ธรรมชาติสามารถสื่อสารกับเราได้ด้วยสัมผัสทางใจ

  หลายปีมาแล้ว ครั้งเมื่อต้องอยู่บ้านคนเดียวเป็นเวลาติดต่อกันหลายปี กลับจากทำงานก็เข้าบ้าน หาอะไรกินนิดหน่อย แล้วก็อยู่กับความเงียบสงบลำพัง ชีวิตเป็นอยู่อย่างนี้จนรู้สึกเคยชิน ผู้เขียนมีต้นไม้ สายลมเป็นเพื่อน พูดคุยกันโดยไม่ต้องการคำตอบก็ได้ ที่จริงแล้วธรรมชาติสามารถสื่อสารกับเราได้ด้วยสัมผัสทางใจ ผู้เขียนได้รับความรู้สึกอย่างนั้นมาแล้ว

 อีกอย่างหนึ่งที่ทำบ่อยคือการนั่งที่ประตูหน้าบ้าน แล้วมองท้องฟ้าในความมืด ไม่นานแสงดาวระยิบระยับที่อยู่แสนไกล กลับทำให้ผู้เขียนมองเห็นอะไรในความมืดได้ชัดเจน แปลกมาก ปรับสายตาในความมืดได้เร็วมาก จนชอบเดินในความมืดได้สบายๆ บางคืนดับไฟแล้ว หลับตาแล้วยังมองเห็นของในห้องนอนได้ จนแปลกใจว่านี่เราหลับตา หรือลืมตากันแน่

 ยังมีอีกอย่างหนึ่ง ที่เกิดขึ้นกับผู้เขียน จะเป็นเพราะได้อยู่กับความเงียบ กับการหัดพูดกับเพื่อนที่ไม่มีวาจามานานก็ไม่ทราบ วันหนึ่งผู้เขียนนั่งเล่นก่อนนอนที่หน้าบ้านตามเคย สายตามองตรงไปที่ขอบฟ้า ระดับไม่เกิน20 องศา ผู้เขียนพบว่ามีดาวดวงหนึ่ง ช่างสว่างและสุกสกาวมาก กระพริบระยิบระยับจนเหมือนอยู่ใกล้กันเพียงแค่เอื้อม จากนั้นผู้เขียนก็เริ่มพูดคุยกับดวงดาวเกือบทุกวัน ส่งข้อความทางใจ ถามสารทุกข์สุกดิบกันไป นึกอยากจะคุยเรื่องใด ก็พูดคุย ในใจไป  รู้สึกมีกระแสส่งกลับมา มีความชื่นใจ อบอุ่น ราวกับดาวดวงนั้น เป็นเพื่อนกับผู้เขียนจริงๆ  เห็นทุกวัน คุยทุกวัน พอดึกหน่อยดาวดวงนั้นก็หายไปเฉยๆ

  สุดท้ายผู้เขียนก็ย้ายจากบ้านหลังนั้นมา ทุกวันนี้ แม้จะมองที่องศาเดิม ณ มุมไหนของท้องฟ้า ก็ไม่พบเพื่อนดาวดวงนั้นอีกเลย เราคงหากันไม่เจอ...เพราะทุกสิ่งอย่าง ได้คลาดเคลื่อนไปเสียแล้ว 

...........คิดถึงดาวดวงนั้น.......

  เป็นเรื่องจริง ที่ยังอยู่ในความทรงจำ ที่อาจเหมือนเป็นนิยายลี้ลับ เกินกว่าจะเข้าใจ