วันจันทร์ ที่ 6 เดือน สิงหาคม 2555
กราบสวัสดีค่ะครู
วันนี้วันจันทร์ สิ่งที่เพียรกับตนเองคือรักษาคำมั่นกับครูวันนี้เป็นวันที่ 9 ใน 90 วัน หลังจากที่พลาดหนักไป 2 วันก็พยามยามระลึกถึงคำที่ครูให้ไว้มาเยียวยาตนเองว่า
“ทุกขณะคือ การเริ่มต้นใหม่”
“เป็นผู้หญิงมันภาวนายากต้องอดทน”
“เราไม่ใช่พระ ไม่ได้อยู่ในเพศของสมณะเป็นธรรมดาที่จะต้อง อดทนให้มากกว่า ฝึกให้มากกว่า เพราะไม่ใช่สมณะเพศที่พระพุทธองค์วางไว้ แต่ก็สำเร็จได้เพราะมีต้นแบบให้เห็นคือ ครู”
วางแผนกับตนเองในเช้านี้คือ พาแม่ไปหาหมอฟันตอนเช้า เพื่อจะได้ไปตรวจสอบสิทธิการเบิกจ่ายเพราะครั้งที่แล้วไปนอกเวลาสิทธิไม่ขึ้นค่ะ แต่บัตรนัดระบุ 18.00น. ตื่นเช้าต้มน้ำ RC ให้แม่ดื่มต้มข้าวให้แม่แล้วก็ออกไปวิ่งค่ะ กลับมาแม่ก็จัดสำรับไว้รอ อาบน้ำทานข้าวแล้วก็พาแม่ไป รพ.ศรีนครินทร์ พอไปถึงว่าจะทำฟันตอนเช้าเลยยื่นบัตรเสร็จอะไรเสร็จไปตรวจสอบสิทธิกลายเป็นว่า “ต้องทำใหม่ ข้อมูลหาย”
สันนิษฐานกับตนเองว่า อาจจะเป็นช่วงโอนถ่ายข้อมูลเพราะแม่ทำไว้นานแล้วค่ะครู พอตรวจสอบเรียบร้อยคนไข้เยอะมากจึงชวนกับแม่ว่า
“เราไว้รอมาตามนัดจะรู้สึกผ่อนคลายกว่า”
แจ้งพยาบาลแล้วก็พาแม่กลับไปพักที่บ้าน
ครูค่ะการที่พาแม่มาทำฟันระลึกถึง ครั้งหนึ่งที่ครูเมตตาให้พาแม่ของครูไปทำฟัน แล้วครูก็บอกว่า
“ให้หนูได้ซ้อมเพื่อไปปฏิบัติกับแม่ตนเอง”
วันนี้ได้ประจักษ์กับใจตนเองเลยเจ้าค่ะ หนูพยายามทำให้ดีที่สุด แม้จะรู้สึกเหนื่อยก็ตามแต่ก็ดีใจที่มีโอกาสได้ดูแลท่าน เหนื่อยก็อดทนบอกตนเองว่า “สั่งสมขันติบารมี” เขียนถึงตรงนี้ระลึกถึงหลวงปู่ท่านบอกหนูว่า “บารมีเรายังไม่เต็ม ให้สั่งสม” การได้ปฏิบัติต่อแม่ได้ทั้งทานบารมีด้วย พอไปส่งแม่ระหว่างนั้นก็ได้รับการประสานจากสำนักพิมพ์ว่าจะเอาหนังสือมาส่ง หนูปฏิเสธไม่ได้เลยค่ะครูว่า
“ใจจดจ่อ ลุ้นว่าหนังสือที่ลงแรงอย่างตั้งใจ บากบั่นทำจะออกมาอย่างไร”
แต่แม่ก็ต้องมาก่อนพอส่งแม่เสร็จ ทานข้าวเที่ยงกับท่านระลึกขึ้นมาว่า
“ยังไม่ได้ทำวัตรเช้า”
