แล้ววันเวลาค่อยๆ ล่วงไป.....

           

           เห็นว่าจะคุยกันไม่รู้เรื่องจึงพูดแกล้งๆ ให้นกกลัว “เดี๋ยวฝนตกลูกของคุณสองคนจะเปียกนะ” “ไม่เป็นหรอกที่รัก เราสองคนช่วยกันกกไข่เอาขนบนหลังของเราป้องกันน้ำฝนให้ลูกของเราได้” แหนะ ดูเขาคิดกัน “เดี๋ยวไข่หรือลูกๆตกลงจากรังนะ หากไม่ทำให้แข็งแรง” “ไม่เป็นไรหรอกที่รัก เราช่วยกันดูแล ลูกเขาของเราต้องปลอดภัยอยู่แล้ว” ผมแอบคิดในใจ “แหม ไอ้ตัวผู้เอ๋ย เอ็งช่างไม่รอบคอบเอาเสียเลย” แต่ก็พูดด้วยความหวังดีต่อ “งั้นระวังหน่อยแล้วกัน” นกตัวผู้หันไปหานกตัวเมียกล่าวคำประโลมใจ “เราสองคนต่อสู้ชีวิตกันมาก ผ่านอุปสรรคมาไม่น้อย เรื่องแค่นี้เราไม่หวั่นไหวใช่ไหมจ๊ะ” เห็นนกตัวเมียมีสีหน้าคล้อยตามอย่างเห็นได้ชัด

 

            ใจนึกย้อนกลับถึงเรื่องของนกกะทิ รังของนกกะทิสร้างด้วยหญ้าแห้งเศษไม้เล็กใหญ่จำนวนมาก สานสอดกอดรัดกันเป็นลูกกลมๆ ขนาดผลมะพร้าวขนาดย่อมๆ มีทางเข้าขนาดเล็กอยู่ค่อนข้างจะถึงก้นรัง เพื่อป้องกันลมฝนได้อย่างดี เกาะเกี่ยวกับเถาบอระเพ็ดแน่นหนาวางใจได้ว่าแม้ลมแรงไม่อาจทำให้ตกลงได้อย่างง่ายๆ มองเห็นความขยันหมั่นเพียรของนกกะทิมีมากกว่านกเขาไฟคู่นี้ อีกอย่างหนึ่งนกกะทิ มีความประณีตสวยงามในการสร้างรังมากกว่า แถมมีความไม่ประมาทในการสร้างมากกว่าอีกด้วย

 

            ผมยืนหน้าระเบียงบ้านจมอยู่กับความคิดของตนเองเนิ่นนาน ชีวิตของคนและส่ำสัตว์ก็เป็นเช่นนี้ ต่างคนต่างมีหนทางของตน ตึกอาคารด้านหน้ามีเพื่อนพ้องร่วมวิชาชีพจำนวนมากพักอาศัย ต่างดำเนินกิจกรรมของตน ด้านขวามือเป็นบ้านลักษณะทาวน์เฮ้าส์ เป็นพี่พักของชาวต่างชาติภรรยาไทย มองเลยไปหลังสันเขาช่องประดู่ไปเป็นทิศตะวันตก เห็นแสงสว่างเรืองรองส่องทะลุเมฆเป็นรูปทรงอันแปลกตา เป็นแสงลำสุดท้ายของวัน ก่อนจะค่อยๆ หรี่โรยราอย่างอ้อยอิงอาลัย เป็นอีกหนึ่งบทเรียนของผู้คน ถึงการพบและการพรากที่เห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

 

            แล้ววันเวลาค่อยๆ ล่วงเลยไป ผมยังคงแว่วได้ยินเสียงเจรจาจากยอดของต้นตะแบก บอกเล่าเรื่องราวของความรักระหว่างนก ความยากลำบากของการเผชิญชีวิตของสัตว์ที่แตกต่างไปจากคนเป็นบางส่วน วันแห่งความน่ายินดีมาถึงเวลาเดิม ห้าโมงเย็น ผมกลับมายืนมองรังนกเขาไฟอีกครั้ง เห็นนกเขาตัวหนึ่ง มองไม่ออกว่าเป็นเพศผู้หรือเมียกกไข่อยู่บนรัง เป็นที่แน่นอนแล้วว่า ชีวิตใหม่ของสมาชิกในครอบครัวเริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างอบอุ่น ผมร้องทักทายออกไป “ยินดีด้วยนะที่ได้สมาชิกใหม่ตัวน้อยแล้ว”นกเพศเมียหันมาตอบว่า “ขอบคุณค่ะ ได้ไข่สองฟอง” “แฟนไม่อยู่หรือครับ” “อ่อ รายนั้นออกไปหาอาหารแต่เช้าแล้ว คาดว่าจะกลับมาในไม่ช้า” “เอาอาหารมาเผื่อเราด้วย” “ใช่ค่ะต้องผลัดกัน ปล่อยลูกของเราอยู่ตามลำพังไม่ได้” พ่อแม่ย่อมเป็นห่วงลูกเสมอ แต่ก็แกล้งถามต่อ “เพราะอะไรหรือ” “ไข่ของเราต้องรับความอบอุ่นพอประมาณ ไม่ร้อนและหนาวเย็นเกินไป และอีกอย่างอาจมีศัตรูมากินไข่ของเราได้”

