...ฝนฟ้ามาเยือนมาเยือนอีกรอบคราวนี้ พร้อมกับความเจ็บไข้ได้ป่วย เหมือนกับธรรมชาติจะบอกให้หยุดพักหยุดวิ่งอยู่นิ่งๆให้เวลากับชีวิตได้ทบทวนสิ่งต่างๆที่ได้ทำผ่านมา และหนทางข้างหน้าจะยืนอยู่จุดใดจะเดินไปในทิศทางไหนฯ.
...ช่วงปีนี้นับว่าเป็นช่วงเวลาของการเสวยสุขกับงานที่ผ่านๆมาเรื่องที่เคยหนักๆ(ปัญหาต่างๆในชั้นศาล) งานหนักๆ(การปลูกดินปลูกต้นไม้สร้างธรรมชาติ) ทำให้มีเวลาใช้ชีวิตแบบช้าๆ มีเวลานั่งทานกาแฟคุยเรื่องธรรมะและมุมมองชีวตกับคู่ชีวิตซึ่งทำทุกอย่างฟันฝ่ามาด้วยกัน.
...ที่บอกว่ามีเวลา-เสวยสุข ก็เพราะว่าเมื่อก่อน(ประมาณ10ปีที่แล้ว)ช่วงที่เคียงข้างกันลุยภาคปฏิบัติกับการค้นหาสูตรวิธีปลูกผักหวานป่านั้นต้องตื่นแต่เช้ามืดไม่ต้องถามว่ากี่โมง ทานข้าววันละหนบ้างครั้งข้าวเช้ารวบยอดเวลาเย็น(เหนื่อยจนทานไม่ไหว"โรคกระเพาะวิ่งหนี") ออกจากในสวนมาถึงบ้านเวลาคือสายตาเริ่มมองไม่เห็นเส้นทางกับความมืดค่ำ ทุกอย่างเพื่อเป้าหมายคือปลูกต้นไม้.
...แม้รู้ว่าปลูกแล้วตายแต่ก็ต้องปลูก แม้มองไม่เห็นหนทางหรือแม้แต่แสงสว่างที่ริบหรี่ก็ต้องทำ แม้จะมีแต่เสียงคัดค้าน ปรามาท ดูถูกเหยียดหยามก็ต้องอดทน เพราะในหัวใจมีสิ่งที่เลือกคือรักที่จะทำและเดินในเส้นทางนี้จะสุขหรือทุกข์ต้องอดทน(บางครั้งข้าวจะกรอกหม้อไม่มี แต่ต้องเลี้ยงบริวาร"หมาแมวเป็ดห่าน" บางครั้งเงินแม้แต่บาทเดียวก็ไม่มีติดบ้านแต่ก็ต้องทำต้องเดิน.
...เพื่อให้ดินดี เพื่อล้างเวรกรรมที่มี เพื่อพิจารณาอสุภะสติัฏฐาน ดินที่แข็งๆขุดลึกได้ทีละครึ่งจอบ(3นิ้ว)ดิฉันขุดหลุมด้วยจอบด้วยมือสองข้างของฉัน เพื่อให้รถส้วม(รถปุ๋ยเทศบาล)เทสิ่งปฏิกูล(ขี้)ลงใส่ สองคนคู่ชีวิตช่วยกันหิ้วขนนำไปใส่ลงดินให้ดินดีต้นไม้จะได้งอกงาม(บางครั้งล้มลุกคลุกคลานอาบขี้ก็มี).
...หลายสิ่งที่ผลักดันอยู่ภายในใจเป็นแรงผลักให้ต้องพิสูจน์และทำให้ได้(แม้รู้ว่าเป็นหุบเหวก็ต้องหาหนทางไต่ลงไป) สิ่งเหล่านี้มันเป็นแนวทางชีวิตที่เดินทวนกระแสน้ำ(มีเสียงด่าว่าโง่และบ้าเจอมาครบ) รอดชีวิตมาถึงวันนี้ได้ฉันจึงเรียกเวลานี้ว่าช่วงเสวยสุข.
...มุมมองประสบการณ์ที่เล่าสู่กันฟังในวันนี้ก็เพื่ออยากจะบอกว่าตราบใดที่เรามีศรัทธาและความเชื่อมั่น(มรรค๘และอิทธิบาท๔) จะทุกข์เพียงใดย่อมผ่านพ้นได้ไม่ช้าก็เร็ว ขอเพียงให้ทำอย่างเต็มที่ให้ถึงที่สุด.