จึงเดินขึ้นห้องพระทำวัตรเช้าแล้วค่ะอยออกมาทำงานค่ะ
ก็แวะดูหนังสือที่ทำงานก่อน แต่เช้านี้หนูก็ละเลยการเข้าประชุมค่ะ ผิดศีลข้อสองและข้อสี่ ยอมรับโดยดีเจ้าค่ะ พอเข้าสำนักงานเจอพี่อ้อ เหมือนเราทั้งคู่ผ่านอะไรมาด้วยกัน น่าลงดูด้วยความรู้สึกอิ่มใจ มันเป็นเพียงกระดาษที่ถูกอัด ๆ รวมกัน แล้วมีเพียงหมึกที่แต้มลงบนกระดาษ แต่เราทราบดีว่า ทุกอักษรมีเรื่องราวที่มา มีบทเรียนมีการเรียนรู้ มีบาดเจ็บ มีท้อแท้ มีการลุกขึ้นสู้ อดทน จนกระทั่งเป็นสิ่งที่วางอยู่ตรงหน้า มันไม่ใช่แค่หนังสือ 1500 เล่ม แต่หนังสือเล่มนี้สอนหนูเรื่อง
“ศรัทธา”
หากเราศรัทธาในการทำสิ่งใด จะไม่มีคำว่า “เหน็ดเหนื่อย จะไม่มีข้อแม้ แม้จะเจออุปสรรค มีเพียงการหยุดพิจารณาแล้วก็หาทางออกที่ดีที่สุดบนข้อจำกัด ได้ทั้งกระบวนการทำหนังสือ การติดต่อประสานโรงพิมพ์ การตรวจพิสูจน์ การละความเห็นแก่ตัวเพราะสิ่งที่ทำคือ งานส่วนรวมแต่ลงแรงเหมือนจะไม่มีโอกาสอีกเลยเจ้าค่ะ”
ศรัทธาในการทำสิ่งนี้เป็นสิ่งที่หนูยังขาดการนำมาปรับใช้บนเส้นทางแห่งการปฏิบัติภาวนาของตนเองค่ะครู
แม้กระทั่งหนังสือเป็นเล่มวางอยู่ตรงหน้า หนูก็ยังไม่หยุดพัฒนาพิจารณาต่อว่า “ยังมีข้อบกพร่องในส่วนใดที่จะทำให้สมบูรณ์ขึ้นได้อีก”
กระบวนการนี้ภายในใจหนูเคลื่อนไปอย่างเป็นธรรมชาติสนุก คึกคัก แถมมีเพื่อนร่วมคิดแบบพี่อ้อเหมือนช่วยกันหาข้อบกพร่อง
ยิ่งสะท้อนสภาวะทางจิตใจของหนูว่า “ทำไมยังไม่สามารถปรับกระบวนการนี้มาใช้กับเส้นทางการภาวนาของตนเอง” ทั้งที่บนเส้นทางการภาวนามี “ครูเมตตาช่วยชี้ข้อบกพร่อง แต่ทำไมจิตใจหนูแย่ขนาดที่ไปโกรธเคืองครูทั้งๆที่ครูช่วยชี้หนทางการพัฒนาให้ดีขึ้น”
ก็เหมือนหนังสือ ใจหนูก็เหมือนหนังสือ ที่พิมพ์ออกมาแล้ว แต่ก็ยังมีข้อบกพร่องที่พัฒนาเพิ่มได้อีก เป็นกระจกสะท้อนความใจแคบของตนเองชัดขึ้นค่ะครู
แต่ละวันที่ผ่านมาดีแต่แถและคร่ำครวญ ไม่จริงจัง แถมยังเหวี่ยงรายวันแล้วไม่ค่อยยอมรับ ทำให้เป็นกรรมหนักมากขึ้น
ทำให้หนูเกิดคำถามกับตนเองว่า
“ทำยังไงถึงจะนำกระบวนการที่ปฏิบัติในการทำหนังสือมาปรับใช้กับตนเองบนเส้นทางการปฏิบัติภาวนาได้”
