กิจกรรมความพิการข้างต้น ช่วยให้การสอนเรื่องเบาหวาน-ความดันโลหิตสูง เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากขึ้น

เมื่อเดือนมิถุนายน 2555 พี่พยาบาลที่ฉะเชิงเทราติดต่อให้ไปจัดกิจกรรมให้กับแกนนำเบาหวาน-ความดันฯ ซึ่งมีทั้ง อสม. และผู้ป่วยเอง ด้วยความมุ่งมั่นของพี่พยาบาล ทำให้เผลอตกปากรับคำที่จะไปช่วยจัดให้ และด้วยความยุ่งของทีมงานโรงพยาบาลครบุรี จึงต้องใช้วิทยากรเดิม ๆ ซึ่งย้ายที่ทำงานแล้วไปช่วยกัน คือ เภสัชฯ กวางและน้องหน่อย นักจิตวิทยา

การใช้วิทยากรต่างที่ทำงาน ทำให้การนัดหมายเตรียมการมีน้อยมาก คือ ประมาณ 2–3 วัน ก่อนถึงวันจัดกิจกรรม แต่ด้วยความเป็นมืออาชีพของน้อง ๆ เราก็สามารถเตรียมงานได้เป็นอย่างดี แต่ที่น่าสงสารคือพี่พยาบาลเจ้าของงานเพราะรายการอุปกรณ์ของที่จะต้องใช้ จะออกหลังจากวิทยากรได้ประชุมกัน คือ 2-3 วัน ก่อนถึงวันงาน แต่พี่เขาสามารถมาก ๆ เตรียมการได้พร้อม และที่น่าชื่นชมคือทีมงานของพี่เขาเก่งมาก ไม่ได้คุยกิจกรรมกันก่อนเลย แต่ในวันงานบอกให้ทำอะไร ก็ทำได้อย่างดีเยี่ยม

งานนี้ ทีมของเรารับผิดชอบวัตถุประสงค์เรื่องการสร้างความตระหนัก การรู้จักและเข้าใจโรคเบาหวาน-ความดันโลหิตสูง โดยมีเวลาให้ 1 วัน (10.00 – 16.00 น.) ตารางกิจกรรมคร่าวๆ มีดังนี้

  • ช่วงแรกเป็นการสร้างสัมพันธภาพ กิจกรรมที่ใช้ น้องหน่อยใช้เพลงสวัสดี แล้วต่อด้วยเพลงฉิ่ง ฉิ่ง ฉับ  ฉับ บ้างร้อง บ้างรับ ตีฉับตีฉิ่ง บ้างนั่งนิ่ง ๆ ตีฉิ่งตีฉับ แล้วมีท่าประกอบ โดยไขว้จับจมูกกับหู สลับไปมา มีคุณป้า อายุ 70 ปีทำได้เก่งมากเลย
  • แล้วเริ่มด้วยการพูดถึงภาวะแทรกซ้อน ที่อาจเกิดขึ้นได้ถ้าไม่ดูแลเบาหวานและความดันโลหิตให้ดี
  • ต่อด้วยการแบ่งกลุ่มพูดคุยถึงพฤติกรรมสุขภาพที่ทำให้เป็นเบาหวานความดันโลหิตสูง  ต้องบอกว่า ผู้เข้าร่วมอบรมรอบนี้พูดเก่งมาก ๆ อาจเป็นเพราะเป็นคนในเมืองที่กล้าพูดมากกว่าคนในชนบท
  • เกมวัดดวง เพื่อแจกความพิการ ในแต่ละกลุ่ม เช่น ตาบอด ก็ต้องปิดตา ขาขาด 1 ข้าง ต้องเดินด้วยไม้เท้า ยกขาข้างถนัดขึ้น  อัมพาต ต้องเอามือข้างถนัดใส่กระเป๋า แล้วลงนั่งถัดไปกับพื้น  ซึ่งการแจกความพิการด้วยท่าทีที่ไม่เคารพต่อผู้หลักผู้ใหญ่ จะเป็นท่าทีที่ดีกว่าการสั่งการ ซึ่งวันนั้นต้องขอบพระคุณคุณตาอายุ 72 ปี ที่จับได้อัมพาต และยอมลงไปนั่งถัดกับพื้น ทำให้เพื่อนรุ่นน้องคนอื่นยอมทำตาม

