ตัวผู้เรียน และการเรียนรู้ตามอัธยาศัยตลอดชีวิต

มองชีวิตผ่านการศึกษาที่ผ่านมา
ร่วมคิดร่วมฝันการศึกษาไทยในอีกแปดปีข้างหน้า(ค.ศ. 2020/พ.ศ. 2563)

เวลาอีกไมไกลที่จะฝันไปให้ถึงและฝันนั้นทำให้เป็นจริงได้  โจทย์ครั้งนี้ยากจริงๆ ค่ะแต่ฉันขอร่วมฝันด้วยคนนะคะ

ตัวผู้เรียนเป็นใคร

         ย้อนหลังไปในราวปี 1960 หรือ พ.ศ. 2503-2504 ประมาณยุคผู้ใหญ่ลี  ที่ตีกะลอ(กลอง) เชิญชาวบ้านมาประชุม ถ้าใครเกิดทันสมัยที่เพลงนี้ร้องคงจะวิเคราะห์ออกมาได้ว่า ยุคนั้น เศรษฐกิจกำลังจะเริ่มต้นที่ดี แต่การศึกษายังไม่แพร่หลาย ส่วนการถ่ายทอดการสื่อสารเรื่องราวใช้การเชิญมาล้อมวงคุยกัน วันนี้ผ่านไปห้าสิบปีแล้ว ผู้ใหญ่ลีและชาวบ้านวันนั้นคงจะเป็นกลุ่มคนที่ถูกกำหนดเรียกว่าเป็น Baby Boomers หากมีตัวจริงและมีชีวิตอยู่ถึงปัจจุบันก็จะถูกจัดเป็นกลุ่มผู้อาวุโส  ที่ ณ วันนี้จะมากพร้อมประสบการณ์  (แต่อาจจะขาดทักษะการใช้งานเทคโนโลยีเพื่อการสื่อสารไปบ้าง)

          ในสมัยเดียวกันกับผู้ใหญ่ลีนั้นเอง เด็กเกิดใหม่ถูกจัดเข้ากลุ่ม Generation X (ค.ศ.1960-1980) ซึ่งเป็นยุคเริ่มต้นของเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่มีการใช้งานยังจำกัดอยู่ ฉันเองก็อยู่ในระหว่ายุคคนสองรุ่นนี้ (Gen X & Baby Boomers)จึงได้เห็นความเจริญเติบโตทางวัตถุเทคโนโลยี  ควบคู่กับการเป็นนักเรียน นักศึกษา ในกรอบแนวคิดและทิศทางการสอนของครูและโยบายการจัดการศึกษาที่ การเรียนการสอนนั้นมีทั้งส่วนดีและเสีย สอบตกต้องซ้ำชั้น ความรู้ที่เรียนและสอบไปแล้วทิ้งไม่ได้ อาจมีปรากฏในการสอบครั้งต่อไป ในวิชาเดียวกัน และทำอะไรไม่ถูกจะโดนครูตี หยิก  ดึงหู ยืนขาเดียวหน้าห้องเรียน คาบไม้บรรทัด เป็นต้น  ประสบการณ์ซ้ำชั้น หรือทำให้เป็นที่อับอาย หากใครเจอ "ทำโทษ" ในยุคสมัยนี้ถือว่า  "แรง"  เพราะยุคนี้ไม่ใช้มาตรการนั้นแล้ว  มิเช่นนั้นก็จะมีเรื่องร้องเรียน ฟ้องร้องถึงขั้นขึ้นโรงศาลได้ เพราะสิทธิเสรีภาพในการเรียนรู้ไม่ถูกจำกัดให้รู้จากการสอนของครูอย่างเดียว

กระบวนการ "เรียน/สอน" เปลี่ยนไปเป็น "การเรียนรู้"  

          ในอีกยี่สิบปีต่อมา (ค.ศ. 1980-1995) ยุคเด็กเกิดใหม่เป็นกลุ่ม Generation Y  หรือ the Millennial Generation (or Millennials), Generation Next,  Net Generation, Echo Boomers คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลมีแพร่หลายขึ้น  เด็กซึมซับรับการเรียนรู้เร็วขึ้น การเรียนการสอนเปลี่ยนไปเป็นแบบบูรณาการ  หลากหลายวิชามารวมกัน  ใช้แบบแผนการเรียนโดนเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ หรือ  Child Center  ในยุคนี้ฉันเป็นผู้ปกครอง  ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในการศึกษาภาคบังคับ 16 ปี เด็กเรียนหนังสือ เรียนแล้วสอบแล้วสอบและทิ้งไป(ก่อน)  สอบตกก็ซ่อมได้ ไม่ต้องกลับไปซ้ำชั้นเดิมเสียเวลาเรียนไปอีกเป็นปี แต่สิ่งที่สำคัญมากๆ คือ ฉันเองได้เรียนรู้การเรียนหนังสือรูปแบบใหม่ผ่านลูกหลาน ได้หยิบจับเครื่องมือช่วยให้การเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งเครื่องมือที่ใช้สมองเนื้อคิดและมือขีดเขียนวาดเป็นแผ่นแผนที่ (Mind Map)  และการพึ่งพาโปรแกรมคิดให้เบ็ดเสร็จแค่ป้อนข้อมูลดิบเข้าไปในเครื่องมือสื่อสารอุปกรณ์เทคโนโลยีต่างๆ

