ภาษาไทย :: ภาษาชาติ

                               ภาษา เป็น เครื่องมือ ใช้สื่อสาร 

                               ไทย   ลูกหลาน ต้องตระหนัก ช่วยรักษา

                             ภาษา คือ  วัฒนธรรม จงนำพา

                             ชาติ  วัฒนา “ภาษา” ชี้ นี่คือ “ไทย”

 

                             ใช้     อ่าน-เขียน เรียนรู้ ครูพร่ำสอน

                             ให้     สังวร   ใช้ภาษา อย่าเหลวไหล

                             ถูก    อักขระ เหมาะวัฒนธรรม จำใส่ใจ

                             ต้อง  คงไว้ ภาษาชาติ บทบาทเรา

                      (บัวทอง สุตะภักดิ์ [พี่สาว] และ วิไล แพงศรี ประพันธ์)

        “ภาษาไทย เป็นภาษาทางการของประเทศไทย และภาษาแม่ของชาวไทยคำว่า ไทย หมายความว่า อิสรภาพ เสรีภาพ หรืออีกความหมายหนึ่งคือ ยิ่งใหญ่ เพราะการจะเป็นอิสระได้จะต้องมีกำลังที่แข็งแกร่งกว่า เพื่อป้องกันการรุกรานจากข้าศึก คนไทยเป็นชนชาติที่นับถือว่า ภาษาบาลี ซึ่งเป็นภาษาที่บันทึกพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นภาษาอันเป็นมงคล เมื่อคนไทยต้องการตั้งชื่อประเทศว่า ไท ซึ่งเป็นคำไทยแท้ จึงเติมตัว ย เข้าไปข้างท้าย เพื่อให้มีลักษณะคล้ายคำในภาษาบาลีสันสกฤต เพื่อความเป็นมงคลภาษาไทยจึงหมายถึงภาษาของชนชาติไทยผู้เป็นไทนั่นเอง"

(http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2)

        จากบทความเกี่ยวกับ “วันภาษาไทยแห่งชาติ” ของ kapook.com (http://hilight.kapook.com/view/26275) สรุปสาระสำคัญได้ว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันอังคารที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2542 เห็นชอบให้วันที่ 29 กรกฎาคม ของทุกปีเป็นวันภาษาไทยแห่งชาติ…ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินไปเป็นประธานและทรงร่วมอภิปราย ในการประชุมทางวิชาการของชุมนุมภาษาไทย ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2505 โดยทรงเปิดการอภิปราย ดำเนินการและสรุปการอภิปรายในหัวข้อ "ปัญหาการใช้คำไทย" ที่แสดงถึงพระปรีชาสามารถ และความสนพระราชหฤทัย รวมถึงความห่วงใยในภาษาไทย …พระองค์ทรงมีพระอัจฉริยะภาพในการใช้ภาษาไทย ทรงรอบรู้ปราดเปรื่องถึงรากศัพท์ของคำไทย คือ ภาษาบาลีและสันสกฤต ทรงพระอุตสาหะวิริยะ แปลและเรียบเรียงวรรณกรรมภาษาต่างประเทศ เป็นภาษาไทยที่สมบูรณ์ด้วยลักษณะวรรณศิลป์ มีเนื้อหาสาระที่มีคุณค่า เป็นคติในการเสียสละเพื่อส่วนรวม และเป็นแบบอย่างแก่ประชาชนในการใช้ภาษาไทย ดังจะเห็นได้จากพระราชนิพนธ์แปล เรื่อง นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ ติโต พระราชนิพนธ์แปลบทความเรื่องสั้นๆ หลายบท และพระราชนิพนธ์เรื่อง พระมหาชนก เป็นต้น

