(1)
กิจกรรม “1 หลักสูตร 1 ชุมชน” ไม่เพียงสะท้อนให้เห็นรูปแบบการบูรณาการทาง “วิชาชีพ” จากการเรียนการสอน การวิจัยสู่การบริการวิชาการแก่สังคม โดยมีชุมชนเป็นฐาน (Community Based) เท่านั้น หากแต่ในเนื้อแท้ของการขับเคลื่อนกิจกรรมนั้น ยังต้องอาศัยกิจกรรม หรือศาสตร์อื่นๆ หนุนเสริมเข้าไปด้วย รวมถึงการปรับเปลี่ยนรูปแบบให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง เพื่อให้กระบวนการทั้งปวงไม่สะดุดล้ม ถึงขั้นต้องยุติการจัดกิจกรรมลงอย่างฉับพลัน
ยิ่งเป็นกิจกรรมที่ต้องเรียนรู้นอกชั้นเรียน ยิ่งไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าใดๆ ได้อย่างเสร็จสรรพ เมื่อลงสู่ชุมชน จึงจำต้องเตรียมพร้อมเสมอสำหรับการ “รุก-รับ” หรือปรับเปลี่ยนกิจกรรม/กระบวนการให้สอดรับกับสถานการณ์จริง
(2)
โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดแก่สหกรณ์ประมงผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอำเภอโกสุมพิสัย จำกัด (สาขาประมง คณะสัตวแพทย์ศาสตร์และสัตวศาสตร์) เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่เมื่อลงสู่ชุมชนแล้ว พบว่ามีการปรับกระบวนยุทธให้สอดรับกับสถานการณ์จริงอยู่ตลอดเวลา รวมถึงการกำหนดรูปแบบกิจกรรมอื่นๆ ขึ้นมารองรับ เพื่อให้นิสิตสามารถเข้าสู่การเรียนรู้ได้อย่างหลากหลาย ลดทอนการจับกลุ่มเป็นกระจุกๆ ในแบบของ “คนล้นงาน”
โครงการดังกล่าวนี้ ดร.วิภาวี ไทเมืองพล และอาจารย์เอกพล วังคะฮาต เป็นผู้รับผิดชอบหลักในกิจกรรมทั้งปวง โดยในวันที่ 23 มิถุนายน 2555 ได้เดินทางสู่ชุมชน เพื่อจัดกิจกรรมสำคัญๆ คือการลงตีอวนเพื่อคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ปลาสวาย ปลาเทโพ การฉีดฮอร์โมนกระตุ้นการตกไข่ ถ่ายทอดความรู้เรื่องการป้องกันและรักษาโรคปลา ตลอดจนการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการตรวจสอบและการปรับปรุงคุณภาพน้ำเบื้องต้นสำหรับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งในกำหนดการระบุชัดแจ้งตั้งแต่เวลา 07.00-23.00 น.
เรียกได้ว่าการลงชุมชนในวันนี้มีกิจกรรมต่อเนื่องยาวนาน เพราะอย่างน้อยในเรื่องของการฉีดฮอร์โมนกระตุ้นการตกไข่นั้น มีกระบวนการฉีดเข็มที่ 1 และเข็มที่ 2 ที่ต้องทิ้งช่วงห่างของเวลาร่วมๆ 4 ชั่วโมงเลยทีเดียว
(3)
สำหรับกิจกรรมในวันนี้ เปิดตัวขึ้นด้วยความเรียบง่ายและเป็นกันเอง โดยอาจารย์ผู้รับผิดชอบโครงการได้เรียกนิสิตมาชี้แจงถึงภาพรวมของกิจกรรมที่จะมีขึ้นในวันนี้ รวมถึงกิจกรรมที่นิสิตจะต้อง “เรียนรู้วิถีชุมชน” ในมิติต่างๆ ซึ่งมอบหมายให้แกนนำที่ผ่านการอบรมทำหน้าที่เป็น “พี่เลี้ยง” ให้กับเพื่อนคนอื่นๆ
