GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

เมื่อหมอหนิงขอย้าย สถานสงเคราะห์ก็หวั่นไหว

อย่าให้พี่พูดมากเลยนะน้อง พี่ไม่อยากเป็นบาป ไม่อยากเป็นบาป เพราะน้องอ้างในหนังสือขอย้ายว่า ขอกลับภูมิลำเนาเพื่อดูแลบุพการี ถ้าพี่ไม่ให้ย้าย หรือขัดขวางก็เหมือนกับว่าพี่เป็นพวกอกตัญญู ไม่ส่งเสริมสนับสนุนข้าราชการให้กตัญญูกตเวที---จะไปก็ไป พี่เองก็ยังไม่คิดว่าจะอยู่ที่นี่จนกว่าจะเกษียณอายุหรอกนะ แต่ขออยู่ช่วยจัดระบบงานก่อนอีก 1 ปี ขอให้อยู่ช่วยพี่อีกแรงละกัน หรือไม่ก็รอกินชมพู่ที่พี่เพิ่งปลูกไว้ที่หน้าบ้านก่อนก็ได้ ไม่น่าจะเกิน 2 ปี (ฮา)

เช้าวันนี้ฝนตกหนัก ที่บ้านนิคมปรือใหญ่

ฝนตกทีไรก็มีเรื่องให้คิด ให้ครวญได้ตลอด
ว่าแล้วเชียว อย่าจ้อง อย่ามองสายฝนมันมีมนต์สะกดจิต สะกดใจ นั่งมองสายฝนทีไร เป็นต้องใจลอย คิดอะไรเรื่อยเปื่อยได้ตลอด
เช้าวันนี้ จิบกาแฟ เอาสายฝนเป็นกับแกล้ม (ฮา)


ภาพ1  เช้าวันนี้ มุมมองจากระเบียงหน้าบ้านพัก กล้องซูมภาพได้ เท่าที่เห็น


เช้าวันนี้ฝนตกหนัก ฟ้ามืดแต่เช้า ตกหนัก แต่ก็หยุดเร็ว
โชคดีที่หยุดก่อนพอที่ผมจะปั่นจักรยานในเช้าวันหยุดตามปกติ
โชคดีที่หยุดก่อนที่คนในบ้านจะทานข้าวมื้อเช้า

เช้านี้ปั่นจักรยานตามปกติแต่ไปไม่ถึงขุขันธ์ ทั้งที่ตั้งใจจะไปถ่ายรูปมาเก็บไว้--เก็บไว้อวด

ตั้งใจจะไปถ่ายรูปการลงกล้วยน้ำว้า ซึ่งว่ากันว่าจะมีการขนส่งกันนับแสนหวี กลางถนนเมืองขุขันธ์ ตามเทศกาล  "เทศกาลกล้วยแสนหวี ประเพณีแซนโดนตา....."  กำหนดจัดงานวันที่ 19 กันยายน 2549

เป็นประเพณีไหว้บรรพบุรุษของคนเชื้อสายเขมร ซึ่งทางเทศบาลตำบลห้วยเหนือ อำเภอขุขันธ์ เป็นแม่งานพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ซึ่งประชาชนชาวไทยเชื้อสายเขมรนับถือสืบทอดกันมา

มีคนกระซิบบอกว่าประเพณีแซนโดนตา มีความหมาย ดังนี้  แซน แปลว่า เซ่น หรือ ไหว้ ส่วนโดนตา นั้นหมายถึงบรรพบุรุษ ผีปู่ ย่า ตา ยายนั่นเอง

ปั่นเข้าเมืองตอนเย็น เห็นภาพขนกล้วยลงแล้วเสียดาย--เสียดายที่ไม่ได้พกกล้องถ่ายรูปไปด้วย

เมื่อเช้าปั่นจักรยาน พกกล้อง แต่ก็ปั่นไปไม่ถึงอำเภอ
ไม่ได้ภาพบรรยากาศการเตรียมงาน
ไม่ได้ภาพบรรยากาศการขนกล้วยมาอวด

เพราะเหตุว่าพอปั่นออกจะเลยหน้าสถานสงเคราะห์ก็บังเอิญเจอะกับ  "คุณยายคนพิเศษ" เลยต้องจอดคุยกันเสียนาน  สักพักก็บังเอิญเจอพ่อกำนันคนเก่งที่แสนจะเป็นกันเองเลยต้องหยุดคุยธุระที่คั่งค้างกันเสียนานหน่อย  พอจะปั่นไปอีกสักพักก็เจอะกับคนในบ้าน (ผู้ใช้บริการ) ชายนายหนึ่ง  ถามได้ความว่ากำลังจะไปทำงาน--ทำงานเป็นกรรมกรก่อสร้างแฟลตหมอ-พยาบาล ที่โรงพยาบาลขุขันธ์

"มะ มาซ้อนท้ายผม ผมจะปั่นไปส่ง"---"ขอบคุณครับพ่อ"

ใจประสงค์อยากจะปั่นไปดูสถานที่ก่อสร้าง
ใจประสงค์อยากจะปั่นไปดูหน้าตา ไปพูด ไปคุยผู้รับเหมาก่อสร้าง นายช่าง

ระหว่างปั่นผ่านข้างตึกอาคารผู้ป่วยใน ก็ได้ยินเสียงใครสักคนตะโกนร้อง "พ่อๆๆๆๆๆๆๆ พ่อโหมงๆๆๆๆ"

แหงนหน้ามองขึ้นไป อ้าว คนในบ้านเราเมื่อวานนี่นา ดูหน้าตาสดชื่นดีแล้วนี่ ไปทำอีท่าไหนไม่รู้ โดนงู ไม่ทราบชนิดกัดเข้าให้ เลือดไหลไม่ยอมหยุด เดือดร้อนหมอ เดือดร้อนพยาบาลอีกแล้ว

ตะโกนตอบไป "อย่างอแงมากนักละ เห็นใจหมอเขามั่งนะ"---"หนูเรียบร้อยดีค่ะพ่อ ไม่งอแง ไม่เกเร กลับไปเมื่อไหร่จะไปหาพ่อนะ"---"จ้า.... หายไวๆ ละ"

ชำเลืองครับพี่น้อง ชำเลือง
ชำเลืองมองคนที่นั่งอยู่ราวระเบียงชั้นบนที่มองหน้าผม ทำหน้างงๆ  ทั้งผู้ป่วย ทั้งญาติผู้ป่วย  ทำหน้างงๆ เหมือนสงสัยว่า

ตะโกนเรียกพ่อ.... แต่ทำไมพ่อเด็กกว่า  พ่อน่าจะเด็กกว่าเกือบ 10 ปี (ฮา)

 ------------------------------------------------------------------------------------
ยังไม่จบครับ จะมาเขียนต่อ

จะมาเขียนต่อเรื่อง เมื่อ "หนิง : น้องพยาบาลคนเก่ง" ยื่นหนังสือขอย้าย
สำคัญอย่างไร  สำคัญขนาดว่าต้องเขียนบล็อก เชียว

โปรดอย่ารอคอย แต่โปรดติดตามด้วยความระทึกในดวงหฤทัยพลัน (ฮา)
------------------------------------------------------------------------------------- 

