เมื่อสักสิบปีมาแล้ว มหาลัยไทยเราอยากเป็น “มหาลัยวิจัย” (research university) กันมาก โดยที่มหาลัยวิจัยที่ทุกฝ่ายอยากเป็นกันหนักหนานี้ ไม่มีใครรู้ว่ามันคืออะไร แต่อยากเป็นกันจิ๊ง นี่มันนิสัยไทยเดิมแท้ๆเชียว
ผมเองได้พยายามค้นหานิยามนี้ ว่ามันคืออะไรแน่ หาในกูเกิ้ลก็ไม่มี วิกีพีเดียก็ไม่พบ
ผมว่าก่อนที่จะทำอะไรกันใหญ่โตอย่างน้อยเราต้องรู้นิยามมันเสียก่อนว่ามันคืออะไร ไม่งั้นอันตรายมากๆ
นิยามของมลัยวิจัย ที่ไม่มีใครนิยามไว้ แต่ผมไป “เค้นพบ” มาจากบริบท เมื่อประมาณ พศ. ๒๕๔๖ คือ มหาลัยที่สอนครึ่งเวลาแล้ววิจัยอีกครึ่งเวลา ...ส่วนมหาลัยสอน (teaching university) จะให้สอนเต็มเวลา (คือภาคละ 4 วิชา) ดังนั้นมหาลัยวิจัยจะให้อาจารย์สอนเพียงภาคละ 2 วิชาเท่านั้น
ไม่เพียงเท่านั้น ในมหาลัยวิจัย อจ. ใหม่ยังต้องมีผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ภายในระยะเวลาที่กำหนดหลังจากเริ่มเข้าทำงานอีกด้วย (เช่น 5 ปี) จากนั้นต้องเอาผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์มาเสนอขอ tenure ซึ่งหากไม่ได้ระดับทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพก็บ๋ายบาย จนกลายมาเป็นคำพูดติดปากกันว่า publish or perish
ซึ่งระบบแบบนี้ยังไม่มีในมหาลัยไทย อาจยกเว้นที่ศศิน (สะกด) ที่เริ่มนำเอาระบบ p.o.p มาใช้แล้ว (หลานผมทำงานที่นั่นจบใหม่ซิงๆ ได้เงินเดือนแสนกว่า แต่ต้องพิมพ์ภายในสองปี) เมื่อไม่มีระบบนี้ดังนั้นการเป็นม.วิจัยของประเทศไทยเรามันก็เลยไม่เข้มข้นอะไรเลย วิจัยแบบหลอกแด็กซ์ไปวันๆ ก็โด่งดังกันได้ก้องเมืองคับประเทศมามากรายแล้ว
ผมเองในขณะเป็นรองอธก.วิชาการ ช่วงพศ. ๒๕๔๖ ได้พยายามผลักดันให้ม.ผมเป็นมหาลัยวิจัยอย่างไรก็ไม่สำเร็จ คือให้สอนครึ่งเวลา ทำงานวิจัยครึ่งเวลา แล้วให้มีระบบ tenure (เรื่องแบบนี้ลอกฝรั่งได้ ไม่เป็นไร เพราะมันดี)
อีกอย่างที่ผมทำไม่สำเร็จคือ การให้อจ.ใหม่สอนแต่น้อยในช่วง 2 ปีแรก เช่นปีแรกสอนเพียง 50% ของภาระงานปกติ ปี 2 สอน 75% ทั้งนี้เพื่อให้เขาได้ทำงานวิจัย และกำหนดว่าภายในสองปีนี้ต้องมีผลงานตีพิมพ์ตามที่กำหนด
จากนั้นอีก 3 ปีต้องผลงานวิจัยตีพิมพ์ที่สูงขึ้น ไม่งั้นก็บ๋ายบาย แต่กลับกลายเป็นว่าเรานิยมอัดงานสอนให้อจ.ใหม่กันมาก ส่วนการวิจัยไปหาเวลาว่างทำเอาเองตามอัธยาศัย ...แบบนี้มันวิจัยซกบ. นี่หว่า
ถ้าทำได้แบบที่ผมเสนอ ม.ไทยจะเป็นม.วิจัยที่ให้ความสำคัญต่อการวิจัยยิ่งกว่าม.วิจัยต่างประเทศเสียอีก (เพราะของเขาก็ต้องสอนเต็มเวลาเหมือนอจ. เก่า กล่าวคือ สองวิชาต่อภาค แต่ของเราปีแรกให้สอนวิชาเดียวเท่านั้น)
การเป็นม.วิจัยโดยชื่อนั้นมันไม่ยากนัก แต่โดยวัฒนธรรมมันยาก ผมเสนอมา 10 กว่าปีแล้ว (จนเลิกเสนอแล้ว) ว่าม. ต้องมีระบบบันไดอาชีพให้ผู้ช่วยวิจัย ไม่งั้นใครจะมาเป็นผู้ช่วยวิจัย เพราะไม่มีตำแหน่ง ไม่มีความมั่นคง ประกันสุขภาพอะไรเลย ดังนั้นพอเราฝึกเขาจนเก่ง (แสนเหนื่อย) เขาก็มาขอลาออกเพื่อไปรับตำแหน่งอื่นที่มั่นคงและก้าวหน้ากว่า อย่าลืมครับเบื้องหลังนักวิจัยเก่งต้องมีผู้ช่วยวิจัยเก่งอีกสองคนเป็นอย่างน้อย พวกนี้จะช่วยสอนนศ.บัณฑิตศึกษาในกลุ่มวิจัยด้วย
วันนี้ประเทศไทยเรามีม.วิจัยแห่งชาติแล้ว (ม.ผมก็ติดอันดับกะเขาด้วย) แต่ผมก็ยังหัวเราะงอหาย ..อาจารย์เช้าชามเย็นชาม ไม่ทำงานวิจัยอะไรก็ยังอยู่กันได้ ส่วนพวกวิจัย ลด. (หลอกแด๊กซ์) ก็ยิ่งซ่าเข้าไปใหญ่ ไปเลี้ยงดูปูเสื่อสาลิกาลิ้นทองหาเงินมาได้มาก แต่ตีพิมพ์ผลงานอะไรไม่ได้เลย (ส่วนใหญ่เพราะคุณภาพงานวิจัยต่ำ)
...คนถางทาง (๒๙ เมษายน ๒๕๕๕)
เล่าซะเห็นภาพเลยค่ะ.. ท่านอาจารย์ การบริหารจัดการของฝ่ายการเรียนการสอนนี่ยากมากเลยนะคะ.. กว่าจะเป็นมหาลัยวิจัยอย่างแท้จริงคงอีกนาน คิดๆแล้วก็เหมือนการจะเป็นนักวิจัยในโรงพยาบาลแหล่ะค่ะ.. เราต้องใช้เวลาในการให้บริการผู้ป่วยอย่างเต็มที่แต่ถ้าอยากพัฒนางานหรือ ทำวิจัยก็ใช้วันหยุดของตะเองหน่ะ ทำไป..(ก็ใจรักไม่ใช่เหรอ คุณต้องทำได้ดิ.. คนทำวิจัยแบบมีใจก็แอบหมดใจไปทีละน้อยๆ แบบว่าเหนื่อยหน่ะค่ะ ..เหนื่อยใจ )