ปี2020 อยู่กี่ไม่ไกล แต่การศึกษาไทย บ่นกันไป บ่น กันมา ไม่เห็นมีใครทำอะไร ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ เพื่อพัฒนาคุณภาพอนาคตไทย ก็ดีเหมือนกัน

สวัสดีครับ

หลายวันก่อนได้รับหนังสือเชิญชวนให้เขียน เรื่อง การศึกษาไทยในปี 2020 ดีเหมือนกัน เพราะด้วยผมเองก็รู้สึกอึดอัด มาตั้งแต่เรียนหนังสือแล้ว เรียนอะไรกันเนื้อหามากมาย เนื้อหาบางเนื้อหา ตั้งแต่ผมเรียนจบแล้ว ทำงาน ประกอบอาชีพหลายสิบปี ก็ยังไม่เคยได้ใช้เนื้อหา สาระที่เรียนมาเลย เช่น พาราโลรา ไฮเพอร์โบลา (ต้องแสดงภาพ หลายคนอาจจะลืมไปแล้ว)




รวมถึง บางครั้งเราเรียนในห้องเรียน ฟังอาจารย์สอน ก็ยังทำการบ้าน วิชาคณิตศาสตร์ หรือ ฟิสิกส์ ไม่ได้ เรียนไม่เข้าใจ

แต่... เมื่อไปถามเพื่อน ที่เรียนเพิ่มจากสถาบันกวดวิชา ให้ช่วยบอกเทคนิคการคิดเลข การแก้สมการทางฟิสิกส์ ปรากฏว่า ง่ายและเข้าใจกว่าอาจารย์สอนในห้องอีก


เดี๋ยวนี้... เด็กๆ เลย ยังคงต้องเรียนกวดวิชากันอยู่ และ บางคน อาจต้องเรียนเพิ่มอีกหลายวิชาด้วย 


เกิดอะไรขึ้น?


การศึกษาของไทยยังไม่พัฒนา มีหลายเรื่องที่ติดขัด ทั้งๆที่ประเทศเรามีนักการศึกษา นักวิชาการ นักคิดอยู่มากมาย ได้โอกาสดี เวทีเปิด แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อพัฒนา หาแนวทางในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา 

 

สำหรับแนวคิดของผม


ช่วงวัยเด็ก-อนุบา

สอนให้ รู้ (เน้น เอาแค่ รู้ ไม่ถึงระดับเข้าใจ แต่หากสามารถทำได้ ถึงระดับเข้าใจ ก็ดี เพราะเป็นความท้าทายความสามารถของครู อาจารย์ พ่อ แม่) สอนให้เค้า รู้จักกับสิ่งต่างๆรอบตัว เช่น ครอบครัว การอยู่ในสังคม รู้จักเพื่อนๆ ร่างกาย สัตว์ ธรรมชาติ ต้มไม้ ใบหญ้า สิ่งแวดล้อม ประเพณี วัฒนธรรม

 

เพื่อปลูกฝักในเรื่องการเรียนรู้ รักที่จะเรียนรู้ต่อในอนาคต

 

สอนอย่างไร :

1. เรียนรู้จากการดู โดยการสอน หรือ การใช้สื่อที่ดี เช่น เลือกสารคดีที่หน่วยงานต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ ที่เค้าทำได้ดีแล้ว ผมเคยดูสารคดี บ้างครั้งยังนั่งดูอย่างเพลิดเพลิน ไม่เบื่อ เรื่องราวของชีวิตสัตว์บก สัตว์น้ำ สัตว์ป่า การเจริญของต้นไม้ การพาไปท่องเที่ยวที่ต่างๆ (อาจจะต้องลงทุนบ้าง แต่ถ้าทำทั้งประเทศ แบ่งกันใช้ ราคาไม่น่า่จะแพง)

 

