อาจจะตอบกันได้ทันควัน จะสุขหรือกระทั่งทุกข์ก็อยู่ที่ใจ ตัวเราเองนี่แหละที่กำหนด ความรู้สึกเกิดขึ้นเพราะความคิดที่เรามีต่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต บางความคิดก่อให้เกิดความรู้สึกไม่ดี ที่เหลือก่อให้เกิดความรู้สึกดีหรือว่าสุขกว่า แต่คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่เราควรรู้สึกหรือไม่ควรรู้สึกอะไร แต่ต้องถามว่า ไอ้ที่เรารู้สึกอยู่ขณะนี้จะลบหรือบวกมันมีประโยชน์กับชีวิตเราไหม มันจะช่วยส่งเสริมให้เราไปถึงเป้าหมายที่ว่างไว้หรือป่าว รู้สึกแล้วเจริญใจไหม หรือว่าฉุดลากเราให้ตกต่ำลง ทำอะไรติดขัดไม่ราบรื่นไปหมด ทำนองนี้มากกว่า
โดยทั่วไปแล้วความโกรธ ความเครียดกังวล อารมณ์ซึมเศร้าหดหู่ และความรู้สึกผิด ซึ่งผู้เชี่ยวชาญศาสตร์แห่งความสุขจัดให้เป็น “สิ่งกีดขวาง 4 ประการบนหนทางสู่ความสุข” มักกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมหลีกหนีตัดขาดตัวองจากโลก เยียวยาตัวเองแบบผิดๆ ด้วยเหล้า ยาเสพติด การกินไม่หยุด หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงจิตในทางลบๆ อีกสารพัน และอาจรวมถึงการสูญเสียสมาธิ ทำอะไรหลงๆ ลืมๆ
ถ้าคิดว่าปัญหาต่างๆที่ร่ายมามันมีประโยชน์อะไรสักอย่าง ก็หล่อเลี้ยงให้มันดำรงอยู่ต่อไป แต่ถ้าไม่ ก็จงตระหนักว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งจำเป็น แม้การเปลี่ยนแปลงอาจเป็นเรื่องยากสำหรับบ้างคน แต่เราจะควบคุมอะไรๆได้ง่ายขึ้น ถ้ารู้ว่าต้องเริ่มจากตรงไหน และเช่นเดียวกับสิ่งอื่นๆ ความกล้าสามารถขึ้นอยู่กับการฝึกฝนและชั่วโมงบิน
เราทุกคนเสพติดอารมณ์ความรู้สึก อยากรู้สึกอย่างนี้ อยากรู้สึกอย่างนั้น ดีร้าย-มากน้อยต่างกัน ขึ้นอยู่กับรายละเอียดเฉพาะคน แต่ที่แน่ๆ ร้อยทั้งร้อยล้วนอยากรู้สึกมีความสุข แม้แต่พวกมาโซคิสต์ทางอารมณ์ รนหาทุกข์ใส่ตัวซ้ำๆ ก็ตกอยู่ภายใต้กลไกว่าด้วยการแสวงหาภาวะที่ทำให้ตัวเองรู้สึกพอใจ ประมาณว่าต้องทุกข์เพื่อยืนยันว่าชีวิตมีความหมาย
ขอให้มองการการปรับเปลี่ยนว่าเป็นกระบวนการ อย่าหมายความสมบูรณ์พร้อมเพียงในก้าวแรก โดยไม่ลืมว่าความคิดกำหนดทุกอารมณ์ความรู้สึกในใจเรา รวมทั้งอารมณ์ความรู้สึกเป็นสุขด้วย
ใครอื่นคิดแทนไม่ได้ ต้องคิดเองกำหนดเองเท่านั้น