เขียนโดย วิเชียร ไชยบัง : ครูใหญ่โรงเรียนนอกกะลา
ขึ้นชื่อว่านักเดินทางเขาคงไม่สบายใจถ้ามีใครเอาสายวัดระยะมาวัดเพื่อบอกว่า เขาเดินทางไปได้ไกลแค่ไหน หรือ เข้าใกล้ที่ใดสักแห่งเพียงใด เพราะนักเดินทางไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อเดินให้ถึงที่ไหนสักแห่งแต่มีจุดประสงค์เพื่อเก็บเกี่ยวเรื่องราวระหว่างทาง ได้ใคร่ครวญครุ่นคิดกับสิ่งที่พบเห็น รับรู้ความรู้สึกที่เกิดขึ้น พัฒนาความงอกงามด้านในโดยปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระจากการได้เดิน
โรงเรียนทุกแห่งคงไม่สบายใจถ้ามีองค์กรประเมินมาตรฐานโรงเรียนเข้ามาประเมิน แล้วไม่ได้ค้นหาเพื่อบอกสิ่งที่คุณค่าจริงๆ บอกได้เพียงความจริงไม่แท้จากการใช้เครื่องมือประเมินที่มีดัชนีชี้วัดที่ วัดได้เฉพาะระยะทาง หรือ การมีผู้ประเมินจับจ้องเพียงระยะทางที่โรงเรียนจะไปถึงที่ไหนสักแห่ง โดยที่ไม่ได้สนใจเลยว่าโรงเรียนนั้นเดินอยู่บนเส้นทางไหน ระหว่างเดินทางได้เก็บเกี่ยวอะไรไว้บาง เกิดความสุขปีติขณะเดินทางมากน้อยเพียงใด หรือ เกิดความงอกงามด้านในเพียงใด
มาตรฐาน กำหนดอย่างตายตัวว่าความสำเร็จต้องเป็นอย่างไร ดัชนีก็ชี้แคบจำเพาะลงไปเพื่อจับทั้งสิ่งที่เป็นนามธรรมหรือรูปธรรมให้เป็น รูปธรรมอย่างเดียว
ทั้งที่โรงเรียนแต่ละแห่งมีความแตกต่างกัน เสมือนคนแต่ละคนที่มีความเป็นเฉพาะของตัวเอง หรือ เสมือนไม้ในป่าที่ต้องมีความแตกต่างหลากหลายพันธุ์เพื่อเกื้อกูลกันให้เป็น ป่า แม้โรงเรียนซึ่งจัดโดยรัฐที่เป็นรูปแบบแบบเดียวกันแต่เมื่อตั้งอยู่ในชุมชน ที่มีความแตกต่างทั้งทางภูมิศาสตร์ ความเป็นอยู่ วิถีการดำเนินชีวิต ความเชื่อ ค่านิยม วัฒนธรรมหรืออื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้สอดผสานเข้าสู่โรงเรียนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ทั้งยัง เป็นส่วนสำคัญในการหล่อหลอมเด็กๆ ไปด้วย การประเมินมาตรฐานโรงเรียนจึงควรเคารพถึงความแตกต่างระหว่างโรงเรียนอย่าง ยิ่ง ยอมให้เกิดความยึดหยุ่นทั้งมาตรฐานและดัชนี ทั้งยังต้องมีผู้ประเมินที่ไม่ใช่เทวดาแต่เป็นมนุษย์ธรรมดาที่ประกอบด้วย ทั้งหัวใจและสมอง และที่สำคัญทั้งครู ผู้เรียน ผู้ปกครอง และชุมชนควรมีส่วนร่วมในการประเมินในสัดส่วนที่เป็นค่าส่วนใหญ่
เป้าหมายคือมาตรฐานและตัวชี้วัดนั้นเป็นเพียงความคาดหวังในอนาคตซึ่งยังไม่ มีจริง เราควรค้นหาและให้คุณค่ากับสิ่งที่มีจริงๆ ในแต่ละโรงเรียนขณะปัจจุบันนั้น เพราะนั่นคือความสดใหม่ที่ทันการณ์ทันใช้ในบริบทของชุมชนนั่นๆ ซึ่งเป็นหน้าที่ขององค์กรที่ให้การศึกษาไม่ใช่หรือที่จะต้องสร้างความสดใหม่ ให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลก แล้วโรงเรียนซึ่งหมายถึงทั้งผู้เรียน ครู ผู้ปกครองและคนในชุมชนจะกลายเป็นนักเดินทางที่มีความสุข อิสระ และ เกิดความงอกงามด้านในจริงๆ

เขาคงเกรงว่าครูจะไม่มีงานทำมั๊งคะเลยหาภาระงานอันหนักอึ้งและกองโตเท่าภูเขา เพื่อตั้งไว้ให้ใครที่ไหนไม่รุมาประเมินเราโดยไม่ได้คำนึงถึงความแตกต่างของโรงเรียนแต่ละโรงเรียน เอาเกณฑ์เถรตรงมากาๆขีดๆผลออกมาดีบ้างเสียบ้างแต่ก่อนที่พวกเขาจะมาพวกเราก็ตั้งหน้าตั้งตาปลูกกะหล่ำปลี ผักชี ต้นหอมตามติดด้วยการยกร่อง บัวบกเอาไว้เผื่อประเมินไม่ผ่านจะได้เอาไว้คั้นน้ำดื่มแก้อาการช้ำใน
ผมเป็นอีกคนที่มีความเชื่อว่า.. โรงเรียนฯแต่ละที่มีความสามารถและมีดีที่แตกต่างกัน เหมือนมะละกอ กล้วย ส้ม ลิ้นจี่ ที่จัดอับดับไม่ได้..