        วัตถุประสงค์ที่สำคัญ ในการจัดวันภาษาไทยแห่งชาติ คือ “เพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ผู้ทรงเป็นนักปราชญ์และนักภาษาไทย รวมทั้ง เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ที่ได้ทรงแสดงความห่วงใย และพระราชทานแนวคิดต่างๆ เกี่ยวกับการใช้ภาษาไทย เพื่อกระตุ้นและปลุกจิตสำนึกของคนไทยทั้งชาติ ให้ตระหนักถึงความสำคัญและคุณค่าของภาษาไทย ตลอดจนร่วมมือร่วมใจกันทำนุบำรุงส่งเสริม และอนุรักษ์ภาษาไทย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์และเป็นสมบัติวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาติ ให้คงอยู่คู่กับชาติไทยตลอดไป เพื่อเพิ่มพูนประสิทธิภาพในการใช้ภาษาไทย ทั้งในวงวิชาการและวิชาชีพ รวมทั้งเพื่อยกมาตรฐานการเรียนการสอนภาษาไทย ในสถานศึกษาทุกระดับ ให้มีสัมฤทธิผลยิ่งขึ้น” ประโยชน์สำคัญที่คาดว่าจะได้รับ จากการมีวันภาษาไทยแห่งชาติ คือ “บุคคลในวงวิชาชีพต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ภาษาไทย โดยเฉพาะในวงการศึกษาและวงการสื่อสาร ช่วยกันกวดขันดูแลให้การใช้ภาษาไทยเป็นไปอย่างถูกต้องเหมาะสม มิให้ผันแปรเปลี่ยนแปลง จนเกิดความเสียหายแก่คุณลักษณะของภาษาไทย อันเป็นเอกลักษณ์ของชาติ”

       ในปัจจุบัน ผู้เขียนเห็นทั้งครูอาจารย์และนักจัดรายการโทรทัศน์จำนวนไม่น้อย ที่ออกเสียง ตัว "ร" เช่น โรงเรียน รุนแรง ฯลฯ และคำควบกล้ำ "คร" เช่น เครียด ครอบครัว ครบเครื่อง "ปร" เช่น ปรับปรุง ประปราย ฯลฯ และคำควบกล้ำอื่นๆ ไม่ถูกต้องเป็นจำนวนมาก นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ก็ออกเสียงคำว่า "พุทธศักราช" เป็น "พุด-ทะ-สัก-กะ-หลาด" ทุกคำ ในการกล่าวคำถวายรายงานแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้เขียนเองออกเสียง "ร" และคำควบกล้ำให้ถูกต้องจนติดเป็นนิสัย เวลาให้ทายว่า ระหว่างวิชาเอก สังคมศึกษา วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ที่เปิดสอนในวิทยาลัยครูอุบลฯ ในอดีต นักศึกษาทายว่า อาจารย์เรียนวิชาเอกใด เพราะเหตุใด (ในกิจกรรมวิเคราะห์คน) นักศึกษาทุกรุ่น ทุกหมู่เรียน (Sections) ส่วนใหญ่จะทายว่า ผู้เขียนเรียนวิชาเอกภาษาไทย โดยให้เหตุผลว่า เพราะออกเสียงอักขระได้ถูกต้องชัดเจน และเน้นให้นักศึกษาพูด อ่าน เขียนภาษาไทยให้ถูกต้อง รองลงมาทายว่า วิชาเอกสังคมศึกษา เพราะมีความรู้รอบตัวดี วิทยาศาสตร์ เพราะพูดจาเป็นเหตุเป็นผล คณิตศาสตร์ เพราะทำงานเป็นระบบ และมีผู้ทายว่า ผู้เขียนเรียนวิชาเอกภาษาอังกฤษน้อยที่สุด โดยผู้ที่ทายถูกให้เหตุผลว่า "เพราะอาจารย์อ่านชื่อวิชาที่เป็นภาษาอังกฤษได้ดี" ที่มีส่วนน้อยและบางห้องไม่มีใครทายว่าผู้เขียนเรียนวิชาเอกภาษาอังกฤษเลยนั้น นักศึกษาบอกว่า เพราะในอดีตภาษาอังกฤษน่าจะไม่เป็นที่นิยม ที่ผู้เขียนรู้สึกขำก็คือ แม้แต่คนขับรถแท็กซี่ (ชาวกรุงเทพฯ) ยังถามว่า "พี่เป็นครูใช่ไหม" (ขอบคุณที่เรียกพี่แทนป้าหรือยาย) ผู้เขียนงงว่าเขารู้ได้อย่างไร เขาบอกว่าไม่เคยเห็นใครพูดเหมือนพี่ อ๋อ! คงเป็นเพราะผู้เขียนออกเสียง "ร" และคำควบกล้ำต่างๆ อย่างถูกต้องชัดเจนนั่นเอง    

