ทำไม...เมื่อไหร่...อะไรกระตุ้นการคิด

Ka-Poom

หลังจากที่ไปร่วมเสวนา...และบรรยายพิเศษ...ที่มหาวิทยาลัยมหาสารคามแล้วนั้น
ระหว่างที่แบ่งการสัมมนากลุ่มย่อย ดิฉันได้มีโอกาสร่วมสนทนากับท่าน รศ.ดร.ไชยยศ  เรืองสุวรรณ นายกสมาคมเทคโนโลยีการศึกษาแห่งประเทศไทย...

ท่านได้เล่าถึงทิศทาง...และบทบาทของนักเทคโนโลยีการศึกษา เล่าถึงบทบาทของสมาคมเทคโนโลยีการศึกษา...และเรื่อยไปจนถึงเล่าเรื่องหลานๆ ของท่านให้ฟัง...

เดี๋ยวนี้เด็ก ป.2 ใช้คอมพิวเตอร์เก่งมาก...หลานท่านสามารถใช้โปรแกรม visio ได้น่าทึ่งมาก...และอยู่มาวันหนึ่งท่านมีโอกาสได้ไปสังเกตกระบวนการเรียนการสอน...ครูได้สอนเรื่อง "พระเจ้าตากสิน"...ครูถามเด็กๆ ว่า "ทำไมพระเจ้าตากสินจึงทุบหม้อข้าว...ตีฝ่าวงล้อมข้าศึกฯ"...เด็กๆ ในห้องต่างคิด...และแย่งกันตอบ...ท่านเล่าว่าหากเป็นสมัยก่อน ครูก็จะถามว่า "พระเจ้าตากสินทุบหม้อข้าวตีฝ่าวงล้อมข้าศึกเมื่อไหร่"...ตอนนั้นใครจำเก่ง...ก็จะตอบคำถามได้...

ทำไม...
เมื่อไหร่...

สองคำถามนี้ต่างสะท้อน...การกระตุ้นการทำงานของสมองที่แตกต่างกัน..
"ทำไม"...กระตุ้นให้เด็กได้คิด...คิดวิเคราะห์ คิดหาเหตุผล...มาอธิบาย..เกิดการเชื่อมโยงความรู้ต่างๆ ในสมองน้อยๆ...ของเด็ก..

ส่วน..."เมื่อไหร่"...นั้นเป็นการทดสอบความจำของเด็ก...เด็กที่อ่านหนังสือและ endcoding เข้าไปใส่รหัสในสมอง...หากเก็บไว้ได้ถึงในความจำระยะยาว...ก็จะดึงออกมาใช้ได้ (retrive) หากเมื่อเวลาผ่านไป...แต่..เมื่อใดก็ตามที่อยู่เพียงแค่ความจำระยะสั้นสักพักก็ลืม...

ดังนั้นหากในแวดวงการศึกษาที่ครู...เข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญ...ก็จะสามารถตอบสนองต่อการออกแบบสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ของผู้เรียนได้...

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน In Mind

คำสำคัญ (Tags)#knowledge#คำถาม#thinking#ความจำ#construction#ไชยยศ#เรืองสุวรรณ#นายกสมาคมเทคโนโลยีการศึกษา

หมายเลขบันทึก: 50400, เขียน: 16 Sep 2006 @ 19:34 (), แก้ไข: 15 May 2013 @ 12:59 (), สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 9, อ่าน: คลิก


ความเห็น (9)

เห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะ ถึงแม้จะมีการปฎิรูประบบการศึกษา หรือ มีการประเมินคุณภาพการศึกษา เพียงไรก็ตาม แต่ถ้าครู ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ ยังสอนด้วยวิธีการเดิม ๆ เน้นท่องจำ มากกว่า ให้เด็กแสดงความคิดเห็น นโยบายใด ๆ เครื่องมือใด ๆ ก็ไม่สามารถทำให้ระบบการศึกษาของเราพัฒนาไปได้เท่าที่ควร (ตอบเป็นการเป็นงานได้งัยเนี่ย งง)

Ka-Poom
เขียนเมื่อ 

ยิ้มๆๆๆ....พี่รัตติยา...ใครว่าไม่เป็นการเป็นงาน...

กะปุ๋มแอบ...ไปเก็บความรู้ที่พี่ทำตกหล่นอยู่บ่อยๆ...

หารู้ไม่ว่า...มีใครคนหนึ่ง...แอบเดินตามหลัง...อยู่นะคะ...

....

กะปุ๋มได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับครูท่านหลายคน...บางทีก็น่ากังวล...ครูอยากสอนอีกแบบ แต่กรอบของหลักสูตรก็มาทำให้ครูต้องเดินตาม...เพราะไม่งั้นไม่ผ่านการประเมิน....