จากนั้นแต่ละกลุ่มก็พากันไปผ่านฐานใช้ชีวิตต่าง ๆ ได้แก่

  • ฐานกินอาหารว่าง ซึ่งในวันนั้นเป็นขนมกุ๊ยช่ายที่อยู่ในถุงพลาสติก มีน้ำจิ้มต่างหาก มีน้ำสมุนไพรและชา กาแฟ ถ้าต้องการกินก็ต้องชงเอา ได้เห็นภาพที่คนขาขาดและคนเป็นอัมพาตในการช่วยคนตาบอด ซึ่งมีหลายคนพบว่าทุกข์มาก ยอมกินกุ๊ยช่ายไม่ใส่น้ำจิ้ม กินอาหารหกเลอะเทอะ ตักอาหารลำบาก ไม่กินกาแฟเพราะยากเกินไปหรือยอมกินในรสชาติที่ไม่ชอบ 
  • ฐานแต่งตัว ก็ให้ทุกคนได้มีโอกาสใส่เสื้อและกางเกงผู้ป่วยทั้ง ๆ ที่มีความพิการ ซึ่งฐานนี้ต้องบอกว่าพี่พยาบาลที่ฉะเชิงเทราเก่งมาก เพราะใช้เวลาบอกรายละเอียดของฐานที่พี่เขาจะต้องช่วยดูแลเพียง 5 นาที พี่เขาก็ทำได้ดีมา 
  • ฐานกินยา ซึ่งทำให้ผู้ป่วยเห็นความยากลำบากชัดเจนมากว่าถ้าตาบอดและเป็นอัมพาต ยากมากที่จะกินยาได้ ซึ่งคนขาขาดรู้สึกดีขึ้นมาทันที
  • ฐานเราทำได้ ฐานนี้เป็นการวาดภาพ ซึ่งจัดขึ้นเพื่อให้เกิดกำลังใจว่าเราทำได้แม้มีความพิการ (กลัวผู้เข้าร่วมรู้สึกหดหู่มากเกินไป)

กิจกรรมความพิการข้างต้น ช่วยให้การสอนเรื่องเบาหวาน-ความดันโลหิตสูง เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากขึ้น

ช่วงบ่าย เราก็ทำกิจกรรมเรียนรู้จักเบาหวานผ่านละครนางสาวน้ำตาลแต่งงานกันทิดอินซูลิน  โดยให้ผู้เข้าร่วมเป็นตัวละคร ซึ่งมีการแต่งเรื่องราวเพิ่ม ตั้งแต่อยู่ในวัยเด็กจนเป็นกลุ่มเสี่ยงและเป็นเบาหวานในที่สุด

การเรียนรู้จักความดันโลหิตสูง ทำได้เพียงการใช้ Powerpoint โดยเทียบกับการปั๊มน้ำเข้านาเท่านั้น เพราะเวลาไม่พอ แค่นี้ก็สอนเสร็จตอน 5 โมงเย็นกว่า ๆ แล้ว

สิ่งที่ทีมวิทยากรได้เรียนรู้ ได้แก่

  • ทีมงานที่ได้ถูกพัฒนามาแล้ว ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็ทำงานได้ดี ก็คงต้องสร้างคนไปเรื่อย ๆ
  • กิจกรรมสร้างความตระหนัก ควรทำเป็นกิจกรรมแรก ๆ เพื่อให้เรื่องราวต่อมาเป็นเรื่องน่าสนใจ
  • ละครเบาหวาน อาจต้องมีการเขียนเนื้อหาสะสมไว้ เพื่อให้ไม่งงมากเวลาจัดกิจกรรม (แต่ยังไม่ได้ทำเลย)
  • อาจต้องคิดกิจกรรมผ่านประสบการณ์ตรง หรือเครื่องมือที่จะทำความเข้าใจโรคความดันโลหิตสูงในอนาคต

ขอบคุณฉะเชิงเทราที่ให้โอกาสพวกเราทำงาน

พญ.สกาวเดือน นำแสงกุล