หมอหนิง กับบทบาทการเป็นหัวหน้าเกษตร

ความที่สถานสงเคราะห์เดิมมีสถานะเป็นนิคมสร้างตนเอง ทำให้มีบ้านพักเจ้าหน้าที่ที่ก่อสร้างในช่วงของนิคมสร้างตนเองเดิมอยู่หลายหลัง เป็นบ้านพักไม้แบบแฝด ตั้งอยู่ภายนอกสถานสงเคราะห์ ไม่มีนโยบายซ่อมแซม ดีแต่ว่ามีพื้นที่กว้างขวางโดยรอบ ใครไม่ดูดายก็อาจสามารถแปลงสินทรัพย์ให้เป็นทุนได้โดยง่าย

เฉกเช่นหมอหนิงกับการเป็นหัวหน้าเกษตร
หมอหนิง มีวัวที่ต้องดูแล 7-8 ตัว
หมอหนิง มีไก่ที่ต้องดูแลเกือบ 100 ตัว
หมอหนิง มีเป็ดที่ต้องดูแลกว่า 50 ตัว
หมอหนิง ยังมีหมาที่ต้องเลี้ยงดูอีก 5 ตัว
นอกจากนี้ หมอหนิงยังมีไร่นาหว่านอีก 1 แปลง ไว้ให้คอยดูแล
เอากะน้องแกสิ...

เรื่องโจ๊ก ที่เอามาเล่าล้อเลียนไม่มีวันจบ ได้สนุกสนาน ก็เห็นจะได้แก่เรื่อง ที่มาของตำแหน่งหัวหน้าเกษตร
วันเสาร์ เมื่อหลายเดือนที่ผ่านมา ญาติของผู้ใช้บริการในสถานสงเคราะห์มาแจ้งความประสงค์ขอรับตัวกลับ (เห็นไหมละครับสถานสงเคราะห์ผม ต้องทำงานตลอด 24 ชม. ไหมละ ชาวบ้านของเราอยากมาเวลาไหนก็มาซะงั้น...  เข้าใจครับผมเข้าใจ คงยุ่งยากด้วยภารกิจอื่นใด)   เอกสารอะไรจัดการได้แล้วเสร็จทุกอย่าง พร้อมคำแนะนำการดูแลต่อที่บ้าน จะเหลือก็แต่ให้พยายาลจัดยาให้ไปทานที่บ้าน---รอสักครู่นะครับ เดี๋ยวพยาบาลมา คุยกับผู้ดูแลฯก่อนสักพักละกัน

ใครสักคนขับมอเตอร์ไซต์ผ่านมา
"สวัสดีครับ คุณหมอ"---"ไม่ใช่ค่ะลุง หนูเป็นผู้ดูแลค่ะ"

อีกสักพัก ใครสักคน ขับมอเตอร์ไซต์ผ่านมา
"สวัสดีครับ คุณหมอ"---"ไม่ใช่ค่ะลุง หนูเป็นการเงินค่ะ"

อีกสักพักใครสักคน ขับรถปิคอัพมา จอดและเดินผ่าน
คราวนี้ลุงไม่ถาม ไม่สวัสดี แต่ถามเจ้าหน้าที่ที่อยู่ข้างๆ ว่าคนนี้หรือเปล่า
"ไม่ใช่ครับลุง คนนี้ เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร เป็นนักพัฒนาสังคม"

อีกสักพักใครสักคนหน้าตาดูไม่ได้ เหงื่อโชก มีเศษหญ้าเต็มเนื้อตัว พร้อมแจ๊กเก็ตมอมๆ ดูท่าเพิ่งไปเกี่ยวหญ้าให้วัวมาแน่ๆ  "แล้วนี่ใครละครับ" ลุงที่เป็นญาติผู้ใช้บริการถาม
"อ๋อ นี่หัวหน้าเกษตรครับลุง" (ฮา)

แล้วหัวหน้าฝ่ายเกษตรคนนี้ละ เป็นคนจัดยาให้--เป็นพยาบาลที่มักถูกเรียกว่าเป็นหัวหน้าเกษตรแต่บัดนั้นมา โดยเฉพาะมักจะถูกเรียกตำแหน่งนี้เสมอๆ ไว้อำแขกคนข้างนอก

15 วันแรกของการอยู่ที่นี่ของผม คำสั่งและคำขอ ที่ย้ำๆ กับพยาบาล คือ
"น้องแต่งตัวสร้างภาพลักษณ์องค์กรหน่อย--เสื้อผ้าก็รีดซะมั่ง เป็นสาวเป็นนางนะเรา ทำตัวให้สะดุดตาใครเขามั่ง" (ฮา)

 
ภาพ2 หมอหนิงหรือแม่หนิง พยาบาลคนเก่งหนึ่งเดียวของเรา เห็นหน้าตาอย่างนี้นะไม่มีเกรงกลัวใคร/อะไรเสียทั้งนั้นละ เป็นที่รับรู้กันทั้งบาง (ถ้าจะกลัวเกรงบ้างก็กลัวเกรง(ปาก)นักสังคมฯ (ฮา)---ถูกหัวหน้าส่วนราชการจีบให้ย้ายสังกัด/หน่วยงานอยู่ทุกวัน--ผู้ปกครองฯได้แต่บอกว่า อนุญาตให้เอาไปได้ แต่ให้ถ่ายรูปเอาไป (ฮา)

 


ภาพ3  ใหญ่แค่ไหนไม่มีกลัว หมอหนิงสามารถค่ะ ท่านรองฯบอกชอบใจน้องคนนี้แฮะ มันไม่กลัวเกรง..... (ฮา)

 

หมอหนิง กับบทบาทการเป็นนักเจรจาและจอมวางแผน

น้องพยาบาลคนเก่งของเรามาอยู่ที่นี่ 5 ปีเศษแล้ว เล่ากันว่าสภาพเมื่อ 5 ปีย้อนหลังไม่ได้เป็นเช่นปัจจุบัน หนิงเคยเป็นพยาบาลที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งที่สุรินทร์ ต่อมาสอบบรรจุได้ที่นี่ แม่มาเห็นที่ทำงานแล้วจะร้องไห้ พ่อเองไม่อยากให้ทำ เพราะกลางป่ากลางเขาเสียอย่างนี้ ไฟก็ติดๆ ดับๆ ทั้งอยู่กับกลุ่มเป้าหมายอย่างนี้ ถนนหนทางก็ไม่สะดวกเช่นทุกวันนี้ ห้องยาก็ไม่มี เรือนพยาบาลก็ไม่มี ยาที่จะจัดให้ใครเขาก็ไม่คุ้นเคยเพราะเป็นยาในกลุ่มผู้ป่วยทางจิต---แม่ต้องนอนอยู่เป็นเพื่อนเกือบเดือน กว่าจะทำใจได้

หนิงได้สร้าง เสริม และสั่งสมประสบการณ์ด้วยการไปขลุกอยู่กับพี่ๆ น้องๆ ที่โรงพยาบาลขุขันธ์เสียนานหลายเดือน--เป็นโรงพยาบาลขุขันธ์เดิม ที่ตั้งอยู่กลางเมืองขุขันธ์ ก่อนที่จะย้ายมาตั้งเยื้องกับสถานสงเคราะห์เมื่อต้นปีนี้เอง

