ระหว่างที่ปั่นจักรยานมาห้องทำงาน ผมนึกถึง อ.กัลยา (ผศ.กัลยา...) ที่ท่านเกษียณอายุราชการไปแล้วประมาณ ๕ ปี ทราบว่า ปัจจุบันท่านสุขสบายดีกับครอบครัววัยเกษียณเหมือนกันทั้งสามีและภรรยา

  ท่าน อ.กัลยา แม้จะเป็นคนตรงไปตรงมา แต่ท่านเป็นผู้สูงอายุที่น่าเคารพ ผมปั่นจักรยานไปก็นึกถึงท่านไป ดังนั้น การบันทึกใน B นี้ ขอสรรเสริญคุณธรรมของท่านอาจารย์ก็แล้วกัน

  การงานไม่คั่งค้าง (อนากุลา จ กมฺมนฺตา) จากการสังเกตของผม ตลอดถึงคำพูดของเพื่อนร่วมงานซึ่งยังคงพูดถึงกันอยู่(การคุยล่าสุดคือเมื่อสองสามวันที่ผ่านมา) ท่านจะเป็นคนไม่ปล่อยงานให้ค้างไว้ เช่น หากวันนี้สอบ ตอนเย็นท่านจะรับข้อสอบไปตรวจ วันรุ่งขึ้นท่านจะส่งเกรดทันที ทั้งที่นักศึกษาในกำมือของท่านนั้นไม่น้อยเลย(เป็นวิชาศึกษาทั่วไป) ท่านทำมาแบบนี้ เท่าที่รับรู้และเห็นคือไม่เคยพลาด นอกจากนั้นเป็นงานอื่นๆ ท่านจะรีบสะสางไม่ปล่อยให้งานค้างไว้ คือไม่ปล่อยเวลาให้กับครอบครัวและการท่องเที่ยวก่อนงานในหน้าที่ (ท่านเป็นผู้หญิง)

   การเสียสละแบ่งปัน (จาคะ / ทาน) ทุกปีใหม่ บรรดาแม่บ้าน คนงาน จะได้รับของขวัญจากท่าน ซึ่งมันอาจจะไม่แพงอะไร หากแต่เป็นน้ำใจที่ผู้สูงอายุจะมอบให้แก่คนที่ตั้งใจทำงาน ในงานที่ทำร่วมกันเช่นการเขียนตำรา หากมีทุนสนับสนุนจากส่วนกลาง ท่านจะแบ่งปันให้แก่ผู้ทำงานอย่างเพียงพอต่อความเหนื่อยยาก บางครั้งท่านทั้งที่ทำงานมากกว่าแต่ท่านขอรับน้อยกว่าหรือเท่าๆกับผู้มีอายุน้อยกว่าท่าน ท่านจะมีของฝากติดไม้ติดมือมาให้เสมอ(จะบอกว่าเป็นลูกน้องก็ไม่เชิง เพราะท่านไม่ได้มองว่าใครเป็นลูกน้อง) ของที่ผมได้รับจากท่าน และหยิบขึ้นมาแล้วระลึกเสมอคือ หนังสือ ความเสียสละแบ่งปันนี้ไม่ใช่เฉพาะคนเท่านั้น แม้แต่สุนัขก็ได้รับความเมตตาจากท่านด้วย ท่านเคยกล่าวว่า ถ้าจะให้ใครต้องทำให้ดีๆ เช่น ให้อาหารสุนัข หากเป็นปลา จะเลาะเอาแต่เนื้อให้เท่านั้น ส่วนก้างจะทิ้งถังขยะ ท่านกล่าวว่า คนกินก้างยังติดคอ หมามันก็ติดคอเหมือนกัน(หลายคนมักให้ของเหลือคือก้างปลากับหมา) ในการช่วยงานทางสังคม การช่วยของท่านไม่ได้หวังว่าจะได้คืนและไม่ใช่น้อยๆ ทั้งที่รู้ดีว่าอาชีพครูอาจารย์นั้นเป็นอาชีพอุดมการ ท่านจึงไม่เห็นเรื่องเงินเป็นเรื่องใหญ่ อันใดที่มีเงินเข้ามาเป็นค่าตอบแทน เช่น การสอนพิเศษนอกเวลาราชการ หากมีชั่วโมงเหลือท่านจึงจะรับ แต่ท่านจะให้น้องๆที่ทำงานหาเช้ากินค่ำก่อนหรือเพิ่งเริ่มสร้างเนื้อสร้างตัว แตกต่างจากหลายท่านที่อายุมากแล้วก็ขอเก็บงำเรื่องนี้ให้เพียงพอหากเหลือจึงให้คนอื่น

