ช่วงผมบวชอยู่วัดดง (ไม่ใช่วัดป่านะ) ณ เขาภูหลวง อ.ปักธงชัย จ. โคลาด   เมื่อปลายปี ๔๒  ได้ปีนเขาหินขึ้นไปถ่ายรูปต้นไม้   แล้วลื่นตกลงมาประมาณ ๓ เมตร  แขนครูดหินคมๆ เหวอะหวะ แผลมันลึกและยาวมาก หลายรอย มองเห็นไขมันขาวๆใต้ชั้นผิวหนัง   เลือดโชก  หยดติ๋งๆ 

 

มีเราอยู่กับหลวงพ่อรัศมี สองรูป (ตอนนั้นท่าน ๗๕ บัดนี้มรณภาพแล้ว)   ท่านเป็นหมอพระพื้นบ้านด้วย แต่กุฎิท่านก็อยู่ไกลไปอีกกิโลกว่าๆ   เราจึงไปเก็บเอาใบ “สาบเสือ”  ที่มีอยู่โดยรอบมาบีบคั้นขยี้ด้วยมือเพื่อเอาน้ำคั้นมาทาแผล  รักษาตัวเอง  มันแสบมากๆ  แต่เราเป็นชายชาติพระที่มีความหยิ่งลำพองตน จะให้ร้องโอยๆ ก็รู้สึกอายแมลงวันที่บินวนรอบๆ  (คงหวังจะมาตอมกินศพเรา)

 

 ...ตำรายานี้เราได้มาจากแม่แต่สมัยเด็กๆ  ซึ่งแม่ก็ได้มาจากตาอีกต่อ เพราะตาเป็นหมอสมุนไพร (อดีตนักเรียนนายร้อยตำรวจปีสุดท้ายที่ถูกไล่ออกเพราะไปพักรักษาตัวเป็นปี เลยกลายมาเป็นหมอสมุนไพรมันซะเลย) 

 

เราทาครั้งเดียว ไม่ได้ปิดแผล วันรุ่งขึ้น แผลดูดี  อีกวันแผลแห้ง เริ่มตกสะเก็ด ไม่กี่วันหาย ไม่มีรอยแผลเป็นสักนิดเดียว  ...มันเป็นยามหัศจรรย์จริงๆ 

 

ไม้นี้บางคนเรียกว่า  “ดงร้าง”   ก็มี เพราะมันเป็นพืชบุกเบิกที่ชอบขึ้นตามดงที่ร้าง (ดงที่ถูกถางเตียนจนร้าง)   ..หนังสือบางเล่มเรียกผิดเป็น  "ดงรั้ง"   ก็มี  (ทำให้เข้าใจยาก) 

 

จากนั้นมา ผมก็ใช้น้ำขยี้จากใบนี้รักษาแผลทุกครั้ง ไม่เคยใช้ยาอื่นเลย (ไม่ว่าไทยหรือเทศ)      และได้เอาไปแนะนำให้นักชีวะ  เภสัช หมอ  หลายต่อหลายคนนำไปศึกษา  เพื่อผลิตออกมาเป็นยาขาย 

 

...แต่ปลากดว่า  (น่ารวมทั้งปลาหมอ ปลาดุกด้วย )  ...ว่าเป็นเสียงเดียวกันว่า เงียบหายจ้อย  ..อีกหน่อยฝรั่ง ยุ่น มันอ่านภาษาไทยออก มาอ่านเจอบทความนี้เข้า มันคงเอาไปทำรวยกันเพียบแน่ แล้วสมาคมอนุกรักษ์พืชไทยฝ่ายต่างๆ ก็คงออกมาเดินขบวนต่อต่านกันใหญ่อีกตามเคย  เหมือนกรณีเปล้าน้อย  ...โสน้าน่า จิงๆ

 

 