         

        ผู้เขียนเป็นคนหนึ่งที่รักภาษาไทย ซึ่งแสดงออกโดยการพูด การอ่านและการเขียนภาษาไทยให้ถูกต้อง และพยายามพัฒนานักศึกษาที่เรียนกับผู้เขียนทุกรายวิชา ให้ใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้องทั้งในการพูดการอ่านและการเขียน ในด้านการเขียนนั้น เมื่อพบใครเขียนผิด ก็หาผู้แก้ไขให้ถูกต้องหน้าชั้น เพื่อให้ทุกคนเรียนรู้คำที่ถูกต้องไปพร้อมๆ กัน อาจจะมีคนตั้งข้อสงสัยว่า รักภาษาไทยทำไมจึงเรียนวิชาเอกภาษาอังกฤษ ก็ต้องขอชี้แจงว่า เหตุที่ผู้เขียนเรียนวิชาเอกภาษาอังกฤษนั้น อาจเป็นเพราะได้คะแนนดีที่สุดในวิชานี้  ประสบการณ์ครั้งแรกที่ผู้เขียนจากชนบทเข้าไปเรียน ป.5 ในเมืองนั้น "ท่านอาจารย์ทองใบ ชายทวีป" อาจารย์ภาษาอังกฤษท่านแรกของผู้เขียน สอนโดยการนำสระมาผสมกับพยัญชนะ แล้วให้นักเรียนตอบว่า แต่ละคำอ่านออกเสียงว่าอย่างไร ปรากฏว่าทั้งห้องมีผู้เขียนตอบอยู่คนเดียว เมื่อเข้าเรียนที่วิทยาลัยครูอุบลราชธานีในอดีต ก็ได้รับการคัดเลือกให้เรียนต่อ ในหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาชั้นสูง (ป.กศ.สูง) ประเภทเรียนดีในวิชาเอกภาษาอังกฤษ และเมื่อสำเร็จการศึกษา วิทยาลัยครูอุบลราชธานี ก็ได้คัดเลือกให้ผู้เขียนไปเรียนต่อในหลักสูตรการศึกษาบัณฑิต (กศ.บ.) วิชาเอกภาษาอังกฤษในประเภทเรียนดี ที่วิทยาลัยวิชาการศึกษามหาสารคาม (ปัจจุบันคือ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม) อีก โดยมีนักศึกษาที่ได้รับการคัดเลือกจากวิทยาลัยครูในกรุงเทพฯ ทุกแห่ง ทั้งวิทยาลัยครูสวนดุสิต สวนสุนันทา จันทรเกษม ฯลฯ และวิทยาลัยครูในภาคอีสานทุกแห่งร่วมเรียนด้วย แม้จะไม่ได้เรียนวิชาเอกภาษาไทย แต่อาจารย์ที่ปรึกษา ก็กำหนดให้เรียนวิชาโทภาษาไทย ในระดับปริญญาตรี เพราะเห็นว่าเข้ากันได้กับวิชาเอก ทั้งที่ผู้เขียนแจ้งความจำนงที่จะเรียนวิชาโทวิทยาศาสตร์ เพราะชอบเรียนเรื่องที่เป็นกฎเกณฑ์และมีการคำนวณในวิชาฟิสิกส์ มากกว่าวิชาที่ต้องท่องจำในเรื่องที่ (ขณะนั้น) เห็นว่าไม่ได้นำไปใช้ เช่น รากศัพท์บาลีสันสกฤต (แต่ในภายหลังก็ได้นำไปใช้ในการตั้งชื่อลูกสาวโดยวิธีสมาส คือ การนำคำบาลี-สันสกฤตมาเชื่อมกัน ได้คำว่า "ปราณสลิล" แปลเอาความว่า "น้ำหล่อเลี้ยงชีวิต" : ลูกสาวที่ยืนข้างแม่ และเจ้าของลายมือในภาพประกอบบันทึกบนสุด) 