...แม้ขึ้นไปสุดหน้าผาคนมีปัญญาสามารถลงไปสู่เบื้องล่างได้โดยการไต่(แทนที่จะกระโดด)ด้วยขาแขนพลังทั้งหมดที่ตนมีเพราะเขาเชื่อว่าเบื้องล่างคือพื้นดินคือที่ให้ยืน คือสิ่งใหม่ๆที่รออยู่ ต่างจากคนส่วนมากที่เพียงแค่มองว่ามันคือเบื้องล่างคาดว่าคือหุบเหว สุดทางไปต่อแล้วหันหลังกลับ.
...ขึ้นไปสูงสุดฟ้า(เขา)แล้วมีใครบ้างที่ไม่ต้องลง เพียงแต่การลงจะลงแบบไหน! แบบผู้กล้าหรือธรรมดาตามกระแส แบบผู้คิดค้นหรือแบบความเคยชินเอาไงก็เอา.
...มันเหนื่อย มันลำบากแต่มันสุข มันใช้เวลา มันยาวนานแต่มันคุ้มค่าสำหรับชีวิตที่เกิดมาเป็นมนุษย์(เมื่อก่อนกับมุมมองชีวิตดิฉันมองเห็นคนที่ทำสิ่งใดที่จะประสบผลสำเร็จได้คำตอบกับสิ่งที่ทำต้องใช้เวลาอย่างน้อย10ปีขึ้นไป หากเปรียบกับต้นไม้ก็จะเริ่มมีแก่นข้างใน แม้บางต้นจะฝ่าวิบากภายนอกลำต้นจะถูกแทะถูกมีดฟันก็ตาม).
...ด้วยเหตุผลเหล่านี้จึงทำให้ดิฉันมีความสุขที่ได้มองต้นไม้ภายในสวนแม้อาจจะดูว่าเป็นเพียงต้นไม้ธรรมดาๆไม่มีอะไรแตกต่าง "แต่มันพิเศษสำหรับหัวใจ".
...แล้ววันนี้หัวใจที่พิเศษจะนำพาทุกท่านมาเดินเที่ยวชมสองโซนสุดท้ายในอุฑยานผักหวานป่าค่ะ กับบรรยากาศยามหน้าแล้ง(เม.ย. พ.ค. ที่ผ่านมาปี2555).
1.ไทรคู่ปลูกสองต้นแต่วันนี้รวมกันเป็นหนึ่งเดียว ฟากน้ำอีกฝั่งเป็นบ้านเป็ด-ห่าน.
2.มุมนี้เป็นถนนขอบบ่อปลาจากสภาพเดิมสมัยก่อนริมบ่อเป็นป่าหญ้าอ้อยหนู(หญ้าที่แข็งใบคมเหมือนคมมีด)เพียรปลูกต้นไม้อยู่หลายปี.
3.ภาพใหม่ของธรรมชาติในวันนี้กับสองมือสองใจที่ร่วมสร้าง.
4.เมื่อปี2546เคยสร้างต้นไม้ธรรมชาติในทางเส้นนี้สมบูรณ์ด้วยตะขบ ผักหวานและต้นไม้อื่นๆกำลังไปได้ดี3ปีผักหวานปลูกด้วยเม็ดออกดอกติดลูกถัดมา2ปีเจอพายุตะขบโค่นผักหวานหยุดชงักตายเกือบหมด(เหมือนคนล้มทั้งยืน).
5.หน้าแล้งน้ำในบ่อลดลงบางปีแล้งจัดปลาตายต้นไม้ริมบ่อตายต้องเพียรปลูกใหม่.
6.ธรรมชาติจุดนี้สมัยก่อนมองเห็นแต่เนินดิน วันนี้มีต้นไม้ปลูกเป็นฉากกั้นสายตา.
7.สร้างบ้านให้ปลา ด้วยกิ่งไม้ต้นไม้.
8.ความสบายตาสบายใจในหน้าแล้งมุมนี้ดิฉันจะชอบมานั่งประจำ(ภาพที่1-8เรียกว่าโซน"ถนนคันสระใหญ่").
9.จากภาพที่เก้าไปถึงภาพสุดท้ายโซนนี้เรียกว่า"เกาะหางนกยูง"เป็นมุมเล็กๆแต่ปลูกอะไรก็ลำบากส่วนมากตายเรียบ.
