คนเรามันต้องสู้กับตัวเองนะ สู้กับความขี้เกียจขี้คร้าน สู้กับความอ่อนแอ สู้กับความเห็นแก่ตัว...

จิตใจของเราทุก ๆ คนมันถูกครอบงำด้วยความเห็นแก่ตัวของเราเอง ปัญหาต่าง ๆ มันถึงได้เกิดขึ้น
พระพุทธเจ้าท่านถึงมีเมตตาให้เรามาเปลี่ยนแปลงตนเอง เพื่อช่วยเหลือตัวเองให้มันได้ ช่วยตัวเอง ให้มันรอด จะได้เปลี่ยนวิทยฐานะในทางจิตใจตัวเองใหม่
บาปกรรมที่มันนำตัวเองให้เวียนว่ายตายเกิดมันมากมาย...
เมื่อเรายังชีวิตอยู่ เมื่อเรามีลมหายใจ พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราเป็นคนท้อแท้ เป็นคนอ่อนแอ ให้มีจุดยืน ให้มีหลักมีเกณฑ์ให้แก่ตนเอง ไม่ให้ปล่อยชีวิตของตนเองเป็นไปตามยถากรรม ไม่มีการฝืน การอด การทน การบังคับตน
อดีตที่ผ่านมาแล้วก็ให้แล้วไป มันจะดีเราก็แก้ไขไม่ได้ มันจะไม่ดีก็แก้ไขไม่ได้
พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้ทำตามความอยาก ความสบาย ทำตามความเคยชิน มันเป็นสิ่งที่ไม่ดีสำหรับเรา มันเป็นหนทางแห่งความเสื่อม เราจะไปโทษกรรม โทษเวร โทษฟ้าลิขิตไม่ได้ เพราะตนของเราเองนี้แหละเป็นคนสร้างบาป สร้างเวร
สิ่งต่าง ๆ ที่มันเกิดขึ้นกับกายเรา ใจเรา ที่มันเป็นสิ่งแวดล้อมสำหรับเรา พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ล้วนเป็นสิ่งที่ดีที่เหมาะสม ให้เราได้สร้างบารมี “มารไม่มี บารมีไม่เกิด” เราอย่าไปโทษคนอื่น อย่าไปโทษคนในหมู่บ้าน ในสังคม “ทุกสิ่งทุกอย่างมันอยู่ที่ใจของเราเอง ไม่มีใครมาทำให้เราดีได้ ชั่วได้ นอกจาก ตัวของเราเอง”
ส่วนใหญ่เราเป็นคนไม่ยุติธรรม ชอบไปโทษสิ่งภายนอก ชอบไปโทษคนอื่น ปัญหาต่าง ๆ มันไม่ได้อยู่ที่คนอื่น อยู่ที่เรานี่เอง ถ้าเรามีความคิดเห็นที่ดี ที่ถูก ที่ต้อง ปัญหาต่าง ๆ มันก็ไม่มี ถ้าเราไม่เกิดมา ปัญหาต่าง ๆ มันก็ไม่มี เมื่อตัวเองเป็นสร้างปัญหา ตัวเองต้องเป็นผู้แก้ปัญหา เราอยู่ในบ้านในสังคม ส่วนใหญ่มีแต่คนขี้เกียจทั้งนั้น มีแต่คนตามจิตตามใจตนเอง มันถึงมีวัฏฏะสงสาร ถึงต้องทุกข์ยากลำบาก
พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้เอาอย่างเขา ต้องเป็นตัวของตัวเอง เราอย่าไปพึ่งคนอื่น เราต้องพึ่งความดีนะ เราเองปฏิบัติให้มันดี ให้มันได้ ให้มันเป็น คนอื่นจะได้เอาแบบอย่าง ทำอย่างนี้มันดี มันมีประโยชน์ ทุกวันนี้เราเองก็ถือว่ายังไม่มีที่พึ่ง คนอื่นเขาก็ยังไม่มีที่พึ่ง