     ในวิชาภาษาไทยนั้น ผู้เขียนคงจะถนัดด้านการเขียนพอสมควร เพราะในการเรียนวิชาการเขียนที่วิทยาลัยครูอุบลฯ ซึ่งต้องเรียนร่วมกับนักศึกษาวิชาเอกภาษาไทย "ท่านอาจารย์ธวัช ปุณโณทก" อาจารย์ผู้สอนได้ให้ผลการเรียน “ก” (ปัจจุบัน คือ A) แก่ผู้เขียนเพียงคนเดียว (ขณะนี้ ผู้เขียนรู้สึกภาคภูมิใจมากที่อ่านพบว่า ปัจจุบันท่านดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์ และได้รับการเชิดชูเกียรติให้ได้รับรางวัลปูชนียบุคคลด้านภาษาไทย ในวันภาษาไทยแห่งชาติปี 2554) และตอนเรียนปริญญาตรีวิชาเอกภาษาอังกฤษ ที่วิทยาลัยวิชาการศึกษามหาสารคาม เพื่อนที่เรียนวิชาเอกภาษาไทยจากวิทยาลัยครูอื่น ได้ให้ผู้เขียนช่วยแต่งกลอนให้ ผู้เขียนบ่นว่า ไม่ถนัดภาษาไทยแล้วทำไมจึงเรียนวิชาเอกนี้ เธอก็บอกว่า “อยากเรียนกับเพื่อนที่รักที่สุดโว้ย” เธอใช้สำนวนภาษานั้นจริงๆ เพราะเป็นคนที่พูดจาแบบมึงมาพาโวย แต่ในภายหลัง เธอก็ได้เป็นผู้ตรวจผลงานทางวิชาการ สาขาวิชาภาษาไทย ของครูในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้เขียนรู้สึกชื่นชม ที่คนไทยมักเป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน คนทุกระดับการศึกษาสามารถคิดคำคล้องจองได้ ดังที่เรามักจะเห็นคำคล้องจองปรากฏที่ท้ายรถบรรทุก มีวันหนึ่งในอดีต ขณะนั่งรถส่วนตัวไปเยี่ยมลูกที่เรียนแถวลาดกระบัง ผู้เขียนเห็นคำคล้องจองท้ายรถบรรทุกที่วิ่งอยู่ข้างหน้า ความว่า “ดีใจจังคันหลังก็ลาว” ผู้เขียนรู้สึกขำมากและได้พูดกับคนขับว่า “เขารู้ได้ยังไงว่าคันหลังก็ลาว เดี๋ยวขับรถตามไปให้ทัน ไปทักทายคนบ้านเดียวกันหน่อยนะ”

การพัฒนาทักษะการเขียนใน GotoKnow

 

       สำหรับสาระสำคัญเกี่ยวกับการเขียนนั้น วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี ได้ให้ “ความหมายของการเขียน” ไว้ว่า “การเขียน คือ การสื่อสารชนิดหนึ่งของมนุษย์เรา ที่ต้องอาศัยความพยายามและฝึกฝน การเขียนเป็นการแสดงความรู้ ความคิด ความรู้สึก ความต้องการ เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อให้ผู้รับสารสามารถอ่านได้เข้าใจ ได้ทราบความรู้ ความคิด ความรู้สึก ความต้องการ แล้วสามารถนำมาบอกบอกต่อกับบุคคลอื่น ให้ได้ความรู้ที่ผู้รับสารได้รับ เครื่องมือในการเขียน เช่น ดินสอ ปากกา สี พู่กัน กระดาษ กระดาน ฯลฯ การเขียนจะต้องเขียนเป็นภาษาซึ่งอาจเขียนเป็นภาษาเดียวหรือหลายภาษาก็ได้(http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99)    