เราทุกคนลุกขึ้นมาร่วมด้วยช่วยกัน...และช่วยครูอีกแรงนะคะ....(แบบเป็นการเป็นงาน...)

*^__^*

ขอบคุณนะคะที่มา ลปรร.

กะปุ๋ม

nidnoi
เขียนเมื่อ 
กำลังดูหนังสืออยู่เล่มหนึ่งค่ะ
"กลยุทธ์..การสอนคิดสังเคราะห์"   เขียนโดย ดร.สุวิทย์  มูลคำ
มีบทหนึ่งว่าด้วย  "การจัดการเรียนรู้แบบใช้คำถาม"  กล่าวถึงคำถามหลายๆ ประเภท   คำถามแต่ละแบบมีวัตถุประสงค์ต่างกัน   มีทั้งเพื่อทดสอบความจำ  (ข้อมูลบางอย่างจำเป็น "ต้องจำ")    และแบบที่นำไปสู่การคิดวิเคราะห์  สังเคราะห์   และการอภิปราย  หรือการนำไปใช้   เช่น
.
คำถามเพื่อการวิเคราะห์  เป็นคำถามที่ให้แยกแยะเรื่องราวต่างๆ ว่าประกอบด้วยส่วนย่อยอะไรบ้าง  โดยอาศัยหลักการทฤษฎี  ที่มาของเรื่องราว   เช่น "อาหารจานนี้ประกอบด้วยสารอาหารหมู่ใดบ้าง"  
.
คำถามเพื่อการนำไปใช้   เช่น "นักเรียนจะทดสอบว่าน้ำส้มสายชูในครัวของนักเรียนว่าเป็นของแท้หรือของปลอมได้อย่างไร"
.
เข้าใจว่าปัจจุบันคุณครูคงคงมีแนวทาง (guild line)  อยู่แล้วว่า  จะจัดกิจกรรมแบบไหนให้ผู้เรียน   รวมทั้งจะตั้งคำถามอย่างไร
.
คงไม่มีน่าเป็นห่วงหรอกค่ะ
Ka-Poom
เขียนเมื่อ 

โห!!!..คุณ nidnoi...

สุดยอดคะสุดยอด *^__^*...ทำการบ้านมาดีมากเลยคะ...กะปุ๋มชอบจัง...ตอนนี้นะคะ...กะปุ๋มก็มองว่าทุกฝ่ายมีความตื่นตัวกันมากเกี่ยวกับ...การเรียนรู้...ของเด็กและมนุษย์...กะปุ๋มเชื่อว่าต่อไป...สังคมไทย...เรารุ่งแน่...หากทุกคนร่วมแรงร่วมใจ...

ขอบคุณนะคะ...สำหรับการต่อยอดเติมนี้

*^__^&

กะปุ๋ม

 

^ - ^
เขียนเมื่อ 

ขอบคุณ ดร. ที่ยกเรืองนี้ขึ้นมา เพราะเป็นเรืองที่ผมขบคิดมานานในฐานะนักการศึกษา

ขนาดเมือเช้าช่วงกำลังอาบน้ำยังคิดอยู่เลยนะว่า ทำไง จึงจะทำให้บัณฑิตไทยคิดเป็น ทำเป็น

การตั้งคำถามของครูมีความสำคัญต่อการคิดของเด็กจริงๆ เลยครับ 

ผมเห็นความแตกต่างของการศึกษาไทยกับการศึกษาเมืองนอกที่ผมกำลังวุ่นๆ (แต่ก็ไม่โทษใคร เพราะเราหาเรืองไปเอง อิอิ)  ผมชอบการตั้งโจทย์ของเมืองนอกนะ อันนี้ไม่ใช่ว่าผมกำลังคลั่งการศึกษาของเขานะ เพราะบางอย่างบ้านเราก็ดีกว่าเป็นไหนๆ

ความต่าง ก็คือ

โจทย์บ้านเรานะ ครูจะมีสร้างถาม เช่น จงอธิบายแนวคิด บอกความต่าง บอกข้อดี ขอ้เสีย หรือ วิธีการทำ ..... ชึ่งมันชัดเจน โจทย์แบบนี้อาจจะทำให้เด็กเป็นนักค้นคว้า แต่ไม่อาจสร้างเด็กที่คิดวิเคราะห์ได้

แต่โจทย์บ้านเขานะ มันเป็นโจทย์ที่สวนทางกับความรู้เดิมของเราหมด เช่น

มีงานเขียนของ .... ว่า การศึกษาทำให้คนในสังคมเกิดความไม่สงบ สมดุลย์  จงวิเคราะห์ข้อสันนิษฐานข้างต้น พร้อมทั้งหาข้อมูลที่เชือ่ได้สนับสนุน