          แล้วในยุคต่อมาที่เรียกเด็กยุคเกิดปี ค.ศ. 1995 เป็นต้นมาว่าเป็นเด็ก Generation Z  หรือ iGeneration หรือ internet generation เป็นเด็กยุคดิจิทัล เกิดมาพร้อมอุปกรณ์แสนจะไฮเทค หนังสือเป็นเล่มแทบไม่ต้องหยิบจับอ่านแต่รู้พอกันกับพวกผู้ใหญ่  บางทีรู้เร็วกว่าอีกด้วยซ้ำไป แล้วผู้มีหน้าที่อบรมสั่งสอนจะปรับเปลี่ยนวิธีการให้การศึกษาแก่พวกเขาอย่างไรกันนะคะ  จากที่สังเกตเห็น หลายๆ สถาบันดึงเด็กเข้าชั้นเรียนด้วยการนำเครื่องมือสื่อสารทันสมัยเป็นเครื่องล่อ  เหมือนจะให้ปลาติดเบ็ด เด็กๆ ไม่ต้องเสียเวลาไปนั่งล้อมวงเรียนรู้แบบเผชิญหน้ากัน

          ฉันทำงานกับผู้คนที่เกิดมาในยุคเจนเนอเรชัน  Y เป็นส่วนมาก  ฉันแค่มีความรู้สึกว่าพวกเขาเก่งแต่ไม่ค่อยจะอดทน รู้กว้างแต่ไม่รู้ลึก  เชื้อเชิญไปทำกิจกรรมนอกเวลา งานจิตอาสาที่ต้องอาศัยการลงแรงลงมือมักจะอิดออด  ซึ่งที่จริงแล้วกลุ่มคนเหล่านี้มีพลังมากมายที่จะช่วยคิดพัฒนาให้ความเป็นอยู่ในสังคมดีขึ้น  แต่ฉันก็พยายามเข้าใจพวกเขา วิ่งตามให้ทัน ขอแบ่งปันความรู้ที่พวกเขาสั่งสม หวังที่จะให้คนพันธุ์  X  กลายพันธุ์เป็นคนพันธุ์  C (Connect) ให้ได้
(แนะนำอ่านเพิ่มเติมผ่านการใช้ search engine ด้วยคำค้นนี้... “เข้าใจ Gen Y”)

แล้วฉันคิดอย่างไรกับการศึกษาในยุคปี 2020

          สุดท้ายก็มาลงที่ 5W+1H ...ฉันเชื่อว่ามีคำสำคัญๆ (Keyword) ไม่กี่คำค่ะ ที่จะตอบโจทย์นี้ได้ คือ ตัวผู้เรียน และการเรียนรู้ตลอดชีวิต และการเรียนรู้ตามอัธยาศัย ตามนี้ค่ะ

  1. การสอนเปลี่ยนเป็นการเรียนรู้ร่วมกัน  ผู้อาวุโสกว่าคือผู้มีประสบการณ์ทำงาน ทำหน้าที่ถ่ายทอด บอกเล่าแนะทิศทางที่ดีกว่า ทำอย่างไรก็ได้ให้เด็กรุ่นหลังได้ประสบการณ์จากการลงมือปฏิบัติเป็นการสร้างทักษะชีวิตในทุกมิติที่ผู้ใหญ่อย่างเราๆ คิดว่าเด็กยังขาดอย่างมาก
  2. การเรียนรู้ตลอดชีวิต  (Lifelong learning) และเรียนรู้ตามอัธยาศัย  ครูอาจารย์คงไม่ใช่แค่สอนสั่งอย่างเดียวแล้ว  แต่ต้องขอคืนจากเด็กๆ บ้าง  คือการเพิ่มพูนทักษะการใช้งานเครื่องมือสื่อสารทันสมัยและยอมรับเปิดใจกว้างที่จะเรียนรู้จากรุ่นเด็กกว่าที่พัฒนาการเรียนรู้ศึกษาด้วยตัวเขาเองนอกห้องเรียนได้ดีกว่าในเรื่องเทคโนโลยี
  3. การศึกษาโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางก็สำคัญ  ที่ผู้ใหญ่ไม่ควรจะบังคับห้ามความสนใจจะเรียนจะเป็นอะไรในอนาคตของเด็กๆ  ปล่อยให้เขาชอบ เลือก ลงมือทำ และเราเฝ้ามอง ชื่นชมความสำเร็จ  พยุงเมื่อซวนเซจะล้ม ถ้าเด็กไม่ชอบอาชีพที่ผู้ใหญ่อย่างเรามองว่าเป็นทางเลือกที่ดี  ก็อย่าบังคับเลยค่ะ

(แนะนำอ่านเพิ่มเติม7 อาชีพเสรี AEC 2015 โดย ปฏิคม พลับพลึง)

 

ต่อยอดความรู้ตามอัธยาศัย...>>