โครงการ “บริการวิชาการด้านสื่อนฤมิตสู่ชุมชนตำบลหนองบัว อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม” เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งตามนโยบาย “1 หลักสูตร 1 ชุมชน” ที่สะท้อนให้เห็นความพยายามที่จะบูรณาการกระบวนการเรียนรู้ในแบบ 4 In 1 (Four in One)
กระบวนการเรียนรู้ในแบบ 4 In 1 ในที่นี้หมายถึง การปฏิรูปการเรียนการสอนด้วยการบูรณาการพันธกิจของมหาวิทยาลัย 4 ประเด็นเข้าด้วยกัน นั่นก็คือ การผลิตบัณฑิต การวิจัย การบริการวิชาการ และการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม
โครงการดังกล่าวฯ ดำเนินการโดยสาขาสื่อนฤมิต (คณะวิทยาการสารสนเทศ) มีอาจารย์กันยารัตน์ ยังมี เป็นผู้รับผิดชอบหลัก ประกอบด้วยวัตถุประสงค์สำคัญๆ คือการถ่ายทอดความรู้และเสริมสร้างทักษะเกี่ยวกับการผลิตสื่อการเรียนการสอนในชั้นเรียนด้วยโปรแกรม Adobe Captivates ซึ่งกระบวนการเรียนรู้ (Learning Process) ที่จัดขึ้นนั้นถูกออกแบบให้เป็นการอบรมเชิงปฏิบัติการและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน (ลปรร.) ระหว่าง “อาจารย์ นิสิตกับชุมชน”
ในทางกระบวนการนั้น เริ่มต้นจากทางสาขาได้จัดกิจกรรม SWOT เพื่อให้เห็นภาพรวมในตัวตนของนิสิตว่ามี “ความศักยภาพ” ในเรื่องใดบ้าง จากนั้นจึงนำนิสิตลงมาประชุมร่วมกับชุมชนที่ประกอบด้วยแกนนำ อบต.หนองบัว แกนนำชาวบ้าน และคณะครูในพื้นที่ชุมชนตำบลหนองบัว เพื่อหารือ (โสเหล่) ร่วมกันเกี่ยวกับประเด็นความสนใจของชุมชน
การประชุมดังกล่าวเป็นเสมือนการประชุมเพื่อฟังความคิดเห็น (Public Meeting) เป็นการชี้แจงภาพรวมโครงการและวัตถุประสงค์สำคัญๆ ให้กับชุมชนได้รับรู้ เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนแบบมีส่วนร่วม (Participation) โดยเริ่มตั้งแต่ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมลงมือทำ (Action) และร่วมรับผิดชอบ หรือแม้แต่การปักธงสู่อนาคตในเรื่องของการฟังน้ำเสียงของชุมชนเกี่ยวกับการสานต่อภารกิจ เพื่อก่อให้เกิดความเข้มแข็งและยั่งยืนด้วยตนเอง
- ซึ่งการประชุมในครั้งนั้น ชุมชนได้ตัดสินใจเลือกที่จะเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพตนเองในเรื่องของการผลิตสื่อด้วยโปรแกรม Adobe Captivates โดยมีผู้สนใจที่เป็น “ครู” จากสถานศึกษา 7 แห่ง สมัครเข้าร่วมการอบรมจำนวน 2 รุ่น (57 คน)
อย่างไรก็ดีเป็นที่น่าสังเกตว่าโครงการ “บริการวิชาการด้านสื่อนฤมิตสู่ชุมชนตำบลหนองบัวฯ” เป็นโครงการที่บูรณาการพันธกิจทั้ง 4 ด้านได้อย่างน่าสนใจ กล่าวคือ
- เมื่อได้โจทย์อันเกิดจากความต้องการของชุมชนแล้ว อาจารย์ก็นำโจทย์กลับมาสู่การเรียนการสอนแก่นิสิต เพื่อให้นิสิตมีความรู้ ความชำนาญในเรื่องดังกล่าว
- รวมถึงการเรียนรู้และเติมเต็มเกี่ยวกับทักษะการถ่ายทอดความรู้ให้กับนิสิต
- พร้อมๆ กับการบอกเล่า “บริบท” ของโครงการที่จะทำ และเรื่องราวอันเป็นบริบทของชุมชนให้นิสิตได้มองเห็นภาพที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น
ถัดจากนั้นจึงสร้างกลไกให้นิสิตขยับเข้ามาเป็นผู้ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกับอาจารย์ รวมถึงการเปิดพื้นที่ให้ชุมชนได้มีส่วนในการออกแบบการเรียนรู้ร่วมด้วย