ด้วยเหตุด้วยปัจจัยนี้ พระพุทธเจ้าท่านถึงได้เมตตาตรัสว่า “ตนแลเป็นที่พึ่งของตนนะ”

เราจะหาคน ๆ หนึ่งเป็นที่เคารพสักการะมันก็หาลำบากนอกจากธรรมะ เพราะในโลกนี้ไม่มีอะไร เป็นใหญ่เท่ากับธรรมะ ธรรมะคือการกระทำของเราเองนี้แหละ เราต้องเคารพในการกระทำของตนเอง ใจเรามันเคารพตัวเองไม่ได้ เพราะเรามีตัวมีตนมาก เราถึงไม่ไว้วางใจในตนเอง ทุก ๆ คนรู้อยู่ แต่ไม่ยอมพากันประพฤติปฏิบัตินี้แหละ ตัวที่เราต้องแก้ไขตัวเอง ตัวนี้แหละการปฏิบัติ เราต้องรีบทำ ถ้าเราไม่ทำ ไม่ปฏิบัติ ชีวิตของเราจะเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร
เราอย่าไปคิดว่าเรื่องเล็กน้อยนะ นี่มันเรื่องใหญ่ เรื่องวัฏฏะสงสารนะ ถ้าเราไม่ทำตอนนี้ เวลาตอนไหนเราจะทำ อย่างนี้เขาเรียกความประมาท ความผิดอย่างนี้ที่มันเกิดจากใจเรา มันใหญ่ มันไม่ใช่เรื่องน้อยนะ มันเป็นภัยสำหรับเรา
พระพุทธเจ้าก่อนที่ท่านจะตรัสรู้ธรรม ได้รับถวายหญ้าคาจากนายโสตถิยะ ๘ กำ ได้รับถวาย ข้าวมัทธุปายาสจากนางสุชาดา เมื่อพระองค์เสวยภัตตาหารเสร็จแล้ว พระองค์ท่านเอาถาดทองคำ มาอธิษฐานจิต ถ้าข้าพเจ้าจะได้บรรลุธรรม เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขอให้ถาดทองคำไหลทวนน้ำ ทวนกระแส ถาดทองคำก็ไหลทวนน้ำ ทวนกระแสไป จากนั้นท่านก็มานั่งสมาธิขัดบัลลังก์บนหญ้าคา ๘ กำที่นายโสตถิยะนำมาถวาย พระพุทธองค์ทรงอธิษฐานว่า แม้เลือดเนื้อของข้าพเจ้าจะเหือดแห้งไปก็ตามที ถ้าข้าพเจ้าไม่ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่ยอมลุกจากอาสนะที่นั่ง
พระพุทธเจ้าท่านเข้าสมาธิ พญามาร เสนามารมากันเป็นกองทัพสนั่นหวั่นไหว พระพุทธองค์ ก็ไม่ได้สะทกสะท้าน สุดท้ายพญามารต่าง ๆ ก็พ่ายแพ้ไป สุดท้ายก็ได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นที่เคารพสักการะของเหล่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย

ตัวเราเองก็เหมือนกัน ที่เราประสบปัญหาอยู่ทุกวัน ก็คือเหล่าพญามารมาขัดขวางจิตใจของเรา ไม่ให้ทำความดี
พระพุทธเจ้าท่านให้เรารู้จักรู้แจ้งนะ มันถึงเวลาถึงนาทีของเราที่ต้องปฏิบัติ เพราะธรรมะ เพราะความดีเป็นสิ่งที่ทวนกระแส
พระพุทธเจ้าเมื่อท่านตรัสรู้ธรรมใหม่ ๆ พระพุทธองค์ทรงท้อพระทัยว่าธรรมะที่เราตรัสรู้ จะสั่งสอนใคร เพราะธรรมะนี้ต้องทวนกระแส เดือดร้อนถึงพระพรหมได้ลงมาอาราธนาให้ท่านทรงแสดงธรรมโปรดเวนัยสัตว์
ถ้าเราปล่อยตามใจ ตามยถากรรมของเรามันไม่ได้แน่ มันไม่ถูกแน่ เราตั้งหลักตั้งเกณฑ์ในจิตในใจ เราอย่างดี มีความเห็นที่ถูกที่ต้องอย่างนี้ ถ้าเราไม่ประพฤติปฏิบัติความรู้ของเราก็เป็นเพียงนักคิด นักปรัชญา ไม่เข้าขั้นพระศาสนา ความรู้ความเข้าใจอย่างนี้มันยังใช้การไม่ได้ ใช้งานไม่ได้ เราต้องนำเอาความรู้มันไปประพฤติปฏิบัติ ต้องนำตัวเองทำความดี อย่างทุกคนเป็นคนเห็นแก่ตัว ขี้เกียจ ขี้คร้าน ต้องสละความเห็นแก่ตัว ความขี้เกียจขี้คร้าน ไม่อยากทำก็ต้องทำ ไม่อยากปฏิบัติก็ต้องปฏิบัติ ต้องฝืน ต้องอด ต้องทน อย่างตอนเช้าเราไม่อยากตื่นก็ต้องฝืน ต้องตื่นให้ได้ เช่นเรานั่งสมาธิมันปวดขา ความเจ็บความปวดทุกคนก็ไม่ชอบ มันก็อยากเปลี่ยนอิริยาบถ เราต้องอดทน เราต้องฝืน เราพยายามอย่าให้ความอยากของเรามันกำเริบ ต้องสู้กับความคิดจิตใจของตนเอง ถ้าเราไม่อดไม่ทน เราก็ไม่มีสติ ไม่มีสมาธิ ไม่มีการบำเพ็ญบารมี เราก็เป็นผู้แพ้ ให้เราอด เราทนให้มันได้นาน ๆ

พระพุทธเจ้าท่านให้เราแก้ไขตัวนี้ ตัวความคิด ตัวอารมณ์ ความยึดมั่นในตัวในตนนี้ คนเรามันติดนะ มันติดมาก เราจะตัดอะไรสักอย่าง จะข้ามพ้นอะไรสักอย่าง ถือเป็นด่านใหญ่สำหรับเราที่จะต้องข้าม ธรรมะเป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ยาก แต่มันเป็นของประเสริฐ ของดีจริง ๆ ที่มันจะเปลี่ยนแปลง อย่างเราติดอะไร ที่มันติดในใจของเรา เราถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องสำคัญสำหรับเรา ทุกคนมันเข้าข้างกิเลสว่ามันไม่ยึดไม่ติด ถ้าเราไม่ติดคงดีกว่านี้ ไปได้ไกลกว่านี้
พระพุทธเจ้าท่านตรัสกับพวกเราว่า เราอย่าพากันหลงตัวเองว่าเราไม่ติด อย่าหลงตัวเองว่าเก่ง ว่าฉลาด เรายังเป็นผู้ที่ประมาทอยู่มาก ๆ เราเปรียบเสมือนคน ๆ เดียวอยู่ในท่ามกลางศึกสงคราม ที่เขาล้อมเราไว้ทั้งหมด เขาล้อมเราแล้วไม่มีทางออก ที่เราจะออกได้ต้องใช้วิชาพิเศษ วิชาที่หายตัวได้ ถ้าหายตัวไม่ได้ ก็ออกไม่ได้ เพราะเรามีตัวมีตนก็เลยออกไม่ได้ เราต้องมีวิชาพิเศษ พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้เรามีตัวมีตนนะ เอาธรรมะมาประพฤติปฏิบัติแล้ว ไม่ต้องเอาตัวเอาตนมาประพฤติปฏิบัติแล้ว