การที่หนิงเริ่มต้นจากโรงพยาบาลขุขันธ์เมื่อ 5 ปีก่อนโน้น จึงเสมือนหนึ่งการสร้างสายสัมพันธ์ที่แนบแน่น

หนิงเดินเข้า-ออกโรงพยาบาลได้ เสมือนหนึ่งเจ้าหน้าที่ เสมือนหนึ่งพยาบาลของโรงพยาบาลขุขันธ์

หนิงโดนญาติผู้ป่วยของโรงพยาบาลขุขันธ์ตำหนิ ก็หลายหน
"พยาบาลประสาอะไรวะ ไม่แต่งชุดพยาบาล ไม่ติดบัตร"
คิดหรือว่าน้องผม จะยอมให้ว่าฟรีๆ  (ฮา)

เมื่ออยู่ในเหตุการณ์ สถานการณ์ที่ฉุกเฉิน หนิงของเราพร้อมที่จะแสดงบทบาทโดยพลัน---ด้วยวิญญาณวิชาชีพพยาบาล (ย้ำกับผมบ๊อย บ่อย)

โดยเฉพาะเหตุการณ์ผู้ป่วยโรคจิตมีอาการ อาละวาด
หมอหนิงของเราพร้อมที่จะเข้าเจรจาให้สงบ และวางแผนเพื่อชาร์จโดยพลัน--เป็นที่รับรู้กันใน สภ.ต.ปรือใหญ่

ความที่สนิทกันกับรองฯหลอด สารวัตรหนุ่มประจำ สภ.ต. ปรือใหญ่ เมื่อได้รับแจ้งว่ามีผู้ป่วยโรคจิตคุ้มคลั่งอาละวาดแล้วละก็ รองฯหลอด เป็นต้องโทร.แจ้งสถานสงเคราะห์แทบจะโดยพลัน--แน่นอนละว่า เป็นหมอหนิง 5555

บ่ายแก่ๆ ของวันอาทิตย์ปลายเดือนมิถุนายน เป็นเดือนแรกของการมาอยู่ที่นี่ของผม รับสายจากรองฯหลอดว่า ให้ไปช่วยด้วย ผู้ป่วยอาละวาดที่หมู่บ้านใกล้ๆ สัก 7-8 กม. (บทบาทของสถานสงเคราะห์มักจะได้แก่การเจรจา พูดคุยกับชาวบ้านและญาติให้เข้าใจเป็นหลัก เพราะจะว่าไปแล้วถ้าจะดำเนินการจริงๆ แล้วตำรวจก็สามารถโดยพลัน) 

พระเอกของเรากำลังคุ้มคลั่ง ถือมีด สูบบุหรี่ทีละ 4 มวน อวดตัวกับชาวบ้านว่าเป็นเทพเจ้า ให้ใครๆ กราบไหว้บูชา

ทุกคนถอย ยกเว้นหมอหนิง---หมอหนิงของเราเดินเข้าคุยแบบไม่กลัวเกรง--ลุงเชียร คนขับรถบอกผมในตอนนั้นว่า "หัวหน้าปล่อยเลยครับ ปล่อยเลย เชื่อมือแกเหอะ แกคุยได้ รู้เรื่อง...."

แล้วแกก็ทำได้ ทำได้เกือบสำเร็จ เขาคุยกันรู้เรื่องจริงๆ แฮะ
เกือบจะสำเร็จแล้วเชียว แต่พระเอกของเราก็บอกว่าจะไปไหว้พระ ไหว้หลวงพ่อที่วัดก่อน ให้หลวงพ่อที่วัดยืนยัน--แล้วก็จ้ำอ้าว เข้าวัด เข้ากุฏิหลวงพ่อ ที่วัดใกล้ๆ ผมวิ่งตาม ไม่ใช่เพราะอะไร--เพราะห่วงน้องผม

พระเอกหนุ่มวิ่งเข้ากุฏิ ตะคอกท่านเจ้าอาวาสที่กำลังอ่านหนังสือพิมพ์ในกุฏิ สีหน้าและอาการท่านตกใจมาก
ตะคอกกับท่านว่า "หลวงพ่อเคารพไหม เคารพเทพองค์นี้ไหม"
หลวงพ่อ งงๆ  เลยตอบกลับว่า "ไปๆๆๆ ไม่รู้เรื่อง เทพอะไร ไปเลยไป..."
หมอหนิงขยิบตา ยักคิ้วให้หลวงพ่อ (สาธุ อย่าให้น้องผมบาป) "เคารพสิ หลวงพ่อท่านเคารพเหมือนกันนะ ถ้าไม่เคารพท่านไม่บวชหรอก จริงไหมคะ หลวงพ่อ"
หลวงพ่อยังย้ำ เหมือนเดิม "เทพอะไร ไม่รู้เรื่อง ไปเลย ไปข้างล่าง ไปๆๆ"  ---ท่านตกใจจริงๆ แหละ

สักพักนึง น้องพยาบาลของเราก็เดินลงกุฏิ
หายไปสักพัก อ้าว ไปโผล่อยู่ด้านหลังหลวงพ่อซะแล้ว เข้าประตูหลังพร้อมกับตำรวจอีกนาย
พร้อมกับส่งสัญญาณมือ เตรียมชาร์จ
ทุกคนรอ....

รอสัญญาณจาก "รองฯหนิง" (ฮา)
พลันที่หนิงพยักหน้า ตำรวจ 3 นายก็ชาร์จโดยพลัน รองฯหลอดล็อคเข้าที่คอ กดไว้ ตามวิธีของตำรวจ พร้อมๆ กับเสียงของญาติตกใจบอกว่าเบาๆ อย่าแรงๆๆๆ ทำให้ผมต้องกำชับไปว่า "ท่านรองฯเบาๆ นะครับ เบาๆ เอาแค่พออยู่ก็พอละ..."---"ผมรู้ครับ ผมรู้ ผมเรียนมา ผมรู้ว่าแค่ไหนพอดี ผมรู้..."

พอชาร์จเสร็จหมอหนิงของเราจะ วิเคราะห์ วิจารณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกละ ว่าพลาด หรือบกพร่องอย่างไร---เอากะแม่สิ...

บทบาทของผมคือ อยู่ข้างหลังน้องพยาบาล (ฮา)
ตบบ่าเบาๆ 2-3 ที หลังเสร็จงาน หรือเมื่อท้อแท้
"เออ...  เก่งว่ะ น้องเรา ทีหลังระวังตัวมากกว่านี้หน่อยนะ" หรือ
"ใจเย็นๆ น้อง  ใจเย็นๆ " เป็นคำพูดพร้อมมือที่ตบบ่า
ก็เคยโดนผู้ป่วยถีบเอาแล้วหนนึงมาแล้วนี่


และเพราะคำพูดประโยคนี้เอง ประโยคว่า "ผมรู้ ผมรู้...."  นี้เอง เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา รองฯหลอดนึกอีท่าไหนไม่รู้ บอกว่าอยากกินข้าวด้วย อยากขอโทษกับคำพูดประโยคนี้ รองฯแกบอกว่าแกพูดแรงไป
ผมลืมไปแล้ว ไม่คิดด้วยซ้ำว่าจะเป็นคำพูดรุนแรงอะไร
ไปทานข้าวกันวันนั้น ได้ความร่วมมือกับ สภ.ต. ปรือใหญ่ ด้วยวาจา อีก 1 โครงการเล็กๆ
เรื่องของรองฯหลอด ตำรวจอาชีพ ที่เป็นตำรวจบ้างาน สู้ชีวิต รับราชการด้วยความภาคภูมิใจ คงได้เล่าอีกสักบันทึก