ถัดจากนั้นก็นำนิสิตลงสู่บ่อเลี้ยงปลาของสมาชิกสหกรณ์เพื่อตีอวนคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ปลายสวายและปลาเทโพ -
ขั้นตอนนี้ถือเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่สำคัญมาก เพราะนิสิตต้องลงมือปฏิบัติจริงตั้งแต่ลากอวน คัดเลือกเพศของปลา สังเกตความพร้อมของปลาว่าอยู่ในระยะตั้งไข่แล้วหรือยัง หรือในอีกมิติก็คือการคัดเลือกปลาที่เหมาะสมต่อการนำมาเรียนรู้เชิงปฏิบัติการร่วมกันระหว่าง “นิสิตกับชาวบ้าน” นั่นเอง
ในขั้นตอนนี้ ผมถือเป็นการเรียนรู้ที่น่าสนใจมาก เพราะนิสิตได้เรียนรู้อย่างใกล้ชิดกับชาวบ้านที่เป็น “นักปฏิบัติ” (ปัญญาปฏิบัติ) ซึ่งมากด้วยความรู้และประสบการณ์ตรงในการเลี้ยงปลาและจับปลา ภาพที่พบจึงไม่ต่างจากการเรียนรู้ร่วมกับ “ปราชญ์ชาวบ้าน” ดีๆ นั่นเอง
และการเรียนรู้ที่ว่านั้น ชาวบ้านก็ให้ความกรุณาสอนนิสิตด้วยความเมตตา ไม่มีการปิดกั้น หรือปิดบังคลังความรู้ใดๆ ทั้งสิ้น เสียดายก็แต่นิสิตจำนวนมากไม่มีโอกาสได้ลงไปสัมผัสการเรียนรู้ในบ่อปลาด้วยตนเอง จึงจำต้องเรียนรู้ผ่านการเฝ้าสังเกตอยู่บนฝั่ง... ขณะที่บางคนก็ลุ้นและรอที่จะรับช่วงปลาขึ้นมาจากบ่อ เพื่อนำไปพักตัวก่อนนำกลับเข้าสู่กระบวนการฉีดฮอร์โมนกระตุ้นการตกไข่ต่อไป
(4)
ในช่วงที่รอการฉีดฮอร์โมนกระตุ้นการตกไข่ให้กับปลา เป็นห้วงเวลายาวนานอยู่มาก อีกทั้งกระบวนการเรียนรู้ในเรื่องของการคำนวณปริมาตรยาและการฉีดฮอร์โมนฯ อุปกรณ์ก็มีจำนวนจำกัด นิสิตเกือบทั้งหมดดูเหมือนตีบตันราวกับ “ไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี” คณาจารย์ต่างๆ จึงจำต้องปรับกระบวนกระบวนการเรียนรู้ ด้วยการกระตุ้นให้นิสิตฟังการบรรยายและสังเกตกระบวนการต่างๆ อย่างใกล้ชิด เสมือนการเกาะติดขอบสนามก็ไม่ปาน
นอกจากนั้น ชาวบ้าน หรือสมาชิกของสหกรณ์ฯ อันเป็นกลุ่มเป้าหมายที่จะเข้าร่วมอบรมในเรื่องการป้องกันและรักษาโรคปลา รวมถึงการตรวจสอบคุณภาพน้ำฯ ก็ยังเดินทางมาไม่ถึง หรือแม้แต่เดินทางมาเข้าร่วมต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ แทนที่จะยกเลิก หรือเลื่อนกำหนดการออกไป ก็ปรับแผนตามสถานการณ์ตรงนั้นเลย ด้วยการเดินหน้าจัดอบรมให้กับแกนนำที่มาเพียงไม่กี่คน พร้อมๆ กับการกระตุ้นให้แกนนำได้นำความรู้กลับไปถ่ายทอดให้กับสมาชิกได้ร่วมเรียนรู้และซึมซับอย่างต่อเนื่องในวาระต่อไป โดยบุคลากรจากมหาวิทยาลัยจะทำหน้าที่เป็น “พี่เลี้ยง” คอยติดตามและดูแลอย่างไม่เพิกเฉย

กรณีเช่นนี้ ผมถือว่าเป็น “ทางออก” ที่ดี เพราะเท่าที่รู้มา สมาชิกในสหกรณ์ล้วนมีฮอร์โมนและอุปกรณ์การฉีดฮอร์โมนอยู่ในมือด้วยกันทั้งนั้น ขาดแต่เพียงความรู้และทักษะในการฉีดฮอร์โมนเท่านั้นเอง