ครั้นถึงวาระการจัดกิจกรรม (ระยะกลางน้ำ) นิสิตก็ทำหน้าที่เป็น “วิทยากร” ถ่ายทอดความรู้ และทำหน้าที่อื่นๆ หนุนเสริมกัน เช่น ฝ่ายเอกสาร ฝ่ายปฏิคม ฝ่ายที่พัก ฯลฯ เรียกได้ว่ามีการแต่งตั้งนิสิตเข้ามาบริหารจัดการโครงการร่วมกับอาจารย์อย่างเป็นรูปธรรม มีประธาน รองประธาน เลขานุการ เหรัญญิกเลยทีเดียว
ขณะที่อาจารย์ก็ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงคอยแนะนำและประเมินเสริมพลัง (Empowerment) ให้กับนิสิตเป็นระยะๆ

ในทำนองเดียวกันนี้ คณะทำงานในกลุ่มอาจารย์จากสาขาดังกล่าว ยังมุ่งกระตุ้นให้ครูที่เข้าร่วมอบรมได้ผลิตสื่อด้วยตนเอง เพื่อให้ตรงกับความวัตถุประสงค์ของรายวิชาที่สอนในชั้นเรียน รวมถึงให้สอดคล้องกับความต้องการของนักเรียน เพื่อลดทอนวัฒนธรรมการเรียนรู้เดิมๆ ที่มักใช้สื่อสำเร็จรูปมากจนเกินไป ซึ่งบางสื่อก็ไม่สอดรับกับบริบทของ “เนื้อหาวิชา” และ “ตัวตน” ของผู้เรียน
และที่สำคัญเลยก็คือ เมื่อ “ครู” สามารถผลิตสื่อมัลติมีเดียเสร็จสิ้นแล้ว คณะทำงานโครงการจากมหาวิทยาลัยฯ ยังมีกระบวนการหนุนเสริมให้ครูนำสื่อที่ผลิตขึ้นไปใช้จริงกับผู้เรียนในชั้นเรียนที่ครูสอน พร้อมๆ กับการติดตามเพื่อให้คำแนะนำแก่ครู เพื่อปรับปรุงแก้ไขให้มีประสิทธิภาพ และพัฒนากระบวนการเรียนการสอนด้วยสื่อดังกล่าวสู่การ “วิจัยในชั้นเรียน” ควบคู่กันไป เป็นการพัฒนาศักยภาพของครูในอีกมิติหนึ่ง
เช่นเดียวกับคณะอาจารย์จากสาขาสื่อนฤมิตก็จัดวางให้มีกลไกของการ “วิจัย” เข้าไปประเมินหนุนเสริมกระบวนการทั้งหมดด้วยเหมือนกัน โดยเป็นการวิจัยผ่านการบริการวิชาการแก่สังคมในมิติของ “1 หลักสูตร 1 ชุมชน”
นอกจากนี้แล้ว ยังมอบหมายให้นิสิตลงสู่ชุมชน เพื่อเรียนรู้ “วิถีวัฒนธรรม” ด้วยการศึกษาข้อมูลเชิงกายภาพและชีวภาพของชุมชนด้วยตนเอง โดยการศึกษา รวบรวมข้อมูลอันเป็นบริบทของชุมชนให้เป็นรูปธรรม และหากนิสิตสนใจที่จะนำเรื่องราวในชุมชนแห่งนี้มาเป็น “วัตถุดิบ” ในการผลิตสื่อเพื่อท้องถิ่น ภายใต้ “โปรเจคใหญ่” ที่นิสิตในสาขาทุกคนต้องเรียน
และที่น่าประทับใจเป็นพิเศษก็คือในช่วงพักผ่อน นิสิตได้พยายามสร้างสรรค์กิจกรรม “ลูกฮัก” ขึ้นมาโดยเข้าไปฝากตัวกับชาวบ้าน หรือคณะครูที่มาอบรม ซึ่งถือได้ว่าเป็นการสร้างสรรค์กิจกรรมที่หนุนเสริมเข้ามาอย่างมีพลัง เพราะกิจกรรมดังกล่าว จะช่วยให้การอบรมและการเรียนรู้วิถีชุมชนเป็นไปอย่าง "ราบรื่น" และมี “ชีวิต”
นี่จึงเป็นกระบวนการที่สะท้อนถึงความพยายามที่จะบูรณาการระบบการเรียนการสอน การวิจัย การบริการวิชาการ และการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมเข้าด้วยกันตามแนวคิด 4 In 1 เสมือนการเพียรพยายามที่จะปฏิรูปการศึกษา ทั้งในภาพของหลักสูตร กระบวนการ ผู้สอน/ผู้เรียน และการบริหารจัดการไปพร้อมๆ กัน
โดยส่วนตัวผมเชื่อว่า "เริ่มต้นดี ย่อมมีชัยไปกว่าครึ่ง" และสำคัญครั้งนี้ทีมทำงานก็ได้เริ่มต้นจากการเพียรพยายามอย่างเต็มกำลัง หากยังขับเคลื่อนต่อเนื่อง มีกระบวนการที่ดี มีการจัดการความรู้ที่ดี "ทำไป ถอดบทเรียนไป" เชื่อเหลือเกินว่า "ความสำเร็จ" ในกลไก 4 In 1 อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมอย่างแน่นอน
..ให้กำลังใจกันต่อไป...ครับ...