 

พ่อแม่ไม่ว่านกหรือคนมีสัญชาติญาณของการปกป้องลูกน้อยเหมือนกัน ไม่นานนักพ่อนกรูปหล่อบินปร๋อกับมาพร้อมกระเพาะอันเต็มเปี่ยม “หวัดดีจ๊ะที่รัก พี่กลับมาแล้ว” “จ๊ะสวัสดี หิวมากเลยวันนี้” “ก็คิดอยู่เหมือนกัน เพราะว่าออกไปตั้งแต่เช้ายันเย็น” “มีอะไรมาฝากบ้างล่ะ” “ก็เหมือนเดิมอาหารที่เธอชอบ ดอกหญ้าจำนวนมาก เม็ดถั่วเขียวนิดหน่อย” “โอ้โห ดีจังเลย ขอถั่วเขียวก่อนแล้วกัน” “ได้เลย” เห็นพ่อนกอ้างปาก แม่นกจิกกินดอกหญ้าบ้าง เม็ดถั่วเขียวบ้างจนอิ่ม ผมมองกิจกรรมแห่งครอบครัวนกด้วยความสุขใจที่เห็นนกน้อยทั้งคู่ช่วยกันสร้างครอบครัวอย่างน่ารักไม่แพ้คน

 

ฤดูร้อนกำลังจะผ่านพ้นไปอย่างช้าๆ ในความรู้สึก หน้าฝนกำลังจะมาเยือน เย็นวันหนึ่งผมยืนผ่อนคลายอารมณ์อยู่ที่ระเบียงหน้าบ้าน แอบมองเห็นพ่อแม่นกยืนอยู่รัง เห็นลูกน้อยสองตัวชูคอรอกินอาหารจากพ่อแม่นก มีเสียงร้องขอดังมาเบาๆ อย่างต่อเนื่อง ผมรู้สึกยินดีที่ครอบครัวนกเขาไฟข้างบ้านอยู่รอดปลอดภัยจนลูกๆ เริ่มเติบโต อีกไม่นานคงจะบินได้เหมือนพ่อแม่นก ถึงตอนนั้น ลูกนกสองตัวคงต้องหัดบินออกไปหาอาหารกินเอง

 

วันมหาวิปโยคแห่งครอบครัวนกเขาไฟเกิดขึ้นจนได้ ชนิดที่ผมเองก็คาดไม่ถึง จำได้ว่าวันนั้นเป็นวันเสาร์ ผมมีสอนพิเศษที่จังหวัดราชบุรี และเดินทางต่อไปเยี่ยมแม่ผู้ชราที่เมืองกาญจน์ เพื่อให้แม่ดีใจที่รู้ว่าลูกกลับมาเยี่ยม เย็นวันนั้นเองมีพายุแรงและฝนตกหนักติดต่อกันเป็นเวลากว่าชั่วโมง วันรุ่งขึ้นเป็นวันอาทิตย์ลูกสาวโทรศัพท์ไปแจ้งว่า “พ่อ รังนกตกลงไปแล้ว” “อ้าวแล้วลูกนกเป็นอย่างไรบ้าง” “ตอนเช้าหนูลงไปดูเห็นลูกนกสองตัวอยู่โคนต้นไม้ แต่ตอนเย็นไม่เห็นแล้ว” “อ้าว แล้วลูกนกไปไหน” “ไม่รู้ แต่คิดว่า แมวตัวใหญ่ข้างบ้านมาจับไปกินแล้วมั้ง” ผมรู้สึกปวดร้าวรันทดใจ ชีวิตก็เป็นเช่นนี้ เกิดมาเพื่อต่อสู้ กับความทุกข์นานาชนิด หลายครั้งอาจชนะ บ้างครั้งอาจพ่ายแพ้ ทุกคนต้องทำใจ เตรียมใจยอมรับไม่ว่านกหรือคน

 

 (รังนกหน้าบ้านตอนแรก)