- นี่จึงเป็นโอกาสอันดีของการเริ่มต้นสู่การเรียนรู้ในเรื่องเหล่านี้ ดีกว่ายุติกิจกรรม หรือเลื่อนกิจกรรมออกไป ซึ่งดูแล้วก็ไม่ควรต้องตัดสินใจแบบนั้น เพียงแต่ในระยะเวลาที่เหลือต้องปรับแผนใหม่ด้วยการ “หนุนเสริม” เป็นระยะๆ หรือแม้แต่จัดกิจกรรมในทำนองนี้อีกครั้ง โดยครั้งใหม่ สมาชิกจะต้องเข้าร่วมการเรียนรู้ให้มากกว่าครั้งนี้เท่านั้นเอง
(5)
ในทำนองเดียวกันนั้น เมื่อมีการปรับแผนการทำงานโดยยึดสถานการณ์จริงเป็นตัวตั้ง กระบวนการเรียนรู้อื่นๆ จึงถูกออกแบบขึ้นใหม่ หรือแม้แต่ออกแบบไว้แล้ว ก็จำต้องถูกดึงขึ้นมาใช้อย่างเร่งด่วนด้วยเหมือนกัน อาทิการหนุนเสริมด้วยแนวคิด “อยู่บ้านท่านอย่านิ่งดูดาย ปั้นวัวปั้นควายไล่ขวิดลุกท่านเล่น”
ครับ-แนวคิดดังกล่าวนั้น ผมแลกเปลี่ยนกับคณะทำงาน เพื่อกระตุ้นให้นิสิตตระหนักถึงสิ่งที่พึงกระทำให้เกิดประโยชน์ต่อสถานที่อันเป็นบริบทที่ตนเองกำลังเหยียบยืนอยู่ ไม่ใช่ทำตัวลอยนวล หรือลอยมาลอยไปอย่างเปล่าเปลือง หรือไม่ก็ทำตัวเป็น “คนล้นงาน” โดยไม่สนใจที่จะขยับเข้าช่วยเหลือผู้อื่น หรือแม้แต่การไม่สนใจที่จะเรียนรู้เรื่องอื่นๆ ที่มากกว่า “โจทย์” หรือ ”กิจกรรมหลัก” ที่ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่แรก
ด้วยแนวคิดที่ว่านี้จึงกิจกรรมอื่นๆ จึงถูกออกแบบขึ้นอย่างเร่งด่วน เช่น ให้นิสิตชวนกันล้างบ่อปลาให้กับชาวบ้าน เก็บกวาดขยะในชุมชน เดินเท้าเข้าสู่ชุมชนเพื่อพบปะทักทายและเรียนรู้วิถีชาวบ้าน ไต่ถามสารทุกข์สุกดิบของผู้คนหลากวัย-หลากสถานะ รวมถึงการเข้าครัวเพื่อจัดเตรียมอาหารการกินร่วมกับชาวบ้าน ฯลฯ
- เพราะเชื่อว่าในทุกๆ กิจกรรมล้วนเป็นกระบวนการเรียนรู้ “ชีวิตและสังคม” อย่างมหัศจรรย์ หากนิสิตเปิดใจเรียนรู้ย่อมได้รับ “ทุนชีวิต” คืนกลับมาอย่างไม่ต้องกังขา เป็นต้นว่า การเห็นคุณค่าของตนเอง คุณค่าของผู้อื่น และการเห็นคุณค่าของสังคมมากกว่าที่ผ่านมา
(6)
เหนือสิ่งอื่นใดจึงกล่าวได้ว่า โครงการดังกล่าวฯ นี้ เป็นกิจกรรมการเรียนรู้ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะประเด็นของการเรียนรู้ที่จะปรับเปลี่ยนแผน/กิจกรรม หรือกระบวนการต่างๆ ให้สอดรับกับสภาพความเป็นจริงของสถานการณ์นั้นๆ เพื่อให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้รับประโยชน์ หรือได้ “ทุนรอนทางความคิด” กลับไปขยายผลต่อในบริบทของแต่ละภาคส่วนให้ได้มากที่สุด
- เพราะในความเป็นจริงของโลกใบนี้ เราไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าต่อสิ่งใดได้อย่างเสร็จสรรพ ทางออกที่ดีที่สุดก็คือ “...ผ่อนปรน ยืดหยุ่น และปรับแก้...”