พระพุทธเจ้าท่านให้เราทุกคนทำหน้าที่ของตนเอง ยิ่งเราอยู่ในบ้าน อยู่ในครอบครัว อยู่ในสังคม มันล่อแหลม เพื่อนฝูงมันมีมาก เหล่าพญามารมันมีมาก ไว้ว่าเหล้า สิ่งเสพติด การพนัน เรื่องชู้สาวมันมีมาก มันเป็นกองทัพใหญ่
พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้เรากลัวนะ วิชาหายตัวของเรามีใช่ไหม เราอย่าเป็นคนมีตัวมีตน ถ้ามีตัวมีตนมันเครียด มันหนัก อย่างเรามองดูต้นไม้ ดูภูเขาที่ไม่ได้ปรุงแต่ง มันสบายใจ มันมีความสุข เป็นธรรมชาติ ที่บริสุทธิ์ปราศจากตัวตน ใครได้สัมผัสก็สบายใจ ปราศจากความเครียด แต่เรามองดูผู้คน หมู่มวลมนุษย์ มันเกิดความเครียด มันมีตัวตนเยอะ โดยเฉพาะเรามันมีตัวตนมาก ภาระหนัก ก็คือเรามันมีตัวมีตนนี้แหละ ให้ทุกท่านทุกคนถือว่าจริง ๆ เราไม่มีตัวมีตนนะนี่เป็นกรรมที่เราหลงเฉย ๆ เป็นวิบากกรรม ร่างกายก็เป็นแค่ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ร่างกายอยู่ได้ก็เพราะอาหาร การพักผ่อน ร่างกายอยู่ไม่เกิน ๑๐๐ปี เขาก็ตายแล้ว เราจะมายึดเอาร่างกายนี้ เอาเวทนานี้ ความคิด ความปรุงแต่งนี้เป็นเราไม่ได้

พระพุทธเจ้าท่านเมตตาให้เราเอาร่างกายนี้ ปัจจัยทั้ง ๔ ให้เราสร้างความดี สร้างบารมี สร้างคุณธรรมให้แก่เรา เราอย่าได้ไปหลง ไปงมงายไปมากกว่านี้ .
เอารูปขันธ์ นามขันธ์ มาสร้างความดี สร้างบารมี เรามองไปรอบ ๆ ข้างของเรา ล้วนมีแต่คนเกิด คนแก่ คนเจ็บ คนตาย เกิดขึ้นดับไป ทุกสิ่งไม่ใช่ของเราและของคนอื่น มันเป็นธรรมะ เป็นธรรมชาติ
คนเรานี่มันมีความคิดเห็นว่า ถ้าทุกอย่างไม่ใช่ของเรา เราจะทำไปทำไม เราจะบริโภคอาหาร ทำการ ทำงานไปทำไม ถ้าเราคิดอย่างคิดอย่างนี้ชื่อว่าเรามีอัตตาตัวตนมาก มีแต่จะเอา ที่เราทำ เพื่อเสียสละ ถ้ามันไม่ได้ก็ไม่ทำ ถ้าเราคิดอย่างนั้นไม่ได้ มันคนเห็นแก่ตัว มันไม่ใช่คนปล่อยวาง
พระพุทธเจ้าท่านสอบเราให้มีความสุขในการทำงาน การเสียสละ ทำแต่สิ่งที่ดี ๆ
ถ้าเราปล่อยวางไม่ถูกนี่ไม่ได้นะ...!
พระพุทธเจ้าท่านยังตรัสธรรมไว้ว่า “เหล่าธรรมใดเป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน ธรรมเหล่านั้น ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า...”