ภาพ4  พรั่งพรูค่ะ พรั่งพรู กับรองอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ เมื่อคราวตรวจราชการเดือนที่ผ่านมา ในภาพซ้ายสุดคือ พมจ.ศรีสะเกษ ขณะที่ขวาสุดคือ ผู้ปกครองสถานสงเคราะห์บ้านนิคมปรือใหญ่....เยี่ยมชมลานลำดวน สวนป่าที่คิดกันไว้ว่าจะเอาไว้จัดแคมป์ไฟ (ฮา)
 

หมอหนิง กับการเป็นสิ่งที่ภาคภูมิใจของสถานสงเคราะห์

หนิง เป็นพยาบาลคนแรกของสถานสงเคราะห์บ้านนิคมปรือใหญ่ ก่อนหน้านี้การพยาบาลในสถานสงเคราะห์เป็นอย่างไรสุดแท้แต่จะจินตนาการ และไอ้ความที่เป็นคนแรกในสถานที่ซึ่งไม่มีอะไรเลยแต่เมื่อวัยเยาว์นี่ละ ทำให้พยาบาลของเราเข้มและแข็ง--หนิงจัดการระบบข้อมูล ระบบการ

รายงานการเจ็บป่วยด้วยวิธีการของตัวเอง เป็นการพัฒนาและล้อระบบเวชระเบียนของสถานพยาบาลของรัฐ กระทั่งมีแฟ้มประวัติการรักษาพยาบาลที่เป็นปัจจุบันของผู้คนในบ้านแทบทุกคน--เป็นแฟ้มประวัติการรักษาพยาบาลที่เคียงคู่กับแฟ้มของสถานพยาบาลที่เข้ารับการรักษา

จากการทบทวนเอกสารในเบื้องต้น พบว่าความสามารถของหนิงเป็นที่ปรากฏในเอกสาร หรือรายงานผลการสำรวจเบื้องต้นสภาพทั่วไปของสถานสงเคราะห์คนไร้ที่พึ่งทั่วประเทศ ว่าอยู่ในระดับที่สามารถเป็นแกนนำให้กับสถานสงเคราะห์ประเภทเดียวกันได้--เป็นแกนนำทั้งที่แทบไม่มีอะไรเลย ไม่มียา ไม่มีเวชภัณฑ์ ฯลฯ  แทบทุกรายการล้วนแต่ได้รับการส่งมอบต่อจากสถานสงเคราะห์ในเมืองใหญ่โดยเฉพาะแถบเมืองนนท์ และโรงพยาบาลขุขันธ์---เพราะว่าเก่งอย่างนี้แหละ ผมถึงพยายามเปิดตัวน้องให้ปรากฏ--ปรากฏก่อนที่น้องจะหายตัวไปเสียเอง

บทบาทสำคัญประการหนึ่งของหนิงจึงได้แก่ การเป็นผู้ประสานงาน และประสานงา เป็นนักสู้ นักชนและนักซนกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มันต้องชนเพราะคนของเรามากกว่าครึ่งไม่มีเลข 13 หลัก และมากกว่าครึ่งถูกส่งต่อจากสถานสงเคราะห์ในเมืองใหญ่---อย่าได้แปลกใจที่หมอในหลายโรงพยาบาลจะโดนน้องผมฉะไปบ้าง ขออย่าได้ถือสาน้องผมนะ  (หลายหนนักสังคมฯที่เดินตามแม้จะใช้มือตบบ่าแต่ไม่มีผลครับพี่น้อง มีบ้างที่เมื่อกลับถึงสถานสงเคราะห์แล้วน้องของเราจะถูกผม (ขอ) อัดซะหน่อย--น้องก็จะงอนไปเสีย 1-2 วัน หายงอนเมื่อไหร่แล้วค่อยอธิบายเหตุผลให้ฟัง---ฟังนะเฟ้ย ห้ามเถียง !!! (ฮา))

มันคงจริงอย่างท่านว่า
ชีวิตคนทำงานถ้าจะเริ่มต้นที่ไหนสักแห่งถ้าไม่เลือกองค์กรใหญ่ยักษ์เพื่อจะได้เรียนรู้ ก็เลือกไปอยู่สุดขั้วตรงที่มันไม่มีอะไรเสียเลย เพื่อจะได้ทำอะไรอย่างที่ใจอยากทำ

หนิงถูกหัวหน้าส่วนราชการทั้งในเขตพื้นที่ศรีสะเกษ อุบลราชธานี และเมืองกรุงฯ จีบทีเล่นทีจริงให้ย้ายไปอยู่ด้วย--แต่มันน่าแปลกใจไหมว่า น้องหนิงของเราเก่งขนาดนี้ เนื้อหอมขนาดนี้กลับโดนแจ๊กพ็อตตามมาตรการ 3 ให้เซ็นรับทราบเพื่อเข้ารับการฝึกอบรม--เป็นอีกเหตุการณ์นึงที่น้องจดจำ พร้อมๆ กับการเปรยว่ามาอยู่ที่นี่ 5 ปีไม่เคยได้ 2 ขั้น

มันน่าเห็นใจน้องหนิงไหมละครับต้องตื่นแต่ตี 4 ตี 5 หลายครั้งหลายหน เพื่อนำส่งผู้ใช้บริการไปรักษาต่อ/ต่อเนื่องตามนัด ที่อุบลฯหรือโคราช เพื่อไปเอาคิวแรกๆ  ดีก็แต่ว่าพยาบาลแต่ละแห่งเอ็นดูน้องสาวของเราแทบทุกแห่ง--ให้ลัดคิวตลอด--เหตุผลโจ๊กสนุกๆ ก็คงประมาณว่า "ระวังนะ ลูกๆ ของหนูสมาธิสั้น ให้นั่งรอนานๆ ถ้าไม่ร้องเพลงให้ฟัง ก็จะอาละวาดละ--ไม่ลัดคิวให้ละก็เป็นได้เห็นแน่ๆ" (ฮา)


ภาพ5 ผมอยากให้น้องผมเป็นอย่างนี้ เป็นการทำงานร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในรูปแบบและบทบาทของการเคียงบ่าเคียงไหล่ มิใช่ "ขอรับการสงเคราะห์" อย่างที่เคยเป็น

 

หมอหนิง กับบทบาทที่ผมคาดหวัง

ความที่เป็นคนเก่ง เป็นนักสู้ นักชน
ลักษณะของการเป็นคนช่างถาม ช่างเซ้าซี้ และช่างโต้เถียง โต้ตอบ ไม่ยอมใครง่ายๆ  จึงเหมือนจะเป็นผลข้างเคียงอาการนักสู้ของน้อง (ฮ่าๆๆๆ)