มันเป็นโจทย์ที่มีความเป็นไปได้ ทั้งเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย และไม่แน่ใจ  เด็กก็คิดวิเคราะห์จากข้อมูลที่หาได้ จะตอบไงก็ได้ ไม่มีถูกผิด ส่วนคะแนนวัดจากวิธีการนำเสนอและการวิเคราะห์ข้อมูลที่หาได้

แค่งานเขียนแค่พันคำ ต้องอ่านหนังสือถึงสิบกว่าเล่ม หินสุด

โจทย์นี้สามารถทำได้ทั้งตั้งแต่มัธยม ถึง ป เอก  คนให้คะแนนไม่จำเป็นต้องมีความรู้ก็ได้ เพียงแต่อ่านแล้วสามารถมองวิธีการคิดของเด็กได้ วิธีการแบบนี้ ครูจึงไม่ใช่ expert ซะแล้ว เด็กต่างหากที่เป็น expert ในเรืองที่เขาเขียน

ผมเลยมองย้อนไปว่า เอ.. เราก็เป็นครูมานาน ทำไมเราถึงไม่กล้าทำโจทย์แบบนี้

น่าจะเป็นเพราะ โจทย์แบบนี้ทำให้เราต้องคิดมาก หาข้อมูลมาก ให้คะแนนยาก และที่สำคัญ กลัวเจอคำตอบที่รับไม่ได้ กลัวเด็กไม่ได้ความรู้ (เหตุผลที่ยกมานี้อาจจะแทงใจดำครูอีกหลายๆคน)

ในขณะทีเด็กต้องการพัฒนา ครูเองก็ต้องพัฒนาเช่นกัน เพราะสิ่งที่เกิดในเด็กก็สะท้อนสิ่งที่มีในตัวครูเช่นเดียวกัน

ขอความร่วมมือจากทุกๆฝ่ายนะครับ

 

 

 

 

 

 

Ka-Poom
เขียนเมื่อ 

คุณคนไกลคะ...

เป็นเรื่องที่น่าขบคิดมากเลยนะคะ...เชื่อไหมว่านอกจากที่เราต้องเน้นการออกแบบสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้แล้ว...เรายังต้องมาให้ความสำคัญต่อไปอีกว่า..การที่จะกระตุ้นให้ผู้เรียนนั้นเกิดกระบวนการสร้างความรู้ได้นั้น สิ่งหนึ่งมาจากการกระตุ้นด้วย problem base หรือเริ่มต้นด้วยปัญหา  คำถาม...และการตั้งคำถามอย่างไรที่จะกระตุ้นให้เกิดกระบวนการคิดนั้น...ครูหรือผู้ออกแบบการเรียนรู้ต้องเข้าใจเนื้อหาที่จะสอน และวิเคราะห์เนื้อหาแนวคิดนั้นก่อน...

เป็นเรื่องที่น่าสนใจและน่าเรียนรู้มาก อย่างคำถามหนึ่งคำถามกะปุ๋มต้องมาวิเคราะห์ ... ว่าคำถามนั้นไปกระตุ้นกระบวนการทางปัญญาของผู้เรียนได้มากน้อยแค่ไหน...แต่กะปุ๋มว่าง่ายๆ...แค่ครูเริ่มต้นคำถามด้วยคำว่า "ทำไม"...นี่ก็สามารถโยงใยให้ผู้เรียนเกิดการเสียสมดุลทางปัญญา...แล้วพยายามเชื่อมโยงหาคำตอบได้ด้วยตนเอง...

...

และอย่างที่คุณคนไกลว่านั่นแหละคะ...โจทย์ๆ เดียวสามารถใช้ถามได้ทุกระดับการศึกษาได้..อย่างเช่นตอนที่กะปุ๋มเรียน course work ป.เอก สาขาวิชาจิตวิทยาให้คำปรึกษา มีวิชาหนึ่งที่กะปุ๋มต้องไปเรียนกับ นศ.ป.โท...เวลาสอบ...เราได้ข้อสอบเหมือนกัน...แต่กระบวนการตอบและสิ่งที่ผู้สอนคาดหวังนั้น..แตกต่างกับ นศ.ป.โท...

ดีใจคะ...ที่คุณคนไกล..ที่อยู่ในสถานะผู้สอนมีมุมมองที่กว้างไกล...และตระหนักมองเห็นความสำคัญ...ในเรื่องดังกล่าว..กะปุ๋มเชื่อว่า...ต่อไปเราจะได้บุคลากรที่มีคุณภาพออกมาจากสถาบันการศึกษา...เป็นแน่แท้ (หากพูดเรื่องนี้คงยาว แต่กะปุ๋มก็มีโปรเจคนะคะ..ว่าจะออกแบบสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้อย่างไรที่เป็นการกระตุ้นให้พยาบาลเกิดกระบวนการสร้างความรู้...มากกว่าที่จะทำงานเพียงตาม routine อย่างเดียว...เอาไว้เดี๋ยวเราค่อยมา ลปรร.กันประเด็นนี้นะคะ)...