นึกย้อนสองอาทิตย์ที่ผ่านมา การเรียบเรียงทำงานหนังสือ หนูทำเป็นสิ่งแรก ๆ หลังตื่นและแทบจะก่อนนอนใจระลึกถึงเสมอ คิดอย่างจดจ่อเสมอว่า
“ทำยังไงถึงจะดีขึ้น”
นี่ใช่ไหมค่ะ ครูค่ะ บนเส้นทางการภาวนา
“หนูไม่เคยถามตนเองแบบนี้เลยว่า ทำยังไงถึงจะภาวนาดีขึ้น”
มีแต่คิดว่า
“ครูจะให้ทำอะไรนะ”
“ครูจะเอ็ดอะไรอีก”
เป็นจิตชั่ว ๆ ที่คอยส่งพิษของความขุ่นมัวไปทำร้ายครู
ตอนนี้หนูเริ่มถามตนเองแล้วเจ้าค่ะ
“ทำอย่างไรถึงจะภาวนาดีขึ้น”
ที่ได้กับตนเองที่ผ่านมาสองสามวัน คือ “พุทโธ” แล้วสังเกตรับรู้สึกที่เกิดขึ้นไป หนูไม่รู้จะเรียกอะไร เลยเรียกเลียนแบบคนอื่นว่า
“พุทโธร้อยสติ”
เพราะพอท่องพุทโธแล้ว เหมือนเห็น ได้ยิน รู้สึก สิ่งที่เกิดขึ้นภายในชัด แล้วก็บอกกับตนเองว่า นี่คือ “สติ” เจ้าค่ะ แต่ก็ไม่ได้ตลอด ไม่ได้ท่องเพื่อคาดหวังเอาความนิ่ง ความสงบ
ก่อนหน้านี้ที่ทำไม่สำเร็จ เพราะหนูคิดเอาเองว่า
“ท่องพุทโธ เพื่อให้สงบเป็นสมาธิ”
แต่ท่องยังไงก็แน่นอึกอัดเจ้าค่ะ มาพิจารณาดูสงสัย ทำเพราะความโลภมากอยากสงบ เลยฟุ้งหนักโมโหซ้ำไปอีก เลยพาลเจ้าค่ะ
มาตอนนี้พอได้กับตนเอง แต่ก็ไม่ได้ตลอดเจ้าค่ะ แต่ได้เห็นว่า แบบนี้ใช้กับตนเองได้ “พุทโธแล้วหายใจสบาย เห็นลมหายใจแผ่ว ใจโล่ง ความอิจฉาเข้ามาก็เห็นแว๊บ บางทีก็พุทโธแล้วได้ยินเสียงลม เสียงใบไม้”
พอได้เวลาบ่าย ๆ หนูเข้าประชุม แต่ก็ยังมีการประสานงาน ก็ได้เจออาจารย์และเพื่อน ๆ พี่ ๆ หลายท่านค่ะแต่ก็ไม่ได้จังหวะเข้าไปทักจนแยกกลับไป สะท้อนใจข้างในของหนูที่ “อกตัญญู” อาจารย์สอนมาแท้ๆแต่ไม่นอบน้อมเข้าไปไหว้ทักทาย เหตุผลมาทีหลังเสมอ ได้ทักเพียงไม่กี่ท่าน ได้เห็นตัวชั่วที่มัน
“ไม่กล้าทำความดีตัวนี้เจ้าค่ะครู”
เย็นๆเริ่มรู้สึกล้ากับตนเอง หนูใช้ร่างกายเยอะมาก ใจช่วยก็หาทางดิ้นไปกินไส้กรอกกินตำขนมจีน แล้วค่อยพาแม่ไปหาหมอฟัน หนูช้ากว่าเวลานัด พี่โทรมาตามศีลข้อสี่ด่างพร้อยอีกแล้วดีที่เลื่อนได้ หนูย้ำกับตนเอง
