หรือว่า.......เราควรแยกศาสนาและตัวบุคคลออกจากกันดีหนอ

 

 

เป็นอีกเช้าหนึ่งที่มีโอกาสได้ไปใส่บาตร   อากาศยามเช้านี่ช่างสดชื่นและบริสุทธิ์เสียจริงๆ    รถราและผู้คนบนท้องถนนก็ว่างวายเงียบสงบ.....ความจริงแล้วการได้ไปทำบุญก็น่าจะทำให้เราผ่อนคลายและปลงกับหลายๆอย่างได้   แต่....เจ้ากรรมเอ๋ย.........สายตาน่ะซิมันบังคับไม่ค่อยจะได้  จึงมักคอยแต่จะสังเกตสิ่งรอบตัวอยู่เสมอๆ  เมื่อตาเห็นก็ส่งผลให้สมองคิดอย่างสัมพันธ์กัน   แล้วเกิดเป็นความคิดเห็นส่วนตัวในบันทึกนี้.....  


 

อันดับแรกสังเกตเห็นอาการสำรวมของพระสองสายที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน 

พระสายแรก.......เดินบิณฑบาตแบบฉายเดี่ยวมั่งเป็นแถวมั่ง  แล้วไม่ค่อยสำรวมเท่าไหร่ ( ที่สำรวมก็มีมาก )     มีการเดินรับบาตรแบบเวียนหลายรอบด้วย ก็คิดในแง่ดีว่าคงเอาไปเผื่อพระลูกวัดที่อาพาธ

พระสายที่สองห่มผ้าสีกลัก...........เดินบิณฑบาตมาเป็นแถวด้วยอาการสำรวม ถึงแม้เราจะนิมนต์ใส่บาตรองค์เดียวหรือหลายองค์       พระทุกรูปจะหยุดหมดแล้วสวดให้ศีลให้พรพร้อมเพรียงกัน



สำหรับเณรน้อยวันนี้มีมากเป็นพิเศษ  จนสายตาอดอยากรู้อยากเห็นไม่ได้  แล้วก็เจออยู่คู่หนึ่ง  เดินรับบิณฑบาตเคียงคู่กันพร้อมคุยกันกระจุ๋งกระจิ๋ง  พอบาตรเต็มก็นำอาหารใส่ถุงรวมกันแล้วนำไปแขวนไว้กับต้นไม้ข้างทาง  จากนั้นก็เดินไปบิณฑบาตรต่อ  ( เณรรูปอื่นก็มีสำรวมบ้างประปราย )  นี่ก็คงเอาไปเผื่อแผ่พระที่อาพาธและบรรดาญาติโยมเช่นกัน




ใส่บาตรเสร็จพร้อมผลบุญเต็มอิ่ม  แต่จะมาพร่องก็ตรงความคิดที่วนเวียนอยู่ที่อาการสำรวมของทั้งพระทั้งเณร  เราจะโทษใครดี.....เพราะเชื่อว่าทุกรูปได้รับการสั่งสอนและร่ำเรียนมาดีตามหลักพุทธศาสนา

บางคนอาจจะคิดว่า....แล้วไปใส่ทำไมล่ะ  ใส่แล้วก็คอยมาจับผิดพระ....บาปนะนั่น  เอาแต่เรื่องพระเรื่องเณรมาเล่าอยู่นั่นแหละ  ขอโทษนะคะ  ในฐานะพุทธศาสนิกชนที่ดี  ก็อยากจะให้ดีทั้งศาสนาและตัวบุคคล      เอ....... หรือว่าเราควรแยกศาสนาและตัวบุคคลออกจากกันดีหนอ

 

 

ขอบคุณภาพประกอบจาก GOOGLE