      ประโยชน์ของการเขียน มีกล่าวไว้ในในบทความเรื่อง “ประโยชน์ของการเขียนมีมากกว่าที่คิด” ที่ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์ เขียนไว้เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2555 ซึ่งสรุปประโยชน์ทั่วไปของการเขียนได้ 6 ประการ ได้แก่ 1) การเขียนเป็นกระบวนการเปลี่ยนความคิดของบุคคล 2) การเขียนช่วยให้ไม่ลืม 3) การสื่อสารด้วยการเขียน ช่วยให้คนรับสารได้ถูกต้องมากกว่าสื่อสารด้วยการพูด 4) อาชีพการเขียนทำให้มีอิสระในการใช้ชีวิต  5) การเขียนทำให้ประเทศเกิดการพัฒนา ก้าวหน้าขึ้น เพราะจะช่วยให้ประชาชนในประเทศนั้นๆ มีนิสัยในการรักการอ่าน รักการเรียนรู้ มากขึ้น เมื่อประชาชนรักการอ่าน ก็จะทำให้เกิดความคิด ปัญญา มันสมอง ที่จะนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศให้รุ่งเรืองยิ่งขึ้นสืบไป และ 6) การเขียนช่วยในการจัดการองค์ความรู้ และได้ให้ข้อคิดทิ้งท้ายที่ตรงใจผู้เขียนมากว่า “ถ้าไม่ได้เป็นนักอ่าน    ไม่ควรคิดเป็นนักเขียน และหากเป็นนักเขียน ก็ควรเขียนเพื่อพัฒนาสังคม” (http://www.oknation.net/blog/markandtony/2012/07/20/entry-1)  และในด้านการนำการเขียน ไปใช้ประโยชน์ในการเรียนการสอนนั้น Wasawat Deemarn ได้เขียนบันทึกใน GotoKnow เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2554 ระบุว่า ท่านได้นำ "การเขียน" ไปใช้ในกระบวนการเรียนการสอนของตนเอง เพื่อ เป็นการดึงอะไรบางอย่างออกมาจากใจของผู้เรียน และเพื่อให้ผู้เรียน ได้มีโอกาสพิจารณาทบทวนตนเองอยู่เสมอ (http://www.gotoknow.org/blogs/posts/437450)

       สำหรับผู้เขียนเอง ได้ให้ความสำคัญต่อทักษะการเขียนของนักศึกษา เพราะเห็นว่า นักศึกษาสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ทั้งในการสื่อสารในชีวิตประจำวัน การเรียน การสมัครงาน การทำงาน และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตน จึงได้กำหนดไว้ในขอบข่ายของกิจกรรมการพัฒนาตนของนักศึกษา โดยเริ่มจากการตรวจสอบทักษะพื้นฐานของผู้เรียน ด้านการอ่าน คิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนสื่อความ โดยการให้กรอกข้อมูล ในแบบสำรวจข้อมูลพื้นฐานของผู้เรียนเป็นรายบุคคล ซึ่งมีส่วนที่ให้ผู้เรียนวาดภาพสัญลักษณ์ ที่แสดงถึง "ตนตามที่ตนรับรู้ (Perceived Self)" พร้อมเขียนคำอธิบาย ซึ่งก็พบทั้งผู้ที่ทำได้ดี และผู้ที่มีปัญหาการเขียนสะกดคำไม่ถูกต้อง และต่อมาก็ได้ให้ใบงานที่กำหนดให้นักศึกษาอ่านบทร้อยกรอง ที่มุ่งสร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาตนเอง แล้วให้เขียนสื่อความถึงความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น หลังการอ่าน ซึ่งก็พบทั้งผู้ที่เขียนได้ดี และผู้ที่มีปัญหาการเขียนเช่นกัน

        นอกจากนั้น ผู้เขียนยังได้ให้นักศึกษาใช้ IT เพื่อพัฒนาทักษะการอ่าน คิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนสื่อความ โดยการสมัครเป็นสมาชิก GotoKnow.org แล้วเข้าไปอ่านบันทึก ของผู้เขียนท่านต่างๆ ตามที่อาจารย์เสนอแนะ และตามความสนใจ รวมทั้งให้เขียนบทความตาม "โครงการ สรอ.ขอความรู้" และตามความถนัดและความสนใจของนักศึกษา ซึ่งจากการติดตามผล พบว่า นักศึกษาส่วนใหญ่ยังจำเป็นจะต้องได้รับการพัฒนาในเรื่องนี้อีกมาก ผู้เขียนจึงเขียนบทความนี้ขึ้น โดยมีจุดประสงค์ประการหนึ่งคือ ให้คำแนะนำนักศึกษาเพิ่มเติม ในเรื่องการสร้างสมุุด การเขียนบทความ และการเขียนอนุทิน