2. เรียนจากการได้ทำ มองเห็น หรือสัมผัส พาไปดู ไปเห็นของจริง เช่น การทำนา ทำสวน ดูสัตว์ ดูต้นไม้ในธรรมชาติรอบตัวหรือที่ใกล้เคียง ไปวัด ไปคุยการผู้อาวุโสในหมู่บ้าน ในท้องถิ่น (ต้องเป็นการออกแบบการศึกษานอกสถานที่ ที่สอดคล้องกับภูมิประเทศของแต่ละสถานศึกษา)

 

3. เรียนรู้จากการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เน้นสนุกสนาน กล้าแสดงออก กล้าบอก กล้าเล่า ฝึกแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากเพื่อนๆ เล่าสู่กันฟัง โดยครู อาจารย์ ช่วยสรุปชี้แนะ อาจเชิญผู้ปกครองมาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยกัน (ผู้ปกครองอาจไม่ได้มาทุกคน แต่หากมีการหมุนเวียนมา ก็จะดี) 

 

4. ฝึกการทักษะการใช้อวัยวะ กีฬา ออกกำลังกาย การใช้มือ ขีดเขียน ศิลปะ งานปั้น 

 

จัดกิจกรรม... วันไหนอยู่ใน-นอกห้องเรียน หรือ มีกิจกรรมพิเศษร่วมกันทั้งโรงเรียนครู นักเรียน ผู้ปกครอง 

 

 

ช่วงวัยประถมถึงมธัยมศึกษา

ต่อยอดจากความรู้เดิมจากอนุบาล

 

เลือกวิชาที่เหมาะสม เน้นเข้าใจ ชีวิต สังคม ธรรมชาติ

 

การเรียน การสอน รูปแบบก็คล้ายอนุบาล

 

แต่...

เนื้อหาจะเพิ่มขึ้น เพื่อพัฒนาให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง กล้าคิด กล้าแสดงออก คิดได้ ได้คิด

ส่งเสริมจริยธรรม คุณธรรม การเป็นคนดี

ผสมผสานเทคโนโลยีตามความสามารถที่สถานศึกษาจัดหาได้ เพราะเด็กช่วงนี้ มีความสามารถในการเรียนรู้ พัฒนาตนเองได้ 

ตัดเนื้อหาบางรายวิชาที่ไม่สำคัญ ออกไปบ้าง

สร้างโจทย์ปัญหาที่สอดคล้องกับความจริง หรือ ชีวิตจริง

เรียนรู้สถานะการณ์จากต่างๆประเทศ เรื่องรอบโลก

 

เช่น

วิชาที่สอนทุกปี สอนทุกชั้น สอนวันมาฆะ วันวิสาขะ วันอาฬาหะ สอนซ้ำแล้ว ซ้ำอีก ว่าสำคัญอย่างไร

น่าจะเปลี่ยนได้แล้ว เรื่องพวกนี้ อาจไม่ต้องสอน แต่เมื่อถึงช่วงวันสำคัญดังกล่าว อาจเน้นเป็นกิจกรรมแทน ทำจริง ทำด้วยใจ ทำอย่างเข้าใจ แล้วเสริมความรู้ การคิด สอนกิจกรรมให้ทำความดี ในรูปแบบต่างๆ  

นิมนต์พระ หรือ ผู้ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ มาเล่าสู่กันฟัง การดูทุกข์ เห็นทุกข์ สู้ชีวิต

สื่อจากเรื่องจริงผ่านจอ สารคดี คนตนคน

 

วิชาคณิตศาสตร์ เลือกสาระที่ใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันก่อน บวก ลบ คูณ หาร เอาให้เก่ง

สำหรับ เศษส่วน สมการ สูตรหาพื้นที่ ตัวแปร ตรีโกน ฯลฯ พิจารณาว่าจำเป็นมากน้อยเพียงใด ให้เลือกเอาที่จำเป็นจริงๆ