เข้ามาบ้านต้องเก็บกระเป๋าเพราะว่าพรุ่งนี้ต้องเดินทางไปกรุงเทพ 4 วันค่ะ มีประชุม กว่าจะกลับก็วันศุกร์พอดี แล้วคืนนี้ต้องไปส่งแม่กลับบ้านที่กาฬสินธุ์ ตอนเช้าค่อยขับมาที่ขอนแก่นต้องขึ้นรถประมาณแปดโมงครึ่ง ร่างกายเหนื่อยเหมือนกันค่ะครู ใจก็ยังตั้งแล้วล้ม ตั้งใหม่แล้วก็ล้ม ได้แต่ระลึกคำที่ครูเมตตาบอกไว้ว่า
“ให้เอาข้อดีของเรามาใช้ให้เป็นประโยชน์ เอาความอึดของเรามาใช้ให้เป็นธรรม”
กว่าจะทำฟันแม่เสร็จ ก็เกือบ ๆจะสามทุ่ม ค่อยๆขับกลับบ้าน อาการจะหลับในมาเกิดขึ้นตอนใกล้ๆเข้ายางตลาด เหมือนไม่ไหวจริงๆ จะประมาทเกินไปผิดศีลข้อ 5 แม่เสนอว่า
“เหนื่อยก็นอนก่อนลูก”
จึงปรับเบาะนอนพักค่ะครู งีบไปเป็นชั่วโมงหลับลึกทีเดียวเจ้าค่ะ แล้วค่อยขับต่อมาถึงบ้าน พอเข้าบ้านแม่ไปนอนพัก หนูก็เดินไปที่โต๊ะหมู่บูชาเป็นมุมที่ที่บ้านจัดเป็นคล้าย ๆ ห้องพระอยู่ชั้นล่าง นั่งลงทำวัตรเย็นตอนหกทุ่ม นั่งภาวนาแล้วก็เดินจงกรม วันนี้ตอนเย็นไม่ได้วิ่งเจ้าค่ะ แต่ก็เลือกที่จะเดินเพราะรบกวนญาติที่นอนอยู่ให้น้อยที่สุด
วันนี้วันที่ 9 อุปสรรคที่เข้ามาทดสอบมากขึ้น หากคะแนนเต็ม 10 วันนี้หนูให้ตนเอง 8 เจ้าค่ะครู แม้จะมีพลาดแต่ก็เห็นใจที่พยายามพลิกแก้ไข
กราบขอบพระคุณครูที่เมตตาเจ้าค่ะ และขอโอกาสกราบขอขมาในความผิดพลาดทั้งปวงที่ศิษย์ได้กระทำต่อครู โดยตั้งใจก็ดี ไม่ตั้งใจก็ดี ต่อหน้าก็ดี ลับหลังก็ดี...............อโหสิกรรมให้หนูด้วยนะเจ้าค่ะ
ปล.
เมื่อวานได้เห็นเหตุที่ตนเองทำให้ครูถูกคนรอบข้างหนูตำหนิ และเห็นแนวทางแก้ไขเจ้าค่ะ เหตุเกิดจากที่นั่งพิมพ์การบ้านด่วนที่ครูให้ หนูลุกลี้ลุลนทำ จนแม่ถาม แล้วเหมือนท่านกำลังเหวี่ยงหนูระลึกได้ว่า
“ไม่ได้นะ จะให้ใครคิดอกุศลกับครูไม่ได้ ยิ่งแม่ยิ่งไม่ได้ใหญ่เลย พาแม่ตกนรกกรรมหนัก”
หนูจึงตั้งสติปรับอารมณ์ ยิ้มแล้วหันมาคุยกับแม่แบบใจนิ่ง ๆ รับรู้ได้ว่า “ข้างในท่านเปลี่ยนค่ะครู”
ต้นเหตุจากหนูเป็นแบบนี้เองถ้าหนูประคองอารมณ์ข้างในได้ ไม่ให้อารมณ์ครอบงำ คนรอบข้างก็จะไม่เพ่งโทษครู
ข้อนี้ได้เรียนรู้ ก่อนส่งการบ้านครูทาง mail เมื่อวานเจ้าค่ะ