*^__^*

ขอบคุณที่มา ลปรร. นะคะ

กะปุ๋ม

^ - ^
เขียนเมื่อ 

ขอบคุณกะปุ๋มมากเลยนะครับทีทำให้ผมมีมุมมองที่กว้างขึ้นในหลายๆ เรือง  และขอบคุณสำหรับแนวคิดพัฒนาการออกแบบสิ่งแวคล้อมทางการเรียนรู้

เอาไว้ผมกลับเมืองไทยแล้วผมจะต้องขอความช่วยเหลือจากกะปุ๋ม ทั้งในเรืองวิชาการพยาบาล และเทคโนโลยีทางการศึกษา ด้วยนะครับ

ผมมีฝันหลายเรืองอยากจะทำ ซึ่งเดิมเหมือนจะคิดเอาเอง กังวลว่าจะทำไม่ได้

แต่ตอนนี้เริ่มมองเห็นทางแล้วว่า มันสามารถผลักดันให้เกิดผลได้ หากเรามีเครือข่ายที่เป็นกัลยาณมิตร

 

Ka-Poom
เขียนเมื่อ 

คุณคนไกล...

กะปุ๋มว่า...เรารวมกันอย่างกัลยณมิตร...ช่วยเหลือกันอย่างไม่มีแยกส่วน...ก็น่าจะจรรโลงสิ่งดีงาม...หากเมื่อใดที่อาจารย์กลับมา...กะปุ๋มยินดีแลกเปลี่ยนและร่วมมือนะคะ...

กะปุ๋มก็เชื่อในเรื่องการร่วมมือ...อย่างเป็นเครือข่ายที่เป็นกัลยาณมิตร

*^__^*

กะปุ๋ม

 

          การจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนเกิดทักษะ การคิด  หรือทำให้เกิดกระบวนการคิดขึ้นในตัวผู้เรียนอย่างถาวร  ที่ผ่านมายังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร  หลายหน่วยงาน หลายองค์กร หลายโรงเรียน(ที่พยายามคิดนอกกรอบ) พยายามค้นหา วิธีการที่เหมาะสม เพื่อมาช่วยในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เช่น โรงเรียนรุ่งอรุณ  ก็กำลังทำอย่างเต็มที่  พิพิธภัณฑ์เด็ก ที่อยู่หลังสวนจตุจักร น่าสนใจ

         ขอแลกเปลี่ยนประสบการณ์ นะครับ  ผมเป็นคนหนึ่งที่ ไห้ความสำคัญกับการคิด ทำอย่างไร ผู้เรียนจะรู้จักดิด  เพราะเมื่อคิดเป็น  ก็จะรู้จักทำเองเป็น  และก็จะแก้ปํญหาด้วยตัวของเขาเองเป็น  ผมศึกษา และทดลอง หลายเรื่อง หลายวิธี มาสะดุด และสนใจอยู่ที่เทคนิค "การใช้คำถามนำการเรียนรู้"  วิธีการง่ายคือ พยายามถามไห้มาก ตอบไห้น้อย(หรือไม่ตอบเลย)  โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบสืบค้น เริ่มต้นด้วย

                       1.สำรวจ. 

                      2.สังเกต 

                     3ตั้งคำถามที่ตัวเองสงสัยและอยากรู้ให้มากที่สุด

                    4. คัดกรองคำถาม (  เป็นคำถามที่มีคำตอบแล้ว, เป็นคำถามที่เราไม่มีความสามารถที่จะหาคำตอบเองใด้ ต้องไห้ผู้เชี่ยวชาญทำ , และเป็นคำถามที่เราน่าจะสามารถหาคำตอบเองได้) 

                    5.ขั้นตอน/กระบวนการหาคำตอบ(โครงงาน/วิจัย)

                    6.ขั้นวิพากษ์ 

                   7.ขั้นสรุปและตรวจสอบองค์ความรู้

                  8.ขั้นนำความรู้ไปใช้ในชีวิตจริง

                           ผมใช้เวลา 3 ปี(เด็กกลุ่มเดิม)  ผลปรากฏ น่าพอใจมาก มีความต่างจากเด็กกลุ่มอื่นมากในเชิงประจักษ์ เด็กมีความกล้าคิด กล้าทำ กล้าวิพากษ์ อย่างทีไม่เคยมาก่อน เท่าที่ผมสอนมา 23 ปี