ส่วนเนื้อหาสาระ เทคนิคที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพ ผลักดันให้เรียนในพื้นฐานระดับมหาวิทยาลัย เพราะหลายเนื้อหาทางวิศวกรรมศษสตร์ ได้ใช้ แต่แพทย์ พยาบาล สังคมศาสตร์ ไม่ได้ใช้ แต่ปัจจุบันยังมีเรียนในระดับมัถยมศึกษา (มากเกินไปหรือเปล่า ได้ใช้หรือเปล่า)

 

วิชาภาษาไทย สอนให้อ่านออก เขียนได้ หลักภาษาพอประมาณ

ส่งเสริมการอ่าน จัดหนังสือ ที่รูปสวย ข้อความน้อยๆ แล้วเพิ่มระดับขึ้นไปเรื่อยๆ ทำอย่างไรให้รักการอ่าน

เรียนรู้การอ่าน จากการร้องเพลงคาราโอเกะ  

 

วิชาวิทยาศาสตร์ เน้นการทดลอง การได้สัมผัสในรูปแบบต่างๆ ได้พบข้อมูลเชิงประจักษ์ มีการสรุปจากสิ่งที่เห็น แลกเปลี่ยนประสบการณ์ มีทั้งถูกและผิด (อุปกรณ์การทดลอง อาจมีราคาแพง แต่บางอย่างคนไทยทำได้ ผลักดันไปสู่การลงทุน มหาวิทยาลัยวิจัย สร้างโดยคนไทย ส่งขายนานาชาติ )

หาสื่อ หาสารคดี ที่ช่วยเติมเต็มความรู้ ความเข้าใจ เห็นตัวอย่างที่ชัดเจน ในกรณีที่ไม่สามารถทดลองได้  

 

วิชาสังคม วิชานี้ท้าทาย โดยเฉพาะสังคมของไทย เพราะมีตัวอย่างที่แปลกสังคมหนึ่งของโลก (วิชานี้แนะนำยาก) แต่อยากเห็นสังคมมีประชาธิปไตย ไทยสามัคคี ปรองดอง หากทำได้ สุดยอด 

 

วิชาพละ สุขศึกษา สอนให้เข้าใจร่างกาย การดูแลสุขภาพ ท่าทางในการออกกำลังกายที่ถูกต้อง รู้จักเกมส์ กีฬาต่างๆ แต่ไม่เน้นว่าทุกคนต้องเก่ง ต้องทำได้ เพราะแต่ละคนมีทักษะ มีกายภาพรูปร่างที่แตกต่างกัน ความสนใจต่างกัน

ใครเก่ง เน้นฝึกความถนัดหรือเข้าโรงเรียนกีฬา ไปเลย

ยกเลิก การออกกำลังกายที่มีความเสี่ยง เช่น ยิมนาสติก

แต่... ให้เลือกตามความสนใจได้

 

วิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต วิชานี้ต้องสอนให้รู้หลักของชีวิตในแง่ต่างๆ รวมถึงเลือกเอาจุดเด่นของแต่ละท้องที่ งานฝีมือพื้นบ้าน อนุรักษ์ของไทย

 

วิชาภาษาต่างๆประเทศ วิชานี้ ไม่เรียนไม่ได้หนีไม่ได้ อย่างน้อยต้องภาษาอังกฤษ แล้วตามด้วยอีกหลายๆภาษา (ถ้าทำได้) ที่สำคัญต้องปลูกฝัง

 

เนื้อที่เรียน ต้องรู้ ควรรู้ น่ารู้ มีอะไร?


