khunfongfang
นางสาว วาสนา คำวิชิต

วงแหวนดาวเสาร์ 5/7/55


คำถาม

วงแหวนดาวเสาร์

 

วงแหวนของดาวเสาร์ค้นพบโดยกาลิเลโอ ในปีค.ศ. 1610 ในเวลาไล่เลี่ยกับการสังเกตดาวศุกร์เสี้ยวและดวงจันทร์ดาวพฤหัสบดีของเขา กล้องโทรทรรศน์ในสมัยของกาลิเลโอยังมีประสิทธิภาพไม่ดีนักกาลิเลโอจึงไม่สามารถมองเห็นวงแหวนแยกออกจากตัวดาวได้ และเห็นว่ามี หูจับ ต่อมาในปีค.ศ. 1659 คริสเตียน ฮอยเกนส์ ( Christian Huygens ) นักดาราศาสตร์ชาวเนเธอร์แลนด์ ได้ศึกษาดาวเสาร์ด้วยกล้องโทรทรรศน์ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่ากล้องของกาลิเลโอมาก และอธิบายว่าวงแหวนของดาวเสาร์เป็นวัตถุรูปแหวนแบนที่โคจรอยู่รอบดาวเสาร์ นับว่าเป็นข้อสรุปที่ดีที่สุดแล้วที่สามารถสรุปได้โดยการสังเกตจากโลก
หลังจากยานไพโอเนียร์ 11 ไปเยือนดาวเสาร์เป็นครั้งแรกในปีค.ศ. 1979 เราได้ข้อมูลสรุปที่ชัดเจนว่าวงแหวนของดาวเสาร์มิใช่จานแบนขนาดใหญ่เพียงชิ้นเดียว แต่ประกอบด้วยเศษหินและน้ำแข็งขนาดจิ๋วมากมายที่เรียงตัวอยู่ในระนาบเดียวกัน ต่อมาในปีค.ศ. 1980 ยานวอยเอเจอร์ได้ค้นพบอีกว่าภายในวงแหวนหลักประกอบด้วยวงแหวนย่อยๆ เป็นชั้นๆมากมาย แม้แต่ช่องว่างต่างๆที่เข้าใจว่าเป็นที่ว่างระหว่างวงแหวนก็ยังมีวงแหวนจิ๋ว ( Ringlet ) อยู่หลายวง

แท้จริงวงแหวนของดาวเสาร์บางมาก คือ มีความหนาแน่นเฉลี่ยประมาณ 500 เมตร แต่เพราะเศษวัตถุที่ประกอบเป็นวงแหวนของดาวเสาร์สามารถสะท้อนแสงได้ดีและวงแหวนมีความกว้างรวมกว่า 80,000 กิโลเมตร จึงสามารถสังเกตได้จากโลกแม้จะห่างออกไปกว่า 1,100 ล้านกิโลเมตร เศษวัตถุในวงแหวนของดาวเสาร์มีขนาดต่างๆกัน โดยส่วนใหญ่มีขนาด 1-10 เซนติเมตร แต่บางส่วนก็มีขนาดเทียบได้กับรถยนต์หรือใหญ่กว่านั้น นักดาราศาสตร์ประมาณว่าหากรวบรวมเศษวัตถุในวงแหวนทั้งหมดของดาวเสาร์มารวมเป็นดวงจันทร์ของดาวเสาร์ดวงเดียว ดวงจันทร์ดังกล่าวจะมีเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 100 กิโลเมตร เท่านั้น 

   วงแหวนที่อยู่ใกล้กับดาวเสาร์มากที่สุด ขอบในของวงแหวนเห็นไม่ชัดเจนนัก นักดาราศาสตร์เชื่อว่าบริเวณของวงแหวนดีแผ่ลงไปจนถึงระดับยอดเมฆของดาวเสาร์ ( ประมาณ 60,000 กิโลเมตร จากศูนย์กลางของดาว ) วงแหวนดีจางกว่าที่จะสังเกตเห็นในกล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็กได้

 


วงแหวนซี ( C Ring )