การสร้างสมุดใน GotoKnow

      อาจารย์เข้าใจว่า นักศึกษาจะตั้งชื่อสมุด (Blog) โดยดูจากตัวอย่างสมุดใน GotoKnow ของอาจารย์ ซึ่งได้สร้างสมุดชื่อ "Learntoknow : ประสบการณ์/แนวคิดด้านการจัดการศึกษา" แล้วก็เขียนบันทึกหรือบทความในชื่อเรื่องต่างๆ ในสมุดเล่มเดียวกันนี้ ดังภาพ

       แต่อาจารย์กลับพบว่า นักศึกษาตั้งชื่อสมุดตามชื่อบันทึก และมีการเปลี่ยนชื่อสมุดไปตามชื่อบันทึก ดังตัวอย่าง 

  

        อาจารย์ได้บอกไปในบันทึกที่แล้วว่า ให้ทุกคนตั้งชื่อสมุดของตนว่า "บันทึกของ....." หรือ "งานเขียนของ..." หรืออะไรทำนองนี้ ตัวอย่างเช่น "งานเขียนของ 02 แสงสุวรรณ 1124 T3" และเมื่อเขียนบันทึกครั้งใด ก็ต้องเลือกชื่อสมุดเดิมนี้

        มีนักศึกษาที่ได้แก้ไขแล้ว แต่ยังไม่ถูกต้อง คือใช้หัวสมุดดังภาพล่าง คำว่า "บันทึกของฉัน" ไม่รู้ว่า "ฉัน" คือใคร

        ตัวอย่างที่อาจารย์ให้ทำ คือ ต้องมีภาพและข้อมูลบุคคลในหัวสมุด ดังตัวอย่าง 

  

ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการเขียนบทความ

      อาจารย์ขอทบทวนข้อกำหนด ที่อาจารย์ได้แจ้งไว้ในบันทึกเรื่อง "การใช้ IT เพื่อพัฒนาสมรรถภาพในการเรียนรู้ตลอดชีวิต" สร้าง ณ วันที่ 23 มิถุนายน 2555 คือ นักศึกษาทุกคนจะต้องเขียนบันทึกหรือบทความใน GotoKnow อย่างน้อย 1 เรื่องภายในเดือนสิงหาคม ณ ขณะนี้พบว่าบางคนเขียนไปแล้ว 3 เรื่อง บางคนยังไม่ลงมือเขียนเลย และขอทบทวนว่า ในการเขียนบันทึก ต้องมีส่วนประกอบครบ 3 ส่วน แต่ละส่วนแยกเป็นแต่ละย่อหน้าให้เห็นชัดเจน และต้องค้นคว้าและนำมาอ้างอิงอย่างน้อย 1 แหล่งพร้อมทั้งแสดงการอ้างอิงโดยให้ Link ตามรูปแบบต่างๆที่อาจารย์ให้ไว้ในบันทึกนี้และบันทึกอื่นๆ ซึ่งสามารถ Click เข้าไปดูแหล่งที่มาได้ ถ้าใครไม่เขียนให้ถูกต้อง ตามข้อกำหนดเบื้องต้นดังกล่าว จะไม่ได้รับการตรวจประเมิน และให้ศึกษาเนื้อหาข้างล่างเพิ่มเติม เพื่อนำไปประกอบการเขียนบทความให้มีคุณภาพ 

    การเขียนบทความที่ดี ควรมีลักษณะ 4 ประการ ดังนี้ (http://courseware.payap.ac.th/docu/th203/content/aticle.htm)   