ลองสัมมนา ครู อาจารย์ ผู้สอนทั่วประเทศ ดูซิครับ แล้ว เปรียบเทียบกับเพื่อนบ้านใกล้ และไกล เค้าทำอะไร เรียนอะไร

เพราะได้ยินข่าว บุคลากรทางการศึกษาไปศึกษาดูงานต่างๆประเทศ เรื่องการศึกษาทุกปี 

 

คิดตาม คิดแตกต่าง เลือกเอาสิ่งที่ดี ตัดสิ่งที่ไม่ดีออกไป  

 

ระดับวิชาชีพ อาชีวะ มหาวิทยาลัย

ก็ไม่แตกต่าง แต่ต้องเน้น ต้องรู้ ต้องทำได้ มีทักษะ พร้อมทำงาน เป็นคนดี รู้เท่าทันโลกภายนอก เพราะพวกนี้เป็นกำลังสำคัญ ที่จะออกไปพัฒนาประเทศ

เน้นวิชาคน+วิชาชีพ 

วิชาการบริหารจัดการชีวิต การอยู่ในสังคม วิชาคอมพิวเตอร์ ภาษา และ เทคโนโลยี ฯลฯ จะมากน้อย แตกต่างกันไปตามสาขาที่เกี่ยวข้อง

 

 

บางคน... อาจไม่ได้เรียนวิชาที่ชอบ

แต่... จะทำอย่างไร? ให้เค้าชอบวิชาที่เรียน เมื่อชอบก็จะนำไปสู่ความเข้าใจ ต่อไป

 

ผมไม่ใช่... นักการศึกษา นักจิตวิทยา ไม่ทราบว่า เด็กวัยไหน จะมีพัฒนาการอย่างไร ที่สอดคล้อง หรือ กระตุ้นพัฒนาสู่การเรียนรู้ ?

แต่... หากท่านผู้รู้เหล่านี้ มามีส่วนร่วมในการออกแบบการเรียน การสอน มากขึ้น ด้วยความตั้งใจ ใส่ใจ เข้าใจ ก็จะดีมาก  

 

 

นอกจากนี้ภาระ การเรียน การสอน ไม่ใช่ตกกับครู อาจารย์ นักเรียน นักศึกษา อย่างเดียว

ผู้ปกครอง ก็ต้องมีส่วนร่วม ติดตามผลการเรียนรู้ของลูกๆ อย่างเป็นระยะ ดูประเมินความก้าวหน้า การเรียนรู้ ร่วมสอนวิชานอกตำรา สอนชีวิตจริงให้กับลูกๆ

 

รัฐบาล ต้องจริงจังกับการพัฒนาการศึกษา ส่งเสริมงานวิจัย เพราะการสร้างองค์ความรู้ของคนในประเทศ ส่งผลระยะยาวต่ออนาคตของชาติ ส่งเสริม หาตำรา เทคนิคที่ดี ส่งเสริม เพิ่มเติมอัตรากำลังบุคลากรทางการศึกษา สนับสนุนงบประมาณ เป็นส่วนหนึ่งที่สร้างแห่งขับเคลื่อนพัฒนาการศึกษาในอนาคต  

 

 

สำหรับในอนาคตการศึกษาไทยจะเป็นอย่างไร?

ยังบอกไม่ได้

ที่สำคัญ ต้องสร้าง ต้องแก้ไข ต้องพัฒนา ปรับปรุง หากทำวันต่อๆไปให้ดี อนาคตต้องดีแน่นอน เพราะ

 

ใครตามทันเทคโนโลยี อยู่ได้

ใครล้ำหน้าเทคโนโลยี หรือเก่งกว่า ได้เปรียบ

 

ใครพูดได้ หนึ่งภาษา อยู่ประเทศตนเองได้

ใครพูดได้ เขียนได้ อ่านได้ (และเข้าได้) มากกว่า 2-3 ภาษา ได้เปรียบ  


ใครเรียนรู้ที่จะอยู่อย่างพอเพียง เพียงพอ มีความสุข

 

 

นี่เป็นส่วนหนึ่งที่อยากบอก หากเป็นเสียงหนึ่งที่ช่วยพัฒนาการศึกษาของไทยได้ในอนาคต เพราะ การศึกษาที่ดี ช่วยพัฒนาประเทศไทย 

ผมเชื่ออย่างนี้ ครับ