การเรียนรู้สมัยใหม่ต้องเน้นการงอกงามความรู้จากภายในตนของผู้เรียนไม่ใช่เน้นรับถ่ายทอดจากภายนอก.....................

 

          ย้ำนะครับว่าเด็กไทยทุกคนเป็นเด็กด้อยโอกาสและ "โอกาส" ที่ว่านั้นคือโอกาสในการพัฒนาตนเองให้เต็มศักยภาพ

 

          ผมเกิดความคิดนี้จากการชมวิดีทัศน์ของสสค. เมื่อเช้าวันที่๒๖มิ.ย. ๕๕ในการสัมมนาวิชาการเรื่องการสังเคราะห์ชุดความรู้ด้านการปฏิรูปการศึกษาในต่างประเทศที่บอกว่าเด็กไทย๕ล้านคนเป็นเด็กด้อยโอกาส

 

          ผมเถียงในใจว่าไม่ใช่เพียงเด็กไทย๕ล้านคนเท่านั้นที่ด้อยโอกาสแต่ผมเห็นว่าเด็กไทยทุกคนเป็นเด็กด้อยโอกาสคือด้อยโอกาสที่จะพัฒนาตนเองให้เต็มศักยภาพของตนเพราะระบบการศึกษาของประเทศไทยเดินผิดทาง

 

          ดร. ศุภชัยศรีสุชาติแห่งคณะเศรษฐศาสตร์มธ. วิทยากรในการประชุมบอกว่าพรบ. การศึกษาฯพ.ศ. ๒๕๔๒มาตรา๔ระบุว่า "กระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคมโดยการถ่ายทอดความรู้การฝึกการอบรมการสืบสานทางวัฒนธรรมการสร้างสรรค์จรรโลงความก้าวหน้าทางวิชาการการสร้างองค์ความรู้อันเกิดจากการจัดการสภาพแวดล้อมสังคมการเรียนรู้และปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคลเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต"

 

          โปรดสังเกตว่าข้อความที่คัดลอกจากพรบ. ระบุการถ่ายทอดความรู้เป็นวิธีการแรกของกระบวนการเรียนรู้ซึ่งหลักการเรียนรู้แบบ 21st Century Learning และ Learning Pyramid บอกว่าไม่ใช่แต่ต้องเปลี่ยนไปเน้นการเรียนรู้แบบที่ผู้เรียนลงมือทำ (Learning by Doing)   ไม่ใช่เน้นเรียนแบบรับถ่ายทอดความรู้จากครู

 

          การเรียนรู้สมัยใหม่ต้องเน้นการงอกงามความรู้จากภายในตนของผู้เรียนไม่ใช่เน้นรับถ่ายทอดจากภายนอกโปรดดูภาพ Learning Pyramid นี้

 

          การงอกงามความรู้จากภายในตนทำโดยการลงมือปฏิบัติในกระบวนการที่เรียกว่าการเรียนแบบโครงงาน(Project-Based Learning, PBL)

 

          หลักฐานความอ่อนแอของระบบการศึกษาไทยคือผลการทดสอบ PISA ครั้งสุดท้ายคือปีค.ศ. 2009   คะแนนเฉลี่ยของนร. ไทยอยู่ในระดับ poor คือ 419 คะแนนเพียงร้อยละ 19.2 ได้คะแนนตั้งแต่ level 3 ขึ้นไปในขณะที่สิงคโปร์ฮ่องกงและเกาหลี (ใต้) นร. ที่ได้คะแนน level 3 ขึ้นไปร้อยละเกือบ 80

 

          ดังนั้นเวลานี้เด็กไทยทุกคนอยู่ในฐานะด้อยโอกาส (ในการเรียนรู้ฝึกฝนตนเองให้มีพัฒนาการเต็มศักยภาพ)   หรือกล่าวให้แรงคนไทยทุกคนตกอยู่ในสภาพด้อยโอกาสนี้เพราะคนเราทุกคนต้องเรียนรู้ตลอดชีวิตและระบบการเรียนรู้ของสังคมไทยเดินผิดทางคือมุ่งถ่ายทอดความรู้ด้วยการทำtraining   ต้องการให้ใครมีความรู้ก็จับมาเข้ารับการฝึกอบรมหรือรับการสอนเสียเงินมากมายแต่ได้ผลน้อยเพราะtraining มักจัดตามที่วิทยากรหรือผู้จัดการอบรมกำหนดซึ่งมักไม่ตรงกับความต้องการของผู้เข้ารับการอบรมผมได้ฟังคำบ่นเรื่องนี้ในวงการศึกษาจนชินชา

 

          จะเปลี่ยนให้เด็กไทยได้เรียนรู้เต็มศักยภาพของตนต้องเปลี่ยนวิธีจัดการเรียนรู้ในโรงเรียนและในมหาวิทยาลัยแบบหน้ามือเป็นหลังมือตามแนวทาง21st Century Learning ที่ระบุในหนังสือทักษะแห่งอนาคตใหม่: การศึกษาเพื่อศตวรรษที่๒๑และวิถีสร้างการเรียนรู้เพื่อศิษย์ในศตวรรษที่๒๑

 

          ผมเคยบันทึกเรื่องนี้ไว้ที่นี่

 

          คนที่มีลูกมีหลานควรเลือกโรงเรียนที่เปลี่ยนรูปแบบการจัดการเรียนรู้ไปเป็นแนว21st Century Learning

 

 

วิจารณ์ พานิช

๒ ๘มิ.ย. ๕๕