ดูอย่างผู้ที่ไม่มีกิเลส ท่านขยันที่สุด อย่างพระอรหันต์ ขยันจนลมหายใจสุดท้าย ไม่ใช่หมดกิเลสแล้วอะไรก็ไม่เอา ถ้าเราคิดอย่างนั้นทำอย่างนั้นมันไม่ถูกต้อง มันเป็นความเห็นผิด เป็นมิจฉาทิฐิ
ทุกท่านทุกคนต้องมีความสุขในการทำงาน เวลาทำงานให้ใจอยู่กับเนื้อกับตัว อยู่กับการทำงาน ให้ถือว่าเราเป็นคนสำคัญ เป็นคนที่มีประโยชน์ต่อบุคคลอื่น ทุกวันนี้บ้านเมืองกำลังต้องการคนดี ต้องให้มันดีจริง ดีจากจิตจากใจ จากการกระทำ

ทุกหนทุกแห่งเขาต้องการคนดี เข้าถึงต้องมีการเลือกตั้งผู้นำของหมู่บ้าน ผู้นำของชุมชน ผู้นำของประเทศชาติ ผู้นำของบ้านเมือง เพราะทำความดีมันดีมาก มีทั้งคุณและประโยชน์ อย่างเราเป็นคุณพ่อคุณแม่ที่ดี มันก็ได้บุญได้กุศลมาก ลูกเราเกิดมาเขาก็ได้รับประโยชน์ เราเป็นครูบาอาจารย์ที่ดี เป็นผู้ใหญ่บ้าน เป็นกำนัน เป็นนายก อบต. อบจ. ผู้ว่าราชการหรืออะไรที่เขาแต่งตั้ง เขาแต่งตั้งให้เรา เป็นคนดี ที่เขาให้เราเรียนหนังสือตั้งแต่อนุบาลถึงขั้นสูงสุด เพื่อให้เราเป็นคนดี ช่วยเหลือสังคม ถ้าเราไปเน้นทางวัตถุ ทางเงินทอง ไม่เน้นทางจิต ทางใจ ทางคุณธรรม เราก็ไม่มีความสุข ประเทศชาติ ก็ไม่มีความสุขนะ
ที่เขาแย่งกันทำการทำงาน ส่วนใหญ่มันไปมุ่งเรื่องเงิน เรื่องสตางค์ มุ่งเพื่อผลประโยชน์ อย่างนี้ถือว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ดี เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ครอบครัว สังคม บ้านเมืองมันก็เสียหาย “มันฉิบหาย...!”
พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราเอาเปรียบคนอื่น ไม่ให้ประกอบอาชีพบนหลังคนอื่น บนความทุกข์ ของคนอื่น เป็นนักปกครองที่ไม่ทำผลประโยชน์จากคนทุกข์ คนยาก คนจน เป็นอาชีพที่พากันทำบาปใหญ่ การเป็นพ่อ เป็นแม่ ข้าราชการ นักการเมืองมันเป็นอาชีพที่ได้บุญได้กุศลอย่างมาก ความเห็นแก่ตัว ความมักง่าย มันทำให้เราทำบาป ทำกรรม สร้างบาป สร้างกรรม เราอย่าได้คิดว่า เราคิดได้มากกว่า คิดได้ดีกว่า คิดได้เก่งกว่า เราก็ร่ำรวย ทุกอย่างก็เป็นของเราหมด อย่างนี้ก็ถือว่าเป็นคนบาป เป็นซาตานใหญ่ โลกเรานี้นี่มันมีความทุกข์ทั้งทางกาย ความทุกข์ทั้งทางใจ
พระพุทธเจ้าท่านเมตตาให้เรามาเกื้อกูลกัน มาแบ่งปันกัน ความสุข ความดับทุกข์ เราชอบพูดกันว่า พ่อแม่ บรรพบุรุษก่อหนี้ก่อสินให้ลูก นี่ก็จริงอยู่ ไม่ผิด เพราะว่าพ่อแม่เป็นคนขี้เกียจขี้คร้าน ติดในอบายมุข เขาเรียกพ่อแม่ก่อหนี้ให้ลูกให้หลาน ถ้าพ่อแม่เลิกเขาเรียกว่าพ่อแม่ปลดหนี้ให้ลูกให้หลาน เดี๋ยวนี้เรากำลังสร้างหนี้สร้างสินให้ตัวเองและผู้อื่น เพราะการที่เราขี้เกียจขี้คร้าน ทำตามใจได้ชื่อว่าเราไม่ได้ทวนกระแส ที่ประเทศชาติบ้านเมืองเป็นหนี้เป็นสิน ไม่ใช่ญาติบรรพบุรุษที่ทำให้เราเป็นหนี้ ที่มันเป็นหนี้เป็นสิน เพราะข้าราชการนักการเมือง พากันไปยืมเขามา แล้วมาโกงมากินทุกสมัย