การจัดการกับความช่างโต้ ช่างแย้งของพยาบาลคนเก่งได้แก่ 1) หยุด อย่าเพิ่งถาม ฟังพูดให้จบก่อน 2) มีอะไรสงสัยในเรื่องนี้ไหม ว่ามา แล้วจะตอบให้ และ 3) พี่จะเอาอย่างนี้ มีอะไรขัดข้องหรือจะเพิ่มเติมมั่งไหม---คำตอบที่ได้รับคือ "โห พี่ ไม่ให้ถามทันทีแบบนี้นะ คนมันก็ลืมหมดพอดีสิ นึกได้ก็เถียงไม่ได้ โต้ไม่ได้แบบนี้" (ฮา--เสร็จผม)

ผมปรารถนาจะให้น้องพยาบาลคนเก่งของผมถอยออกมา
ถอยออกมาเพื่อเป็นผู้จัดการ จัดระบบการพยาบาล โดยใช้ความเก่งของน้องนั่นเอง
เดือนแรกอธิบายให้ตาย น้องไม่ยอมฟัง--ด้วยเหตุผล "ความเป็นวิชาชีพพยาบาล" (ซึ่งพี่ไม่รู้หรอก--อ้าว)

กล่อมบ่อยๆ เข้าเริ่มได้ผลแฮะ การบ้านเบาๆ ที่มอบให้ชุดแรก 3 รายการ ไปเขียนมาซะดีๆ มีกำหนดส่งสิ้นเดือนกันยายน  1. โครงการพัฒนาระบบสุขาภิบาลอาหารในสถานสงเคราะห์ ยึดตามแนว Clean Food Good Taste  2. โครงการพัฒนาระบบการพยาบาล (ให้มีผู้ดูแลฯมาช่วย/พัฒนาระบบการจ่ายยา/ทบทวนระบบการนำส่งผู้ป่วย/การปรับเปลี่ยนบทบาทของพยาบาลมาเป็นผู้จัดการฯลฯ)  3. โครงการเสริมสร้างความรู้เรื่องเพศศึกษาและการปฏิบัติต่อเพศตรงข้าม (การดูแลตนเอง/ระบบการคุมกำเนิด/การละเมิดกับข้อห้ามตามกฎหมาย/มุมมองจากตำรวจ/ความรู้จากเหล่าพยาบาลฯลฯ)  โดยขอมีเงื่อนไขในแต่ละโครงการคือ 1) ให้มีบุคลากรจากหน่วยงานภายนอกเข้ามาร่วมด้วย  2) มีกระบวนการระบุไว้ในโครงการว่ามีการเขียนรายงาน/สรุปเมื่อสิ้นสุดโครงการ--สิ้นเดือนนี้ก็ขอให้ส่งซะนะหนู...

ทั้งหลายทั้งปวง เพื่อมุ่งให้น้องถอยออกมาเป็นผู้จัดการ
ให้มีเวลาคิดงาน ให้มีเวลาลงชุมชนร่วมกับส่วนราชการอื่นๆ โดยเฉพาะกับโรงพยาบาลและ PCU (โดยเฉพาะเขตพื้นที่ที่ผู้ใช้บริการมีภูมิลำเนาอยู่--เป็นการลงเพื่อประสานเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยตัวกลับสู่ครอบครัว/ชุมชน)  ผมเชื่อว่าน้องผมเก่ง ผมอยากเปิดตัวน้องผม เปิดตัวในเชิงวิชาการมิใช่ในรูปขอรับการสงเคราะห์อยู่เรื่อยไปกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องอย่างที่เป็นมาและเป็นอยู่--หากแต่มุ่งหวังให้เคียงบ่าเคียงไหล่กับทุกส่วนราชการ--โดยเฉพาะมุ่งหวังให้น้องมีส่วนในการทำวิจัยร่วมกับนักวิจัยในต่างส่วนราชการ (ซึ่งตอนนี้สถานะชัดๆ แบบนี้ก็เห็นจะมีก็แต่กับตำรวจเท่านั้น)

ผมไม่รู้นะว่าผมสอนน้องถูกหรือผิด
นับแต่มาอยู่สัปดาห์แรกจนถึงตอนนี้ ผมเชื่อและสอนน้องมาตลอด ย้ำแล้วย้ำอีกคือ สำหรับงานบริการแล้ว บริการให้ตายแล้วเกิดใหม่ก็ไม่จบไม่สิ้น งานหนัก และเหนื่อย  แต่กลับพบว่าเขียนรายงานยาก ไม่ว่าเป็นจะงานในส่วนของสถานสงเคราะห์ ครูในโรงเรียน ตำรวจในโรงพัก หมอ/พยาบาลโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ในเรือนจำ ตำรวจจราจรบนท้องถนน  แล้วสรุปแนวทางพัฒนากับบอกน้องไปว่า

"เอาง่ายๆ ในเบื้องต้นนี้ ขอให้ไปคิดงานมา ทบทวนงานประจำทุกอย่างที่ทำอยู่นะแหละมาจัดระบบใหม่  คิดงานเดิมให้เป็นโครงการย่อยๆ แยกเป็นส่วนๆ เขียนโครงการขึ้นมาจากงานรายวันที่ทำอยู่ ก็น่าจะช่วยให้เราประเมินงาน--พัฒนาต่อยอดงานได้"


ภาพ6 แล้วก็จริงอย่างที่คิดไว้ แค่เปิดบ้านให้กว้างขึ้น จัดวางสถานะเสียใหม่ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องก็พร้อมที่จะหลั่งไหลเข้ามา--ล่าสุดโรงพยาบาลขุขันธ์มีแผนให้เกิดโครงการร่วมเรียนรู้ "ลีลาศสำหรับบุคลากร"---ให้ตายเถอะ ผมจะหลบทางไหนดี--ร้องเพลงกับฟ้อนรำ ผมยอมแพ้ ขอบายละครับผู้ปกครองฯ--แต่โครงการผมจะเขียนให้ละกัน (ฮือๆๆๆ)


หนิง กับความเป็นน้องผู้หญิง

จะอย่างไรก็เหอะ หนิงก็ยังเป็นหนิง เป็นน้องสาวคนเก่ง คนเดียวของเราๆ
เป็นน้องสาวที่เราภาคภูมิใจ แม้ว่าน้องจะช่างเถียง และดื้อตาใสก็ตาม

การปลุกปลอบและชี้แนะ ว่ากล่าวตักเตือนด้วยวิธีการต่างๆ จึงคงมีอยู่เสมอๆ ในฐานะที่แก่กว่า (ฮา)
การรับรู้ถึงความเดือดเนื้อร้อนใจ ทั้งจากตัวของน้องเองหรือผ่านจากคนอื่น จึงเป็นกระบวนการที่พึงให้ความสำคัญ
นับแต่ผมมาอยู่ที่นี่ หนิงประสบเคราะกรรมเหมือนอยู่ในช่วงมรสุมรุมเร้าชีวิตหลายประการ

เหมือนเป็นอีกหนึ่งหน้าที่หลักของนักสังคมฯ ที่ต้องเข้าไปจัดการ แทรกแซงการใช้ชีวิตของเจ้าหน้าที่
เป็นหน้าที่ซึ่งผมเชื่ออยู่เอง และนำเสนอในที่ประชุมอยู่ด้วยเช่นกันว่าเราให้การสงเคราะห์เลี้ยงดูชาวบ้านชาวเมือง คนไร้ที่พึ่ง ไร้ญาติขาดมิตร แบบไม่สนใจว่าใครเขาเหล่านั้นจะเป็นใครอยู่วันแล้ว วันเล่า... แล้วก็อย่าลืมคนในครอบครัว คนที่รู้จักมักคุ้น แล้วก็เพื่อนร่วมงานกันเสียเองละ

ตบบ่า และเขกกะโหลก ที่ผมทำอยู่บ่อยๆ อาจจะยังไม่เพียงพอสำหรับการปลุกปลอบน้องสาวคนนี้ของผม เสียแล้วกระมัง


ภาพ7 เหนื่อยไหมจ๊ะคุณพี่ ที่มาทำยังเงี๊ยะ ยังเงี๊ยะ นวดแล้วสบายดี ๆ... 

