เมื่อผมนั่งส่องพระนางพญา ผมได้หวนนึกถึงความยากลำบากของการเรียนโดยแทบไม่มีครู
ต้องลุยด้วยตัวเองเกือบตลอดทาง
มีคนเข้ามาชี้ทางบ้างก็เล็กน้อยกระท่อนกระแท่น ไม่ตลอดรอดฝั่ง
ทำให้ผมล้มลุกคลุกคลานมาในแทบทุกเนื้อ ทุกกรุ
แต่ด้วยความตั้งใจที่จะเอาชนะให้ได้ ผมจึงสู้มาตลอด จนถึงฝั่ง ที่ทำให้ได้พระนางพญาเข่าโค้งมาทุกเนื้อ ทุกราคา ตั้งแต่หลักร้อย จนถึงหลักหมื่นกลาง
และใช้พระหลักหมื่นกลางย้อนกลับลงไปดูพระหลักพัน และพระหลักร้อยตามลำดับ
ผมจึงเริ่มจับประเด็นทีละอย่าง ที่ว่าเป็นลักษณะพระแท้ ดูง่าย ไปจนถึงพระแท้ดูยาก ที่อาจจะไปปนกับพระเก๊ดูยาก
สิ่งแรกที่ผมจับประเด็นได้คือ
ร่องทราย ที่มน เนียนรอบๆเม็ดทรายมน
- ที่ในพระฝีมือมักจะทำแบบไม่เรียบ
- ทำไม่ครบทุกเม็ด
- แต่ผมก็ไปหลงตีเก๊พระเนื้อแกร่งที่ไม่มีร่องทราย หรือร่องทรายตื้น
- แต่ถ้าจับประเด็นได้ แม้จะแกร่งปานใดก็มีร่องทราย แต่ตื้นกว่าเท่านั้น
- และพลาดไปตีเก๊พระเนื้ออ่อนที่ไม่มีแรงเกาะเม็ดทราย ทำให้ไม่มีร่องทราย มีแต่เม็ดทรายหลุด
หลักการที่สอง คือ
เม็ดทรายมน โผล่พ้นผิวดิน ที่ส่วนนูน
- ที่ในพระฝีมือจะมีเม็ดทรายนูน แต่ไม่เรียบ เป็นเหลี่ยมคม
- ที่ฝีมือจัดจะมีการขัดแต่งเม็ดทรายบ้าง แบบหน้าแบนๆ ไม่มน
- พระฝีมือเหล่านี้จะพยายามทำคราบโปะในร่องที่แต่งเม็ดทรายไม่ได้
- พอจับทางได้ จึงเน้นดูพระที่ผิวค่นข้างสะอาด เห็นเนื้อในร่องได้ชัด
- แต่ก็ไปหลงตีเก๊พระเนื้อเดิมๆ ที่มีคราบกรุ และคราบปูน
หลักการที่สาม คือ
เม็ดทรายเหี่ยวเป็นริ้วที่ผิวกร่อน
- ที่ต้องใช้แสงและเวลาในการดูเม็ดทรายทีละเม็ด ด้วยกล้องส่องกำลังขยายสูง
- ใช้ได้ผลดี แต่ต้องใช้เวลา อาจทำให้ "หมู" ตื่น
- เลยต้องแกล้งส่องดูทุกองคืแบบเดียวกัน ให้จับทางเราไม่ได้
หลักการที่สี่ คือ
ดูเนื้อแน่น แกร่งมัน
- ที่ทำให้หยิบได้ดีขึ้น
- แต่ก็ไปหลงตีเก๊พระเนื้ออ่อน และที่มีคราบกรุ คราบปูนปิดบัง
หลักการที่ห้า คือ
ดูพิมพ์
- เมื่อเริ่มจำพิมพ์ได้
- สามารถมองพระได้ แม้ก่อนจะหยิบส่อง
- ช่วยให้ประหยัดเวลา แต่ต้องใช้ความรู้มากทีเดียว
จากห้าหลักการที่ผมค่อยๆพัฒนามาด้วยตนเอง ผมจึงนำมาปรับให้มือใหม่หัดส่องสามารถนำไปใช้ได้อย่างเป็นจริง