1.แต่วันนี้ไม้มะค่าที่ปลูกไว้เริ่มเติบให้ให้ชื่นใจได้มองเห็นสีเขียวๆตรงจุดนี้.
11ไผ่ซางนวลที่เกือบตายแล้งเริ่มฟื้นคืนมา.
1.แปลงนี้อยู่ตรงข้ามเกาะผักหวาน.
13.ด้านซ้ายคือเกาะผักหวาน เส้นทางด้านล่างจรดกับแปลงศาลปู่ย่าไปถึงถนนคันสระใหญ่.
14.แสงสว่างที่มองเห็นตรงหน้าคือแปลงเนินหมากเบ็น จุดสูงสุดของท้ายสวน.
...ท้องไส้สังขารยังปั่นปวนหัวใจจึงชวนขังขารมานั่งทบทวนเล่าบันทึกทบทวนพิจารณาชีวิตนั่งบันทึกอยู่สามชั่วโมงรู้สึกว่าได้ผลสังขารสงบศึกไม่ปั่นป่วนกวนใจ หวังว่าบันทึกเล็กๆจากใจคงทำให้ทุกท่านเพลิดเพลินได้บ้างนะคะ.
*** ขอบพระคุณและสวัสดีค่ะ ***
ร่มครึ้ม สดชื่นดีจริงค่ะ
ภาพชุดนี้ดูแล้วชุ่มฉ่ำหัวใจค่ะ ชอบบ้านของปลาจัง :)
...ภาพชุดนี้เป็นบรรยากาศของฤดูร้อนค่ะ(หน้าแล้ง)ปี2554น้ำท่วมทำให้ดินชุ่มต้นไม้เก็บน้ำไว้เยอะพอถึงหน้าหนาวและหน้าร้อนปีนี้น้ำในบ่อปลาจึงแห้งลงไม่มากเหมือน4-5ปีที่ผ่านมาค่ะ.
...บ่อปลาของสวนสร้างแบบเรียนแบบธรรมชาติ(ห้วย แม่น้ำฯ) และปล่อยปลารวมหลากหลายชนิด(เช่นเดียวกับต้นไม้ในสวนค่ะ) มีทั้งปลากินพืช กินเนื้อ ผักหญ้า ต้นไม้ในสวนเวลาตัดแต่งก็จะขนลงบ่อโดยไม่ต้องกลัวว่าน้ำจะเน่าเสียเพราะระบบนิเวศใต้น้ำจะจัดการย่อยสลายเองค่ะ(ปลากินใบไม้ขับถ่ายออกมากลายเป็นแพงตอนเป็นอาหารของกุ้งและหอยแล้วพวกปลากินเนื้อก็จะช่วยควบคุมปริมาณของกุ้งและหอยอีกทีค่ะ).
...เมื่อกินอิ่มแล้วก็ต้องนอน(มีบ้านอยู่)ต้นไม้กิ่งไม้ที่โค่นลงขอบบ่อจึงเป็นทั้งบ้านและที่หลบภัยค่ะ.
.....ขอบพระคุณทุกๆท่านที่กรุณาเข้ามาเยี่ยมชมและมอบดอกไม้ให้กำลังใจค่ะ...
สวนป่าเขียวชอุ่มและธารน้ำใส..คือสวรรค์ของผู้อาศัยที่เฝ้าอนุรักษ์อย่างมุ่งมั่นเช่นนี้ ขอชื่นชมในแบบอย่างดีๆค่ะ..
...ขอบพระคุณสำหรับกำลังใจค่ะ.
...ในน้ำที่มองเห็นฝูงปลาว่ายเล่นและกินอาหาร(ต้นไม้ใบหญ้า)ที่คนนำลงให้อย่างสบายอารมณ์ปลาก็พาให้หัวใจคนสุขไปด้วยค่ะ.
...ความเขียวชอุ่มและการเจริญเติบโตของป่าหลายชั้นในสวนปีนี้ทำให้ได้พลังแรงใจกับการปลูกต้นไม้ทุกครั้งที่ได้มองดูค่ะ.
...ตอนนี้กำลังเริ่มศึกษาข้อมูลเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้จุลินทรีย์EMค่ะ เพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้มที่ดีอย่างยั่งยืนค่ะ...