       1) มีเอกภาพ กล่าวคือ เนื้อหาของบทความมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีทิศทางของเนื้อหาเป็นไปในทางเดียวกัน เพื่อมุ่งสู่ประเด็นหลักที่ต้องการนำเสนอ

      2) มีสารัตถภาพ กล่าวคือ ผู้เขียนต้องเน้นย้ำประเด็นสำคัญให้ชัดเจนว่า ต้องการนำเสนอแนวคิดสำคัญอะไร ด้วยประโยคใจความสำคัญ หรือสาระสำคัญที่โดดเด่น เนื้อความตลอดเรื่องควรกล่าวย้ำประเด็นหลักของเรื่องเสมอๆ

        3) มีสัมพันธภาพ กล่าวคือ มีความต่อเนื่องสัมพันธ์กันโดยตลอด ทั้งในด้านการเรียบเรียงถ้อยคำ ข้อความ และการจัดลำดับเรื่อง ทุกประโยคในแต่ละย่อหน้า และทุกย่อหน้าในแต่ละเรื่องต้องเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน ด้วยการใช้คำเชื่อมข้อความ ได้แก่ คำบุพบท เช่น กับ แต่ แด่ เพื่อ คำสันธาน เช่น และ รวมทั้ง ตลอดจน นอกจากนี้ คำประพันธสรรพนาม เช่น ที่ ซึ่ง อัน เป็นต้น

        4) มีความสมบูรณ์  กล่าวคือ มีความสมบูรณ์ในด้านเนื้อหา มีเนื้อความชัดเจนกระจ่างแจ้ง อธิบายได้ครอบคลุมความคิดหลักที่ต้องการนำเสนอ ข้อมูลที่นำเสนอเป็นข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง หากเป็นความคิดเห็นต้องมีความสมเหตุสมผล นอกจากนี้ ต้องมีความสมบูรณ์ด้านการใช้ภาษา คือ  ต้องเลือกใช้ภาษา ให้เหมาะสมกับจุดมุ่งหมายการเขียน ประเภทของบทความ เนื้อหาบทความ และกลุ่มผู้อ่าน นั่นเอง

การเขียนอนุทิน

        ขอแนะนำให้เข้าไปอ่านอนุทินล่าสุดของ "คุณวศิน ชูมณี" ที่ Link ข้างล่าง ซึ่งจะได้ทั้งตัวอย่างการเขียนอนุทิน และตัวอย่างการพัฒนาตน ให้เป็นบัณฑิตที่มีคุณภาพและคุณค่า คือ ทั้งดี ทั้งเก่ง และมีความสุขในชีวิตการเป็นนักศึกษา  

 http://www.gotoknow.org/journals/entries/110392

 

คำเตือน

      อาจารย์บอกไว้แล้วในท้ายบันทึกที่แล้วว่า บันทึกนี้จะเป็นการประเมินครั้งสุดท้ายของ "การประเมินเบื้องต้นการใช้ IT..." ถ้าใครเข้ามาแสดงตัวในบันทึกนี้โดยไม่ถูกต้อง 100 % จะได้แต้มการประเมินทั้งหมด 0 ทันที กวาดตาดูรู้สึกจะเห็นผู้ที่ได้ 0 ซึ่งเป็นหน้าเดิมๆ ที่เคยทำไม่ถูกต้องทั้งที่เตือนมาหลายครั้ง คนที่อาจารย์ไม่ได้เตือน ก็โปรดอย่าประมาทว่าตนถูกต้อง  อาจารย์จะให้โอกาสโดยจะยังไม่ตรวจในวันนี้ เพื่อให้โอกาสแก้ไข แต่ถ้าอาจารย์เข้ามาตรวจ 21.00 น.พรุ่งนี้ แล้วก็จะไม่มีการผ่อนผันใดๆ อย่าลืมว่า อาจารย์ไม่ได้รู้สึกสะใจและมีความสุขหรอกนะ ที่ได้ให้ใคร 0 ตรงกันข้ามจะเป็นทุกข์มาก พร้อมกับคิดในใจว่า ช่างน่าเป็นห่วงอนาคตของเขา/เธอเหล่านั้น และเป็นห่วงอนาคตของประเทศชาติ เหลือเกิน