การยุติข้อขัดแย้ง ด้วยการยอมแพ้

         เมื่อวาน ผู้บริหารโรงเรียนท่านหนึ่ง มาบอกให้ผมเป็นคนกลางไปเจรจาไกล่เกลี่ยความขัดแย้งให้หน่อย  ระหว่างตัวเองซึงเป็นผู้บริหารโรงเรียน  กับ  ตำรวจจราจร ท่านหนึ่ง   เพราะที่ผ่านมา ให้คนกลางคนหนึ่ง  ไปเจรจา   ปรากฏว่า   เขาบอกให้ยอม  และ  ดูจะยิ่งบานปลาย

          ผมก็ฟังผู้บริหารท่านนี้โดยละเอียด   ซึ่งข้อขัดแย้ง  ก็ไม่ใช่เรื่องราวใหญ่โตอะไรมากมาย   เพียงแต่ว่าต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกัน  ต่างไม่ยอมลดราวาศอก

          หลักการเจรจาไกล่เกลี่ยข้อขัดแย้ง  จะไม่ให้คู่กรณี มาอยู่ด้วยกัน  ผมก็ใช้วิธี  ไปคุยกับนายตำรวจท่านหนึ่ง  ที่เป็นผู้บังคับบัญชาของตำรวจจราจร คู่กรณี

          พอไปถึง  ผมไม่ทันจะขยับปากพูดอะไร  นายตำรวจท่านนี้ก็พรั่งพรูคำพูดออกมามากมาย  ในทำนองว่า  ผู้บริหารโรงเรียนเป็นฝ่ายผิด  และ ท่านค่อนข้างจะพูดปกป้องลูกน้องของท่าน

          ผมก็นั่งรับฟังอย่างดี จนเขาพูดจบ   ผมก็ยอมรับแต่โดยดี  ว่าเข้าใจเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น และ ยอมรับว่าผู้บริหารโรงเรียนผิดจริง  โดยไม่ไปโต้แย้ง หรือ ปฏิเสธต่อต้าน  (ทั้งๆที่สามารถทำได้   แต่คิดว่าไม่ใช่ประเด็นที่จะต้องมาโต้แย้ง)

          พอนายตำรวจทานนี้  เห็นผมยอมรับโดยไม่ต่อต้่าน   ท่านก็บอกว่า   ตำรวจจราจร ลูกน้องของท่าน  ก็มีความผิดอยู่เหมือนกัน  ดังนั้น  ท่านจะให้ลูกน้องของท่าน "ขอโทษ" ผู้บริหารโรงเรียนก่อน ขณะเดียวกัน  ก็ขอให้ผู้บริหารโรงเรียนขอโทษลูกน้องท่านด้วย  ผมก็ตอบตกลง    ทีนี้  ต่างฝ่ายต่างก็ไปแจ้ง  ฝ่ายตัวเอง  ซึ่งผู้บริหารโรงเรียนท่านนี้  ก็ยอมรับผลการเจรจราครับ

          แล้วคุ๋กรณีทั้งคู่ ก็มาเผชิญหน้่กัน ต่อหน้าผม และ นายตำรวจท่านนี้   ตำรวจจราจร  เดินเข้ามาหาผู้บริหารโรงเรียน จับไม้จับมือขอโทษ  แล้ว ผู้บริหารโรงเรียนก็กล่าวคำขอโทษกลับไปด้วย เช่นกัน

            เป็นอันเสร็จพิธี

            ที่ผ่านมา  ผมพบความขัดแย้งหลายๆ อย่าง ที่บานปลายใหญ่โต ทั้งๆ ที่มาจากเรื่องเล็กนิดเดียว  ทำนอง "น้ำผึ้งหยดเดียว" แล้วไม่ยอมกัน ต่างฝ่ายต่างอ้างศักดิ์ศรี ที่ขะเอาชนะกัน  โดยไม่มีใครที่จะเป็นฝ่ายยอมก่อน  เพราะกลัวเสียศักดิ์ศรี

            สำหรับศักดิ์ศรีสำหรับผม ที่ผ่านมา แม้กระทั่งในปัจจุบัน ผมใช้วิธี "ยอมเขาก่อน"   แต่ยอม  ก็ต้องยอมแบบมีศักดิ์ศรีซ่อนอยู่นะครับ  ไม่ใช่ยอมแพ้แบบคนไม่มีทางสู้่  หรือ ยอมแพ้แบบเสียศักดิ์ศรี