   ความซื่อสัตย์/สัจจะ/ซื่อตรง ปกติในแวดวงราชการ เราจะมีการเซ็นชื่อเข้างาน โดยคนแรกเซ็นชื่อ ๐๖.๐๐ น. เพื่อเผื่อเพื่อนที่มาทีหลัง คนแรกอาจมา  ๐๗.๐๐ น. หรือกว่านั้น ก็เซ็น ๐๖.๐๐ น. ผมเคยล้อเพื่อนว่า โกหกกันตั้งแต่เช้าเลยนะ แต่ท่านอาจารย์กัลยา มาเซ็นต์ ๐๖.๐๐ น. ตรง ไม่ใช่มา ๐๗.๐๐ น. แล้วเซ็นต์ชื่อว่า ๐๖.๐๐ น. คำพูดของท่าน เมื่อพูดออกไปแล้ว คำไหนคือคำนั้น จะไม่บิดพริ้ว การเข้าห้องสอน ๐๘.๓๐ น. คือ ๐๘.๓๐ น. ไม่ใช่ ๐๘.๓๐ น. แล้วเป็น ๐๗.๐๐ น. ปกติท่านไม่ใช่คนพูดเจาะแจ๊ะ ท่านเป็นคนอารมณ์ดี แต่ไม่ใช่เอาเวลาไปเจาะแจ๊ะกับคนโน้นคนนี้ เท่าที่เห็น เวลางานคืองาน(ซื่อตรงต่องาน) ที่ผ่านมาทั้งหมดไม่เคยได้ยินซุบซิบหรือสังเกตเห็นใดๆ กับการงุบงิบทรัพย์สินทางราชการ มีแต่จะให้มากกว่า เช่น การซื้อหนังสือเข้าให้ส่วนกลาง

   ความขยัน/พากเพียร/พยายาม (วิริยะ) ผมยอมรับในเรื่องนี้ว่าท่านขยันจริง ถ้าว่างคืออ่านหนังสือ ค้นคว้า ไม่ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปอย่างน่าเสียดาย 

   การให้อภัย (อภัยทาน) แม้ท่านจะเป็นคนตรงไปตรงมา แต่ท่านจะให้อภัยเสมอๆ หากสิ่งที่ทำนั้นมันมีเหตุมีผลหรือเงื่อนไขบางอย่างให้ต้องทำ แต่ถ้าทำผิดจนเคยชินหรือเป็นคนชั่วโดยสันดาน ท่านจะไม่ปล่อยคนแบบนี้ไว้ในวงราชการให้เสื่อมเสีย

  พรหมวิหารธรรม ๔ คนภายนอกอาจเห็นท่านแล้วรู้สึกกลัว เพราะท่านตรงไปตรงมา จะพูดอะไรหรือไม่เข้าใจเรื่องใดให้พูดออกมาตรงๆ ไม่ต้องอ้ำอึ้ง หลายคนที่ดีไม่จริงจึงดูจะเกรงๆท่าน อย่างไรก็ตาม ท่านมีเมตตาเสมอ และเมตตาต่อทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่ยังลำบาก ความเมตตานี้ส่วนหนึ่งอาจมาจากความสงสาร อย่างไรก็ตาม หากใครได้รับความสำเร็จใด ท่านจะแสดงความยินดีเสมอ และจะคอยเอาใจใส่หากพลาดพลั้ง

  ก่อนเกษียณท่านพูดว่า เป็นห่วงพวกน้องๆไม่รู้ว่าจะอยู่กันอย่างไร(น้องๆที่เป็นลูกจ้างที่ดูจะร่อแร่ไม่มีใครคอยปกป้องในความตั้งใจทำงานและไม่มีเวลาเข้าไปฉอเลาะใคร) ผมพูดกับท่านว่า ทุกคนเกิดมามีกรรม ทุกคนเป็นไปตามกรรมที่ตนทำไว้ ดังนั้น อย่าได้กังวลใดๆ 

   นอกจากนั้น ยังมีอีกหลายๆ เรื่องที่ยังประทับใจไม่รู้ลืม แม้ทุกวันนี้จะไม่ได้ติดต่อท่านแล้ว แต่ยังระลึกถึงเสมอ ต้องขอบคุณความคิดในวันนี้ให้นึกถึงสิ่งดีๆในตอนเช้า

๒๘ ก.ค.๒๕๕๕ / ๐๗.๕๑ น.