย การแลกเปลี่ยน ในขณะที่อีกด้านหนึ่งมีกระแสการทักท้วงให้หยุดคิดถึงจริยธรรม การเกื้อกูลในแบบเดิม นอกจากนี้ยังทำให้ทั้งชาวบ้าน และนักพัฒนาตระหนักมากขึ้นไปว่า กระแสการพัฒนาปัจจุบัน ชุมชนไม่สามารถอยู่ได้อย่างโดดเดี่ยว และจำเป็นต้องรื้อฟื้นการช่วยเหลือเกื้อกูลในกระบวนการพัฒนาให้ขยายออกไป อย่างกว้างขวางมากขึ้นในรูปของเครือข่าย

จากบทคัดย่องานวิจัย ของ อาริยา เศวตามร์ งานวิจัยที่ได้รับทุน สกว.2542.