|
ธรรมศาสตร์ 28 เม.ย.- นักวิชาการแนะนำบทเรียนอียูมาปรับใช้กับอาเซียน ควรร่วมมือกันในด้านต่าง ๆ อย่างจริงจัง ชี้ไทยยังล้าหลังประเทศเพื่อนบ้านในการเตรียมความพร้อม แนะปฏิรูปกฎหมายแรงงาน ดึงชุมชนเข้ามีส่วนร่วมจัดการ นายไพสิฐ พาณิชย์กุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวในการสัมมนาเรื่อง "การปฏิรูปกฎหมายแรงงานและสวัสดิการสังคมไทยสู่รัฐสวัสดิการอาเซียน" ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ว่า ในการก้าวสู่ประชาคมอาเซียนควรนำบทเรียนของสหภาพยุโรป หรืออียูมาใช้ เนื่องจากอียูมีการจัดทำเป็นรัฐธรรมนูญ มีคณะกรรมการหรือบอร์ดบริหารจัดการเป็นระบบ ขณะเดียวกันประเทศต่าง ๆ ก็ได้ปรับกฎหมายเพื่อรองรับสิ่งที่เปลี่ยนแปลง ขณะที่ประเทศอาเซียนมีความแตกต่างกับอียูมาก ดังนั้น ทุกประเทศควรร่วมกันมองผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทั้งด้านเศรษฐกิจและอื่น ๆ โดยเฉพาะโครงการระบบแรงงานที่ต้องสร้างความร่วมมือกันอย่างจริงจัง นายไพสิฐ กล่าวต่อว่า สำหรับประเทศไทยควรต้องเตรียมความพร้อมด้วยการปฏิรูปเรื่องกฎหมายแรงงาน ดึงชุมชนหรือท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อให้เกิดความ เป็นธรรม คนงานได้เข้าถึงสวัสดิการระดับชุมชน โดยให้ครอบคลุมถึงแรงงานที่เคลื่อนย้ายเข้ามาทำงานด้วย ซึ่งการปฏิรูปเรื่องนี้ควรมีการบูรณาการกันทั้งฝ่ายความมั่นคง กระทรวงการต่างประเทศ มหาดไทย สาธารณสุข ศึกษาธิการ เพื่อบริหารจัดให้ครอบคลุมทั้งการจัดการศึกษา โรคระบาด ปัญหาต่างด้าวเข้าเมือง เป็นต้น อย่างไรก็ดี หากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ไทยยังด้อยกว่าในเรื่องความมั่นคงด้านการเมือง การเข้าสู่ประชาคมอาเซียนประเทศอื่นได้เตรียมความพร้อมหมดแล้ว แต่เรายังอ่อนแอทั้งกลไกภาครัฐ กลไกเศรษฐกิจ จึงมีคำถามว่า ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วนี้ กลไกทางสังคมในไทยจะลุกขึ้นมาจัดการเรื่องนี้ได้อย่างไรบ้าง ส่วน นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ในการรวมประชาคมอาเซียนไทยเองยังต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าวเช่นเดิม และการปรับค่าจ้าง 300 บาทถือว่าเป็นสิ่งดีที่แรงงานเพื่อนบ้านจะทำงานต่อในไทยไม่หนีกลับประเทศ อีกทั้งจะช่วยให้ผู้ใช้แรงงานมีรายได้เพิ่มจากการเผชิญกับปัญหาค่าครองชีพ ที่สูงขึ้น ขณะเดียวกันภาครัฐควรให้ความช่วยเหลือภาคธุรกิจโดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่ได้รับ ผลกระทบจากการปรับค่าจ้างขั้นต่ำด้วย ซึ่งจะทำให้ระบบเศรษฐกิจขับเคลื่อนไปได้.-สำนักข่าวไทย
|