 

เมื่อหมอหนิงขอย้าย

สัปดาห์นี้ (10-16 ก.ย.) ปวดหัวเหมือนกันครับ ปวดหัวนอกเหนือจากการคิดงาน โครงการที่จะทำในปีงบประมาณหน้า  มุ่งหวังตั้งใจอยากจะให้เป็นแบบ "ยกแผง" อยากให้เป็นการยกแผงกับงานทั้งภายในและภายนอก ยกแผงภายในที่เริ่มแต่การจัดการระบบข้อมูลผู้ใช้บริการเสียใหม่ ยกแผงการจัดระบบงานฝ่ายสวัสดิการสงเคราะห์ทั้งหมด  ยกแผงงานภายนอกกับการลงพื้นที่ชุมชนให้มากขึ้น--ประสานเครือข่ายให้ร่วมรับผิดชอบและแบกรับ
คร่าวๆ น่าจะมีโครงการใหม่และต่อยอดอย่างน้อยสัก 12 โครงการในปีงบประมาณหน้า
เป็นโครงการที่หวังว่าจะมีหน่วยงานจากภายนอกเข้าร่วมกิจกรรมด้วยไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของโครงการทั้งหมดที่คิดไว้ ---เพราะผมไม่มีคน ผมไม่มีใครช่วยคิดมากนัก ผมเลยต้องคิดโครงการอย่างนี้---โครงการที่ให้ใครข้างนอกเข้ามาช่วยแบกรับ
ทาบทามด้วยวาจา เหมือนว่าทุกฝ่ายที่ติดต่อจะแฮปปี้ มาช่วยเสียด้วยแฮะ

ต้นสัปดาห์
มีคนหนุ่มแข็งแรงในบ้านหายตัวไป 2-3 คน หายตัวไปแบบไม่แจ้งให้ผู้ดูแลฯได้ทราบ

กลางสัปดาห์
มีหญิงสาวแข็งแรงในบ้านหายตัวไปอีก 2 ราย บอกเพื่อนๆ สมาชิกในบ้านว่า ชีวิตเขาเป็นอิสระอยากไปไหนก็ไปได้ (ทำไมไม่มายื่นหนังสือลาออกเสียเล่า ทำไมต้องทำให้พ่อเดือดร้อนอย่างนี้นะ)

กลางสัปดาห์
คนในบ้านป่วยหนักเข้ารับการรักษาและเสียชีวิตที่ รพ.ศรีสะเกษ มีปัญหาการประสานงานเล็กน้อยเรื่องค่าใช้จ่ายและสิทธิการรักษา
คนในบ้านถูกงูกัด อีกรายมีอาการชักหมดสติ อีกรายโรคเก่ากำเริบ ต้องนำส่ง รพ.ศรีสะเกษ อาการร่อแร่ทั้ง 2 ราย

ปลายสัปดาห์
พี่ผู้ดูแลฯคนเก่ง  เก่งในหลายๆ เรื่องในฐานะผู้กว้างขวาง--กว้างขวางแค่ไหนละ งานแต่งพี่แกศิลปินเพื่อชีวิตระดับแนวหน้าของประเทศมากันเกือบหมด ทำงานกับผู้ด้อยโอกาสในตำแหน่ง "ลูกจ้าง" ด้วยใจรักและสมัครใจตลอดมา น้องที่เคยทำงานร่วมกันกับพี่เขาเมื่อครั้งอยู่นิคมชาวเขา บัดนี้เป็น พมจ. เป็นหัวหน้าส่วนราชการกันเสียหมดแล้ว แต่พี่แกก็ยังรักที่จะ "ลูกจ้าง" กับความสนุก ชีวิตอิสระ ทำอย่างที่ใจอยากทำ พี่เขาเก่งกับการจัดการผู้ใช้บริการด้วยวิธีการที่นุ่มนวล พี่เขาเก่งกับการแต่งสวน พอๆ กับร้องเพลงเพื่อชีวิตได้สุดแสนไพเราะ---"แสงจันทร์" เพลงประจำตัวของพี่แก--พี่เขาเป็นที่ปรึกษาของผมในหลายๆ เรื่อง หายตัวไปแล้ว ไม่บอกน้องนุ่งสักคำ บอกว่าขอหายตัวไปสักพัก--สักพักใหญ่ๆ  พร้อมกับข่าวว่าใบลาออกถูกเขียนไว้แล้วก่อนไป

ปลายสัปดาห์
น้องสาวคนเก่งยื่นหนังสือขอย้าย ด้วยเหตุผลขอกลับภูมิลำเนาเพื่อดูแลบุพการีที่มีอายุมากแล้ว และประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง

บ่ายวันศุกร์
เป็นอนุจร ติดตามผู้ปกครองฯร่วมหารือและทานข้าวกับหัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวง พม. ในเขตพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ--ถือโอกาสคุยกับท่านๆ แทบจะทุกเรื่อง ขอความรู้ ขอทราบแนวปฏิบัติในด้านต่างๆ ตามความเชี่ยวชาญของแต่ละท่าน เด็ก สตรี ทั้งกลุ่มมีปัญหาและไม่มีปัญหา

"มงคล ทราบเรื่องหนิงยื่นหนังสือหรือยัง แล้วคิดยังว่าจะทำยังไง?"--- สั้นๆ จากผู้ปกครองฯกลางวงสนทนา
"ยังไม่ได้คุยกับน้องครับ---แต่สำคัญที่สุดผมว่า เรา (สถานสงเคราะห์) ควรให้ความสำคัญกับน้องมากกว่านี้ครับ มากกว่าคำพูดชมเชย--แล้วผมจะคุยกับน้องอีกทีครับ"


สายวันเสาร์
ณ สำนักงานสถานสงเคราะห์ เสาร์นี้เป็นเวรของหนิง
เดินขึ้นสำนักงานเห็นหน้าน้องคนเก่งของเรามึนตึง อย่างไรชอบกล--ไอ้เราเองก็มีส่วนสำคัญเชียวละทำให้น้องมีอาการอย่างนั้น

เขกหน้าผากหนึ่งโป๊ก เป็นการทักทายให้ยิ้มซะมั่งชีวิต
ก่อนจะเริ่มต้นบทสนทนาที่ต่อเนื่องยาวนาน
เริ่มจากความบรรเจิดจากการหารือร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการนอกรอบเมื่อบ่ายวันศุกร์ ตามด้วยโครงการที่คิดจะทำในปีงบประมาณหน้า ต่อด้วยแผนการปฏิรูประบบการพยาบาลของสถานสงเคราะห์ ฯลฯ แล้วจบลงที่...