เป็นวงแหวนจางๆ ที่อยู่ไกลออกไปจากวงแหวนดี มีความกว้าง 17,500 กิโลเมตร เละความหนา 80-150 เมตร แม้ว่าจะมีความสว่างน้อยกว่าวงแหวนบีมาก แต่ วงแหวนซีสามารถสังเกตได้ในกล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็กหากสภาพอากาศเอื้ออำนวย
วงแหวนบี ( B Ring )
เป็นวงแหวนที่สว่างที่สุดของดาวเสาร์ มีความกว้าง 25,500 กิโลเมตร และหนา 1.21-1.76 กิโลเมตร เศษวัตถุที่อยู่ในวงแหวนบีมีขนาดค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับวงแหวนอื่นๆคือ มีขนาดประมาณ 1-10 เมตร และมีลักษณะทางกายภาพต่างจากเศษวัตถุในวงแหวนซีและดีอย่างมากแน่นอน เนื่องจากความสามารถในการสะท้อนแสงแตกต่างกัน


ช่องแคสสินี ( Cassini Division )

เป็นช่องระหว่างวงแหวนบีและวงแหวนเอ ขนาด 4,200 กิโลเมตร เมื่อสังเกตด้วยกล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็กจะเห็นช่องนี้เป็นเส้นจางบนแถบวงแหวน นักดาราศาสตร์เชื่อว่าช่องแคสสินีอาจเกิดจากแรงรบกวนของดวงจันทร์ไมมาส ( Mimas ) ของดาวเสาร์ที่กระทำต่อเศษชิ้นส่วนของวงแหวน

วงแหวนเอ ( A Ring )
วงแหวนชั้นนี้เป็นวงแหวนที่มีความสว่างมากอีกชั้นหนึ่ง แต่ก็ยังสว่างน้อยกว่าชั้นบี การศึกษาภาพถ่ายจากยานอวกาศระบุว่า วงแหวนเอมีวงแหวนจิ๋วและช่องว่างอยู่ภายในจำนวนมาก วงแหวนเอสามารถสังเกตได้ด้วยกล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็กโดยสังเกตช่องแคสสินีซึ่งเป็นเส้นแบ่งระหว่างวงแหวนเอและบี


ช่องเองเก้ ( Encke Division )

ที่บริเวณขอบนอกของวงแหวนเอ มีช่องว่างความกว้าง 325 กิโลเมตร เรียกว่า ช่องเองเก้ ค้นพบโดยเจมส์ คีลเลอร์ ( James Keeler ) นักดาราศาสตร์ชาวอเมริกัน ช่องเองเก้สามารถสังเกตได้จากโลกด้วยกล้องโทรทรรศน์ขนาดค่อนข้างใหญ่ในสภาพอากาศที่ดีมากเท่านั้น ( กล้องขนาดประมาณ 15 นิ้ว ขึ้นไป ) จะเห็นเป็นเส้นบางอยู่บริเวณริมนอกของวงแหวนเอ

วงแหวนเอฟ ( F Ring ) วงแหวนจี ( G Ring ) และวงแหวนอี ( E Ring )

แหวนชั้นนอกที่จางจนแทบไม่สามารถสังเกตได้จากโลกเลย วงแหวนทั้งสามมีความกว้างรวมกว่า 308,000 กิโลเมตร และมีความหนา 100-1000 กิโลเมตร แต่ประกอบด้วยฝุ่นอนุภาคเล็กที่เบาบางและสะท้อนแสงน้อยมาก ดวงจันทร์หลายดวงโคจรอยู่ในเขตวงแหวนเหล่านี้ เช่น ไมมาส ( Mimas ) เอนเซเลดุล ( Enceladus ) ทีดิส ( Tethys ) เทเลสโซ ( Telesto ) คาลิปโซ ( Calypso ) ไดโอนี ( Dione ) เฮเลน ( Helene ) ฯลฯ

คำสำคัญ (Tags): #zoogeography
หมายเลขบันทึก: 493591เขียนเมื่อ 5 กรกฎาคม 2012 15:06 น. ()แก้ไขเมื่อ 7 กรกฎาคม 2012 09:36 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (4)

น่าสนใจมากค่ะ..ข้อมูลนี้มีที่มาไหมคะ?

วงแหวนของดาวเสาร์ A B C ... ชื่อนี้มีที่มาทีไปอย่างไรครับ

@นาง นงนาท สนธิสุวรรณ มาจากแวบนี้คะ สน ใจเข้าไปอ่านได้นะคะ http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/prae/narerat/the_solar_system/saturnring.htm

@ ภูคา เรียกตามความสว่างของวงแหวนคะ และ ดูจากการค้นพบว่าวงไหนวงแรก

อ้างอิงจาก อาจารย์ประสุข บอกคะ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี