สมัยปัจจุบัน การเมืองเรื่องระบบบริการสุขภาพเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ก้อนมหึมา ทางธุรกิจก็มีผลประโยชน์ของตน ประชาชนก็มีผลประโยชน์ด้านการประกันสุขภาพของตน ทำอย่างไรให้เกิดความพอดี พอเหมาะ และก่อผลลัพธ์เชิงบวกต่อสังคมส่วนรวม และต่ออนาคต

เรียนรู้เรื่องระบบบริการสุขภาพจากสหรัฐอเมริกา

ข่าวหน้าหนึ่งใน The Wall Street Journal วันที่ 29 มิ.ย. – 1 ก.ค. 2555   Court Backs Obama on Health Law เขียนโดย Jess Bravin, Brent Kendall and Louise Radnofsky   บอกว่ากฎหมายเพื่อปฏิรูประบบสุขภาพของสหรัฐฯ ได้รับการสนับสนุนจากศาลสูงด้วยคะแนนตัดสิน 5:4   ซึ่งจะทำให้กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้   และจะทำให้คนจำนวน ๓๐ ล้านคนได้รับการคุ้มครองสุขภาพ   ซึ่งหมายความว่า ยังมีอีก ๒๐ ล้านคนที่ยังไม่ได้รับ

นักเขียนของ WSJ ตีความผลการตัดสินของศาลเพื่อความเข้าใจของคนทั่วไปลงไว้ ที่นี่

ผมไม่มีความรู้เรื่องกฎหมายใหม่นี้จึงค้นหาข้อมูลพบแหล่งนี้   ซึ่งมีข้อมูลซับซ้อนมากมาย   โดยข่าวนี้บอกว่าเรื่องยังไม่จบ ยังจะมีการต่อรองกันโดยหลายฝ่าย   และ ปธน. โอบามา ก็ยินดีรับฟัง 

ก่อนการตัดสินของศาลมีการโต้วาทีกันดังนี้

คำวิจารณ์ประธานศาลสูง John Roberts ที่นี่  

ข้อเรียนรู้ของผมคือ   สมัยปัจจุบัน การเมืองเรื่องระบบบริการสุขภาพเป็นเรื่องใหญ่มาก   เพราะเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ก้อนมหึมา    ทางธุรกิจก็มีผลประโยชน์ด้านกำไรของตน   ประชาชนก็มีผลประโยชน์ด้านการประกันสุขภาพของตน   ทำอย่างไรให้เกิดความพอดี พอเหมาะ   และก่อผลลัพธ์เชิงบวกต่อสังคมส่วนรวม และต่ออนาคต

นี่คือโจทย์วิจัยระบบสุขภาพ   ที่มีโจทย์ย่อยๆ มากมาย   โชคดีที่ประเทศไทยมี สวรส., IHPP, HITAP, สปสช., สช.   และกลไกทางปัญญาอื่นๆ ในเชิงระบบ ของระบบสุขภาพมากมาย    กลไกเหล่านี้ต้องสื่อสารกับสังคมให้มากขึ้น ชัดเจนขึ้น   ว่าอย่าเดินตามรอยสหรัฐอเมริกา ในเรื่องระบบประกันสุขภาพ

เราต้องหาความพอดีของเราเอง ระหว่างคุณค่าด้านสุขภาพของพลเมือง   กับคุณค่าด้านธุรกิจ    อย่าปล่อยให้คุณค่าทางธุรกิจกินรวบแต่เพียงฝ่ายเดียว    ซึ่งลงท้ายเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศก็จะประสบหายนะ   หลักฐานอยู่ในหนังสือ The Cost of Inequality : How Today’s Divided Society Endanders Our Future

วิจารณ์ พานิช

๓ ก.ค. ๕๕