จะว่าแต่นักการเมืองอย่างเดียวก็ไม่ได้ ข้าราชการก็มีคนไม่ดี แทรกอยู่ทุกหนทุกแห่ง แทนที่ยืมเงินยืมสตางค์เขามาแล้วจะได้ทำการทำงาน แต่โดยโครงการต่าง ๆ เพื่อโกง เพื่อกิน เพื่อเอามาแบ่งปันอาชีพที่เป็นบุญกุศล เราไม่ทำให้เป็นบุญเป็นกุศล เอามาทำบาปทำเวรกัน
คนเราอย่าไปอยากรวยคนเดียว พระพุทธเจ้าท่านให้เรามีความสุขร่วมกันนะ ถึงแม้จะไม่รวยเต็มที่ เรามีความสุขเพียงเล็กน้อยก็ให้มีร่วมกัน เพราะทุกคนที่เราเห็นรอบ ๆ นี้ล้วนเป็นญาติ เป็นพี่ เป็นน้องกัน

พระพุทธเจ้าท่านให้เราเพิ่มเมตตาบ้าง เริ่มต้นจากเมตตาตนเองก่อน ช่วยเหลือญาติพี่น้องของเรา
ข้าวของเงินทองเป็นของดีมีประโยชน์ ให้ความสะดวกสบาย พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเราต้องได้มาจากที่ผู้อื่นเคารพนับถือบูชาเราว่าเราเป็นคนดี ทำความดี
ความดีในโลก ในสังคมมันหายไปสูญไปเกือบหมด ทุกวันนี้ นักปกครองทั้งหลายทั้งปวงความดี มันมีน้อย ต้องใช้เงิน ใช้สตางค์ซื้อเสียง ไม่ว่าใครต่อใคร มันบาปทั้งผู้สมัครเลือกตั้ง บาปทั้งคนลงคะแนน มันถึงเป็นวัฏฏะจักร อยู่ในวงโคจรของการทำบาป
ประเทศไทยของเรามีในหลวงฯเป็นตัวอย่าง เป็นผู้ประเสริฐ เป็นหลักเป็นตัวอย่างให้ทุกท่านทุกคน เอาตัวอย่างอย่างในหลวงฯ ท่านเกิดมาเป็นผู้เสียสละ เราอย่าไปกลัวว่าเราจะยากลำบาก จะจน ทำความดีมันไม่จน ที่มันจนเพราะเราไม่ได้ทำความดี “ไม่ได้ทำความดีเริ่มจากขี้เกียจขี้คร้าน เราถึงจน”
ดูตัวอย่างพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ที่ทำตามธรรมวินัยอย่างสมบูรณ์ ท่านไม่เอาอะไรสักอย่าง ทุกคนก็ไปกราบแต่ท่าน ไปถวายข้าวของปัจจัย ท่านกับมีมากกว่าคนที่จะเอา มากกว่าพระที่จะเอาอีก
ความเห็นแก่ตัวมันบดบังสติปัญญาของเรา ให้เรามีความเห็นผิด เข้าใจผิด ตั้งใจความประมาท
พระพุทธเจ้าท่านเมตตาเรา ท่านรักเรา ตอนที่ท่านจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน ท่านยังได้ตรัสวาจา เป็นครั้งสุดท้ายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด”
เราทุกคนนี้กำลังตกในอันตราย อย่าได้พากันประมาท ชีวิตของเราที่มีลมหายใจถือว่าเป็นชีวิต ที่ประเสริฐ ทุกคนรักตนเอง รักลูก รักหลาน รักพ่อ รักแม่ ความรักมันดี ความเมตตามันดี แต่ความประมาททำให้มันไม่ดี ที่เราดื่ม เราเที่ยว เราเล่น ให้หยุด ให้เลิก ให้ละ จะได้ชื่อว่าเราเป็นผู้รักตน รักญาติ รักวงศ์ตระกูล ทุกท่านทุกคนจะได้นำคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าไปประพฤติปฏิบัติด้วยกัน ทุกท่านทุกคนเทอญ...

พระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ที่องค์พ่อแม่ครูอาจารย์เมตตาให้นำมาบรรยาย
วันจันทร์ที่ ๑๖ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๕
ขอบคุณมากๆนะค่ะ อ่านจนจบเลยค่ะ
ขออนุโมทนาให้ผู้เขียนมีความสุขความเจริญ ความดีปกป้องคุ้มครองนะคะ