หมายเหตุ :
กำหนดการโครงการ "บริการวิชาการด้านสื่อนฤมิตสู่ชุมชนตำบลหนองบัวฯ" โดยการจัดอบรมให้ความรู้และเสริมทักษะในการผลิตสื่อมัลติมีเดียฯ ณ อบต.หนองบัว อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม
1.รุ่นที่ 1 วันที่ 7-9 กรกฎาคม 2555 และ 14-15 กรกฎาคม 2555 เวลา 09.00-16.00 น.
2.รุ่นที่ 2 วันที่ 21-22 กรกฎาคม 2555 และ 28-29 กรกฎาคม 2555เวลา 09.00-16.00 น.
ชื่นชมคุณแผ่นดินมาก เลย บนทึกของคุณ เป็นบันทึกที่มีคุณภาพมาก ผ่านการเล่าเรื่องเชื่อมโยง สถานการณ์ สรุปประเด็นไว้เด่นชัด ภาพสื่อความชัดเจน เหมาะแล้วที่เคยได้ รางวัลสุดคะนึง ตอนนี้น่าจะเป็น ยอดสุดคะนึงค่่ะ ชลัญมาอ่านคิดว่าน่าจะทุกบันทึก แต่บางทีมือมันลืมคลิกให้ดอกไม้ วันนี้ให้เพิ่ม เป็น ช่อเลยล่ะกัน
ทำเองกับมือเลยนะนี่
ขอโทษเมื่อกี้เอามาผิดรูป ตั้งใจให้ช่อนี้ แต่แถมตุ๊กตาทำเองกะมือด้วย อิ อิ อิ
สวัสดีครับ คุณชลัญธร
การคลิ๊กดอกไม้...เสมือนการปลูกดอกไม้ไว้ในสวนดวงใจของกัลยาณมิตร (55)
...
อย่าถึงขั้นยกย่องผมเกินไปเลยครับ ผมยังคงคิดและเขียนประเภท "วิชาการสามบรรทัด" เท่านั้นเอง ที่เหลือคือการ "น้ำท่วมทุ่ง"...
ระยะหลัง ผมไม่ค่อยได้เขียนบันทึกในแบบสายลมแสงแดดเหมือนแต่ก่อน นั่นเพราะวิถีการงาน หรืออาจเป็นเพราะมีบางอย่างเปลี่ยนแปลงในตัวตนของตนเองที่ผมยังค้นหาคำตอบไม่เจอ ซึ่งนี่ก็กำลังหันกลับไปเขียน กลอน ลำนำ หรือแม้แต่บันทึกเปลือยความสุขเหมือนอดีต-ซึ่ง ณ ตอนนี้ใช้พลังอย่างมากเลย ไม่รู้จะทำได้ซักกี่มาก น้อย
...
เหนือสิ่งอื่นใด...ขอบคุณทุกๆ ถ้อยนำที่นำพามาหนุนเสริมกำลังใจผมนะครับ
ขอบคุณดอกไม้ช่องามที่นำมาฝาก และขออนุญาตเพาะเลี้ยงให้เบ่งบานและชื่นบาน รวมถึงส่งต่อไปยังกัลยาณมิตรท่านอื่นๆ ต่อไป
เป็นการบูรณาการสื่อการเรียนรู้ที่ดีค่ะ..เสริมทั้งครู และนักศึกษา เพื่อขยายผลต่อไปยังชุมชนและสังคม..
แวะมาชมบทความที่ดีๆก่อนมื้อเที่ยงค่ะเป็นโรคกระเพาะอาหารต้องทานข้าวให้ตรงเวลา สบายดีวันอาทิตย์นะคะ
สวัสดีครับ พี่นงนาท สนธิสุวรรณ
สิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งที่ผมมองก็คือ ครูจะสามารถผลิตสื่อด้วยตนเองได้ สามารถผลิตสื่อที่ตรงกับแบบเรียน หรือความต้องการของเด็กได้โดยตรง เด็กๆ ก็จะตื่นเต้นกับสื่อที่มีเรื่องราวใกล้ตัว และหวังใจลึกๆ ว่า ดีไม่ดีเด็กนักเรียนอาจทำสื่อเรียนรู้ได้ด้วยตนเองเหมือนโรงเรียนอื่นๆ ..
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ พี่หมูจ๋า
ทำงานหนักแค่ไหน ก็อย่าลืมทานข้าวให้ตรงเวลานะครับ...กองทัพอันเกรียงไกร เดินด้วยท้อง (เสมอ)
รักษาสุขภาพครับ
ขอเป็นกำลังใจให้กับนิสิตคณะวิทยาการสารสนเทศทุกค่ะ