ครับ-การปรับเปลี่ยนรูปแบบ หรือกระบวนการเช่นนี้ จะว่าไปแล้วก็ไม่ต่างจากการรบพุ่งในสนามรบก็ไม่ผิด เพราะ “...เมื่อเผชิญหน้ากับปัญหา หรือศัตรู นักรบย่อมกล้าที่จะปรับเปลี่ยนกลยุทธ “รุกและรับ” ได้ตลอดเวลา หยิบจับ หรือชักอะไรออกมาก็ต้องเป็นอาวุธได้ทั้งนั้น ไม่ใช่ตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก...สุดท้ายก็พ่ายทัพยับเยิน”
ซึ่งคณะทำงานในโครงการฯ นี้ ก็ล้วนพลิกสถานการณ์ทั้งปวงได้เป็นอย่างดี สมควรที่จะได้รับเสียงปรบมือและยึดเป็นต้นแบบการเรียนรู้ไม่แพ้โครงการฯ อื่นๆที่ขับเคลื่อนมาก่อนหน้านี้
23 มิถุนายน 2555
...


ความรู้ การเรียนรู้ มีในการประมงไทย
ขอบคุณ สำหรับบทความดีดีนี้นะค่ะ
สวัสดีครับ พี่Somsri
เท่าที่ทรบมา ในอดีตอำเภอโกสุมพิสัยมีชื่อเสียงในเรื่องของการจำหน่ายพันธุ์ปลาในระดับประเทศเลยทีเดียว หากแต่ระยะหลังดูเงียบไป นั่นคือเหตุผลหนึ่งที่ทางสาขา/ผู้รับผิดชอบตัดสินใจเลือกเป็นโจทย์/พื้นที่ในการจัดกิจกรรม
การได้สัมผัสภูมิปัญญา และผสมผสานเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้าด้วยกัน เป็นทางเลือกที่ท้าทายและเป็นทางออกที่น่าสนใจมาทีเดียว
ขอบคุณครับ
ขอปรบมือให้ดังๆด้วยคนค่ะ
ชอบจัง....ผ่อนคลาย ยืดหยุ่น แล้วปรับแก้
ด้วยความปราถรถนาดี เอื้ออาทร ให้และรับกันและ อะไร ๆ ก็ดีเสมอ
ขอบคุณค่ะ
สวัสดีครับ คุณชลัญธร
ขอบคุณที่แวะมาให้กำลังใจนะครับ
สำหรับโครงการนี้ ยังรอกำหนดการในช่วงต่อไป คาดว่าคงเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงการออกแบบกิจกรรมที่รองรับได้อย่างหลากหลายและทั่วถึง เพราะเท่าที่แลกเปลี่ยนกับอาจารย์ฯ ผู้รับผิดชอบ ท่านเองก็มองเห็นและถอดบทเรียนเล็กๆ ไปในตัวเหมือนกัน
สวัสดีครับ พี่หมอธิรัมภา
..ผ่อนปรน ยืดหยุ่น..ปรับแก้...
เป็นมุมมองส่วนตัวที่มีต่อการลงพื้นที่เพื่อทำหน้าที่ "พี่เลี้ยง" ของผมและทีมงาน เราเดินทางไปร่วมเรียนรู้ ไม่ใช่ไปเพื่อ กำกับ ติดตาม...
นั่นจึงเป็นนัยสำคัญอีกมุมหนึ่งเหมือนกัน
แต่ที่แน่ๆ ก็คือ การทำกิจกรรมในชุมชน หรือแม้แต่อื่นใดก็ตาม เราพยากรณ์ล่วงหน้าได้ แต่ก็ควรต้องมีแผน 1 แผน 2 รองรับเสมอ...
ขอบคุณครับ