- แบบ"ยัง" ไม่มีความรู้มากนัก และ
- เพื่อเป็นการพิจารณาหยิบพระโดยใช่เกณฑ์ขั้นต่ำ สำหรับมือใหม่ที่ยังขาดประสบการณ์
ที่สามารถหยิบและตัดสินใจพลาดน้อยที่สุด ก็คือ สิ่งที่ช่างยังไม่ได้ทำในพระเก๊ โดยลำดับจากนอกเข้าใน คือ
- คราบกรุ ที่ต้องเป็นฝุ่นดิน
- แต่ในพระเก๊อย่างมากก็มีสารเคมีเลอะๆโปะมาบนผิวพระ
- คราบปูน ที่เป็นปื้นขาวๆ นวลๆ หนาบ้างบางบ้าง
- ที่ช่างอาจใช้แป้งโปะเลอะๆ ไม่เกาะแน่น ไม่เนียน
- คราบยุ่ย ที่เป็นเนื้อผุ ของเนื้อพระเดิม ในพระเนื้ออ่อน ที่ต้องมีร่องทรายด้วยเท่านั้น
- ที่ช่างจะใช้ดินต่างสี ที่มักสีอ่อนๆ มาโปะในร่องโดยไม่ยุ่ย
- ร่องทราย ที่จะลึกในพระเนื้อกลางๆ ตื้นในพระเนื้อแกร่ง และไม่มีในพระเนื้ออ่อน (แต่จะเป็นหลุมทรายแทน)
- ที่ช่างมักจะไม่ทำ
- แต่อาจใช้เม็ดทรายกดลงไปบนผิว เป็นรอยบุ๋มลงในเนื้อดินเหนียว
- มองเห็ยรอยการกด มากกว่าการกร่อน
- ทรายมน แน่น และนูนสูงกว่าผิวพระ
- ช่างจะทำเหมือนกัน แต่มักจะไม่มน เป็นเม็ดทรายเหลี่ยมๆ คมๆ
- ริ้วกร่อนบนเม็ดทรายทุกเม็ดที่โผล่ ที่เป็นการกร่อนโดยธรรมชาติ และหรือกร่อนจากการใช้พระ
- ถ้ากร่อนโดยธรรมชาติจะเป็นริ้วๆที่ผิวทราย ถ้ากร่อนจากการใช้จะเป็นด้านๆ เม็ดๆ
- ของเก๊จะใช้วิธีการขัดแต่ง มักจะมีผิวเรียบจากการขัดด้วยเครื่องมือ และทำไม่ได้ทุกเม็ด
ทั้งหกประเด็นนี้ เป็นสิ่งที่ช่างยังไม่ได้ทำ หรือทำต่างไปจากของจริง
ที่สามารถใช้ในการตัดสินใจหยิบพระได้ครับ
ขอให้โชคดีกว่าผมครับ
แบบองค์นี้พอถึงยุคหรือเปล่าครับ
ด้านหลังครับ
องค์ที่สองครับ
ด้านหลังครับ
ยุคไหนละครับ เนื้อแกล้งทำแบบนี้เจตนาร้ายแน่นอน อย่าไปติดกับการเล่นคำของเซียนเลยครับ ใช้คำจริงๆดีกว่าครับ พระใหม่หรือเก่าก็น่าบูชา ถึงยุคไม่ถึงยุคก็ดีทั้งนั้น ยกเว้นพระเก๊ไม่ควรเล่นครับ
ได้มา 1 องค์ครับอาจารย์ นางพญาเข่าโค้งพิษณุโลก รีบถ่ายภาพโพสมาให้อาจารย์ช่วยดูอีกทีครับ
ด้านหน้า
ด้านหลัง
ขอบตัดด้านข้างครับอาจารย์ รบกวนพิจารณาด้วยครับอาจารย์
ดูเป็นดินดิบไหมครับ คราบก็ดูแปลกๆครับ
ของผมเองครั
บ
เป็นดินเผาครับ
ไม่มีร่องรอยการเผา และไม่ใช่ดินดิบ
ผมเดาว่าเป็นพลาสติกอัดครับ อิอิอิอิ