สักครู่นะ เดี๋ยวพี่เลี้ยงเที่ยงแล้ว หิวพอดี
สักครู่ก็กลับมา พร้อมกับตำซั่ว 2 ถุง ไก่ทอด และข้าวเหนียว
แถมด้วยเหงื่อที่โชกชุ่มกับการปั่นจักรยานตากแดดกลางวันอย่างนั้น

เป็นตำซั่ว 2 ถุง ถุงแรกของผมไม่เผ็ดนัก อีกถุงนึงของหนิงและพี่ๆ กินเข้าไปได้ยังไง เผ็ดเสียยิ่งกว่าเผ็ด

อิ่มแล้ว อารมณ์น่าจะดีขึ้นแล้ว
เปิดประเด็นใหม่ ด้วยคำว่า

อย่าให้พี่พูดมากเลยนะน้อง พี่ไม่อยากเป็นบาป
ไม่อยากเป็นบาป เพราะน้องอ้างในหนังสือขอย้ายว่า ขอกลับภูมิลำเนาเพื่อดูแลบุพการี ถ้าพี่ไม่ให้ย้าย หรือขัดขวางก็เหมือนกับว่าพี่เป็นพวกอกตัญญู ไม่ส่งเสริมสนับสนุนข้าราชการให้กตัญญูกตเวที--จะไปก็ไป พี่เองก็ยังไม่คิดว่าจะอยู่ที่นี่จนกว่าจะเกษียณอายุหรอกนะ แต่ขออยู่ช่วยจัดระบบงานก่อนอีก 1 ปี ขอให้อยู่ช่วยพี่อีกแรงละกัน หรือไม่ก็รอกินชมพู่ที่พี่เพิ่งปลูกไว้ที่หน้าบ้านก่อนก็ได้ ไม่น่าจะเกิน 2 ปี
(ฮา)

เอ้านี่ เอา "สารคดี" ฉบับล่าสุดหน้าปกภูฏาน ที่เพิ่งได้รับเมื่อวานไปอ่านให้ใจเย็นๆ
เอ้านี่ เอากระเป๋า "สารคดี" ที่เขาแถมแจกมาให้ สวยซะขนาดนี้ ไม่มีขายเสียด้วย เอาไปไว้ใช้--ไว้ขนของย้ายในปีหน้า

น้องยิ้มๆ ไม่พูดไม่จา
เขกกระโหลก อีก 1 โป๊ก พร้อมกำชับว่า

เบี้ยวไม่ได้นะน้อง กินตำซั่วสินบนไปแล้ว รับกระเป๋าสินบนไปแล้ว
(ฮา--แยบยลครับพี่น้องแยบยล)


เดี๋ยววันจันทร์ พี่จะบอกผู้ปกครองฯ ไปว่า
น้องเปลี่ยนใจแล้วครับผู้ปกครองฯ น้องไม่ไปไหนแล้ว
อย่าถือสาน้องเลยครับ อารมณ์ผู้หญิง เลือดจะไป ลมจะมา

 

(ฮา--อย่าโกรธอ้ายละ น้องหนู--เอามาเล่าสู่ชาวบ้านเขาฟัง)


ภาพ8  ยืนมองสายฝนจากหน้าต่างบ้านพักชั้น 2  มองสายฝนจากหน้าต่างข้ามไปถึงป่าหลังบ้าน คิดอะไรไปได้เรื่อยเปื่อย มองนาฬิกาอีกทีถึงรู้ว่า ผมยืนมองสายฝนคิดไปเรื่อยเปื่อยกว่า 45 นาทีเข้าแล้ว---ไหมละ สายฝนสะกดจิตสะกดใจเข้าอีกแล้ว จะต่างก็แต่คราวนี้มองแล้วไม่คิดถึงบ้านแฮะ...เพราะมีอะไรเฉพาะหน้าให้คิดมากขึ้น

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 50393
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 8
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (8)

ตกลง...ก็คงต้องรอ..อย่างใจระทึกนะคะ..

ว่า...เมื่อหมอหนิง...ขอย้าย...สถานสงเคราะห์หวั่นไหวอย่างไร....555....แวะมาแซวคะ...

....

เอาเป็นว่า...วันนี้ฝนตก....หนัก...

ระวังพ่อจะเป็นไข้เพราะโดนระอองฝนนะคะ....

*^__^*

กะปุ๋ม

  • แหม!กำลังอ่านเพลินๆเลย...
  • รอ..ก็..รอค่ะ...รออย่างใจระทึกไปพร้อมๆกับน้องสาวคนเก่ง: นู๋กะปุ๋ม
  • ฝนตก...ดูแลสุขภาพด้วยนะคะ 

ติดตามอ่านด้วย ความระทึกในดวงหฤทัย

เมื่อไหร่จะมาต่อละคะ  อารมณ์ค้างนะเนี่ย.....

รับผิดชอบด้วย.....

ขออภัยครับ คุณKa-Poom
ขออภัยครับ คุณMoomi

ขออภัยที่ให้รอนาน
ขออภัยที่เขียนอะไรเรื่อยเปื่อยอีกแล้ว
ขออภัยที่เล่าอะไร บันทึกอะไรยาวๆ

ที่เล่ายาวๆ เขียนยาวๆ
เพราะเป็นอีกเหตุการณ์ช่วงหนึ่งในบ้านใหญ่
เป็นเหตุการณ์ที่ผม "เชื่อว่า" ควรค่าแก่การบันทึกไว้
เป็นสิ่งที่ "ผมรู้สึก"---ว่าอยากบันทึก

บันทึกนี้ ขออภัยและยอมรับว่าเป็นบันทึกส่วนตัวจริงๆ ครับ

------------------------------------------------------------

บ่ายวันนี้ หนิง บอกว่าพรุ่งนี้หนิงไม่มาทำงานนะพี่
ขอร่นจากวันที่ 20 มาเป็นวันพรุ่งนี้

เป็นคำสั่งของผมให้หนิงลาพักร้อนแต่เดือนที่แล้วว่า หลังเสร็จงานโครงการฯวันที่ 7-8 กันยายน ให้พักร้อนเสีย 3 วัน พุธ-พฤหัส-ศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ ไหนก็ได้---ย้ำว่าต้องลาพักผ่อนและไปให้ไกลจากสถานสงเคราะห์ เพราะผมเห็นว่าอาการน้องเริ่มร่อแร่ แต่เดือนที่แล้ว (หนิงยื่นขอลา 20-21-22)

วันนี้โทรศัพท์จากบ้านที่สุรินทร์แจ้งว่าพ่อไม่สบาย
แต่ไหนแต่ไรมา ถ้าป่วยเมื่อไหร่ละก็ พ่อจะไม่ยอมไปหาหมอที่โรงพยาบาลไหนทั้งสิ้น ถ้าไม่ใช่ลูกสาวคนนี้เป็นผู้นำพา---แกรักของแกอย่างนี้

---------------------------------------------------------------

 

สุขสันต์วันเกิด ครับคุณ Moomi
สุขสันต์วันเกิดครับ ให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันคล้ายวันเกิดปีนี้

อนุมัติไหมครับ
(ฮา)