สองวันผ่านมานี้ผมได้พบสับพคุนใหม่ ของสาบเสือ ด้วยการลองเอานิ้วโป้กะนิ้วชี้บีบคั้นเอาน้ำใบมาทา “ขี้กลาก” ที่เป็นเรื้อรังมา ๓๔ ปีแล้ว .....ปลากดว่า หายเกือบสนิทภายใน ๒ วัน ทั้งที่ทาวันละเพียง ๑ ครั้ง  แสดงว่ามันมีผลในการทำลายเชื้อจุลินทรีย์ที่มากินอาหารบนผิวหนังเราอย่างดีมาก

 

 

 ไอ้เชื้อขี้กลากนี้ (eczema) ผมได้รับมันมาครั้งแรกจากฝรั่ง  ตอนไปเรียนที่รัฐมิชิแกน  usa อากาศมันหนาวและแห้งมาก  จนผมคันน่อง ก็เลยเกา จนเป็นแผลเน่า ขนาดประมาณเหรียญบาท  จึงไปหาหมอมหาลัย หมอบอกว่าเป็น เอ็คซิม่า แล้วให้ยามาทา ก็ทุเลาไปได้มาก แต่ปลากดว่ามันไม่หายขาด   มันเพียงหลบลี้หนีหน้าเท่านั้น (lay dormant) เข้าใจว่าไปหลบอยู่ใต้ผิวหนัง พอถึงวันเลวคืนร้าย ที่ผิวหนังแห้งๆ มันก็ออกมาอาละวาด ผิวปูดออกมา และทำให้คันอีกด้วย  ... เป็นอย่างนี้ทุกปี ปีละสองสามครั้ง มาตลอด 

 

เคยคุยกะหมอไทย เธอว่า เอ็คซิม่าไม่ใช่ขี้กลาก มันคนละตัวกัน แต่ยังไงก็ตาม เวลามันเห่อมันทำให้คันและรำคาญมาก (สมาธิระดับลึกๆ อาจตัดได้แต่ระดับเราก็เกาไว้ก่อน อิอิ)   จะตัดขาทิ้งให้รู้แล้วรู้รอดก็กระไรอยู่ กลัวไม่มีขาไปบิณฑ์โปรดญาติโยม  ...แต่ จากนี้ไปไม่ต้องพึ่งยาฝรั่ง ที่มี  beta metasone  0.1%  เป็นตัวยาอีกแล้ว ไชโย

 

อันว่า สาบเสือนี้เป็นไม้ริมป่า ริมทาง ที่หาง่ายมาก ฉุกเฉินขึ้นมา ลองมองไปรอบๆตัวจะพบมันเสมอ  มักขึ้นริมไม้อื่น ไม่ขึ้นกลางแจ้งโดดๆ เป็นไม้พุ่มกึ่งล้มลุก โตเต็มที่บางทีอาจสูงได้ถึงสองเมตร แต่ที่พบเห็นทั่วไปสูงประมาณ ๑ เมตร เป็นอย่างมาก

 

http://www.biogang.net/biodiversity_view.php?menu=biodiversity&uid=5882&id=18657

 

สาบเสือมีกลิ่นฉุนบางๆ น้ำใบที่บีบขยี้คั้นออกมามีสีเขียวจัด นัยว่าดื่มกินแก้กระหายน้ำและรักษาโรคได้หลากหลาย (แต่ยังไม่เคยลอง)  นอกจากนี้ยังมี สาบควาย สาบแร้งสาบกา อีกด้วย  กลิ่นฉุนแตกต่างกัน ก็น่าจะมีการวิจัยหาตัวยารักษาโรคได้เหมือนกันนะ

 

...คนถางทาง (๒๙ กันยายน ๒๕๕๕) 

ปล. ยาหนึ่งขนาน ทำเงินได้แสนล้านต่อปี (ถ้าทำีดีๆ) ไทยเรามียาพันขนาน แต่ดักดา่นซื้่อแต่ยานอกมากิน ...จะโง่กันไปถึงไหนหนอพี่น้องเอ๊ย