"หมอหนิง" สู้ๆๆ หนิงเป็นผู้หญิงที่เก่งและน่าชื่นชมมากค่ะ อย่าท้อแท้นะคะ อยู่เป็น "ขวัญใจ"ของคนบ้านใหญ่ต่อไปน๊า

เอาใจช่วยให้ผ่านพ้น ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ นะคะ เค้าว่ากันว่า "ความทุกข์ พิสูจน์ความเป็นคน อ่อนแอ หรือเข้มแข็ง ความทุกข์เป็นสิ่งที่ท้าทายความสามารถ....ให้กำลังใจตัวเองมากๆ บอกตัวเองว่า โชคดีที่วันนี้มีความทุกข์ เพราะเมื่อผ่านความทุกข์ ความสุขก็จะรออยู่เบื้องหน้า...." อ้อ....มีเพลง มาฝาก "กำลังใจ" ของ มัม ลาโคนิค

เหม่อมองไปจนสุดปลายฟ้า
อยู่บนทางที่ยังสับสน
ชีวิตคนเวียนวกวน
หนีไม่พ้นต้องทนสู้
แต่ละคนมุ่งสู่จุดหมาย
เพื่อจะให้ได้ดังหวังบ้างล้มลงตรงข้างทาง
พลังแห้งเหือดหายไป

* อยากเป็นเหมือนเปลวเทียนส่อง
ให้เห็นเป็นทางอยากเป็นเหมือสะพานข้ามฝั่ง
ส่งใจเสริมกำลังให้เธอนั้นก้าวเดินต่อไป

**เหนื่อยก็พักเอาแรงจะมัวท้อทำไม
บนหนทางยังมีคนเหมือนเรา
ในเมื่อยังมีลมหายใจก้าวไปให้สุดกำลัง

(*,**)

ก้าวเดินไป ไม่หวั่นขวากหนาม
ข้ามลำธารไม่หวั่นภูผามาร่วมเป็นกำลังใจ
ทางแสนไกลร่วมฟันฝ่า
เกิดเป็นคนจงอย่าหยุดยั้งเพื่อนเดินทางจงอย่าอ่อนล้า
มาร่วมเป็นกำลังใจจุดหมายคงอยู่ไม่ไกล

http://music.kapook.com/newmusicstation/play.php?id=1668

เป็นกำลังใจให้ค่ะ "พี่หมูน้อย" @^O^@

  • สุขสันต์วันเกิด ครับคุณ Moomi
    สุขสันต์วันเกิดครับ ให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันคล้ายวันเกิดปีนี้อนุมัติไหมครับ (ฮา)
  • ได้ยินเสียงอวยพรวันเกิดมาตามลม...ก็เลยตามมาแวะเวียนอีกครั้ง
  • ขอบคุณกับคำอวยพร...พ่อแห่งบ้านใหญ่อวยให้ทั้งที ไม่อนุมัติก็คงจะใจร้ายเกินไปมั้งคะ จะว่าอะไรไหมเนี่ย หากจะบอกว่า จริงๆแล้วเป็นวันเกิดเพื่อนรักของmoomi แต่ยังไงก็อนุญาตเก็บคำอวยนี้ไว้นะคะ เพราะอีกเดือนก็จะถึงวันที่moomi อุแว้ๆออกมาเช่นกัน (ถือเป็นคำอวยพรแรกของปีนี้เลยทีเดียว)
  • บันทึกนี้ ขออภัยและยอมรับว่าเป็นบันทึกส่วนตัวจริงๆ ครับ

  • อยากบอกว่า บันทึกนี้เป็นบันทึกที่น่ารัก...บ่งบอกถึงความตั้งใจของผู้บันทึกที่ต้องการจะสื่อสาร บอกเล่า ถึงความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อน้องสาวที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขมาด้วยกัน

  • ยังเป็นกำลังใจให้เสมอนะคะ

ปล.ฝากเยี่ยมไข้คุณพ่อของนู๋หนิงด้วยนะคะ (ไม่รู้ว่าหายป่วยแล้วหรือยัง)

 

เจริญพร อุบาสก (หึหึ) เข้ามาพบโดยบังเอิญ หรือว่าจะเป็นเพราะอะไรก็ชั่งเถอะน่ะ เอาเป็นว่า วฏฺฏโก โลโก ก็แล้วกัน เข้ามาอ่านหลาย ๆ เรื่องที่อุบาสกเขียนแล้ว นับเป็นเรื่องที่ดี เป็นการแบ่งปัน ความรู้ ความคิดเห็น บางคนอ่านแล้วก็อาจได้แนวคิด แนวการทำงาน ได้กำลังใจ  หรืออย่างน้อยก็ได้อ่าน....

            ไม่ต้องสงสัยหรอกกับชื่อ "พระหลงทาง" เป็นนามที่ตั้งขึ้นมาเอง เพราะตอนนี้กำลังหาทางเดินสู่หนทางอันที่จะนำไปสุ๋ความสุข สงบ  อย่างแท้จริง ..(เดินไปได้เท่าไหร่ แค่ไหน ก็เอาเท่าที่ได้)

            พระอาจารย์สง่า สุจิตฺโต วัดศรีจันทร์ ขอนแก่น หลังจากที่จบ (กศ.ม) ที่ มมส. ปี 48 แล้ว ก็ เปลี่ยนเส้นทางเดินใหม่ ตามที่บอกข้างต้น  คือลาออกจากอาจารย์ วิทยาเขตอีสาน ปี 49  ตอนนี้ก้ยังอยู่ที่วัดเดิม   ส่วนท่านพระอาจารย์สังวรณ์ ก็ยังสอนอยู่ที่วิทยาเขตอีสานเหมือนเดิม

        แวะมาทักทายเท่านี้ก่อน ไว้จะแวะเข้ามาเยี่ยมอีก เพราะรู้แล้วว่าบ้านอยู่ไหน

สพฺพพุทธานุภาเวน สพฺพธมฺมานุภาเวน สพฺพสังฆานุภาเวน สทาโสตฺถี ภวนฺตุเตฯ

พระครูสมุห์สง่า สุจิตฺโต

 

     

สาธุ ครับ 

สาธุ ครับพระอาจารย์

พระอาจารย์สง่า สุจิตฺโต มาโปรดถึงในบล็อก
นานแล้วทีเดียวครับ ไม่ได้กราบนมัสการท่าน
ไปประชุมที่ขอนแก่นก็หลายหน แต่ก็ไม่ได้เข้าไปกราบนมัสการถึงที่วัด

พระอาจารย์สง่า สุจิตฺโต  เป็นพระรุ่นใหม่ (แม้ว่าอาจจะเก่ามาจากทางโลกก็ตาม (ฮา- - ไม่บาป นะครับพระอาจารย์)  คิดนอกกรอบในแวดวงดงขมิ้นอยู่เนืองๆ

พระอาจารย์สง่า สุจิตฺโต เป็นพระหนุ่มยุคแรกๆ ที่ใช้คอมพิวเตอร์ในกิจการพระศาสนา แต่ก่อนเมื่อครั้งยุคดอส เวิร์ดจุฬา เวิร์ดราชวิถี กระโน้น

ผมได้เรียนรู้ และรับการถ่ายทอดทั้งคดีโลก และคดีธรรมจากพระอาจารย์อยู่เนืองๆ

 

ขอกราบนมัสการพระอาจารย์ด้วยความเคารพครับ