สำหรับในประเทศไทย การเล่นโล้ชิงช้านอกเหนือจากความเชื่อในลัทธิพราหมณ์ ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการละเล่นของชาวเขาตามภาคเหนือของไทย

 

ผู้เขียนเรียบเรียงจากงานวิจัยของ วิเชียร คชาอนันต์. “สารภี ศิลา. พิธีโล้ชิงช้าของชาวเขาเผ่าอีก้อ “หละ เฉอะ บิ”.” ในโครงการผลิตสื่อทางโสตทัศนศึกษาเกี่ยวกับวงจรชีวิตชาวเขา สถาบันวิจัยชาวเขา กรมประชาสัมพันธ์, กระทรวงมหาดไทย. ๒๕๒๘. เพราะเห็นว่ามีประโยชน์อย่างยิ่งในการศึกษาชนกลุ่มน้อยในประเทศไทย เพื่อความรู้ความเข้าใจ การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ โดยปราศจากการดูถูกดูแคลน หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเกิดประโยชน์ไม่มากก็น้อย ความดีทั้งหลายจากบทความนี้ขอมอบให้กับทีมวิจัย

 

อีกทั้งยังรวบรวมการโล้ชิงช้าของชาวเขาจากแหล่งต่าง ๆ ซึ่งผู้เขียนไม่ได้บันทึกว่าอ้างอิงมาจากแหล่งใด ความดีนี้ก็ขอมอบให้กับเจ้าของข้อมูลทั้งหมด

 

การเล่นโล้ชิงช้าชาวเขาในประเทศไทย

 

สารภี ศิลา และ วิเชียร คชาอนันต์ (๒๕๒๘) ทำการศึกษาการโล้ชิงช้าของของชาวเขาเผ่าอีก้อ สรปุได้ดังนี้ ชาวก้อ ถือว่าพิธีการเล่นโล้ชิงช้าเป็นงานรื่นเริงเนื่องในวันปีใหม่กินวอ ด้วยความยากลำบากในการดำรงชีวิต จะอยู่จะกินต้องขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศ ถ้าฝนไม่ตกพืชผลก็เสียหาย ถ้าฝนมากพืชผลไรนาก็เสียหายหนักกว่าหลายเท่า ดังนั้นชาวก้อจึงสร้างเทพเจ้าขึ้นมาเพื่อเป็นผู้ดลบันดาลให้ผลผลิตอุดมสมบูรณ์ สั่งท้องฟ้าไม่ปั่นป่วน อีกทั้งยังสามารถติดต่อกับพระอาทิตย์ได้เพื่อให้แสงสว่างกับโลกได้ เทพเจ้านั้นมีชื่อว่า “อึมซายะ” พวกเขาจะต้องจัดพิธีระลึกถึงเทพธิดาองค์นี้ทุกปี พิธีนั้นก็คือการโล้ชิงช้า หรือ “หละเฉอะบิ”  พิธีจะมีขึ้นในกลางเดือนสิงหาคมถึงต้นกันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่ข้าวกำลังงอกงาม พิธีจะประกอบทั้งหมด ๔ วัน แต่ละวันจะไม่ตรงกับวันอวมงคลตามคติของขาวก้อเลย ลำดับพิธีกล่าวโดยย่อได้ดังนี้คือ

 

วันแรกจะเป็นวันเตรียมสิ่งของต่างและอาหาร ๆ ให้พอใช้สำหรับพิธีทั้ง ๔ วัน เพราะช่วง ๔ วันนี้ ชาวบ้านจะไม่ออกไปทำงานทำไร จากนั้นจะทำพิธีเลี้ยงผีบรรพบุรุษตามแต่ละบ้านตน เมื่อเลี้ยงผีเสร็จแล้ว ในเวลาเย็นชาวบ้านจะพากันเอาเครื่องดนตรี สุรา อาหาร มาจัดงานรื่นเริงร่วมกัน แต่งานในวันนี้จะไม่มีสาว ๆ ร่วมด้วย เพราะต้องเตรียมตัวทำพิธีโล้ชิงช้าในวันต่อไป

 

ในวันที่สอง แต่ละบ้านจะสร้างชิงช้าขนาดเล็กไว้ที่หน้าบ้านเพื่อให้เด็ก ๆ เล่น ผู้ชายที่แข็งแรงบางส่วนก็จะไปช่วยกันสร้างชิงช้าขนาดใหญ่ไว้ที่สำหรับประกอบพิธี “หยื่อมะ” จะประกอบพิธีเซ่นไหว้ตามวิธีที่ถือสืบทอดกันมา ชิงช้าจะมีสีเสาปลายเสาด้านบนจะผูกรวมกันไว้แล้วผูกเชือกตรงกลางปล่อยยาวลงมาเพื่อใช้โล้ ลักษณะชิงช้าจะคล้ายกระโจมขนาดใหญ่  จากนั้นหยื่อมะจะโล้เป็นคนแรก โดยการโหนเชือกเส้นเดียวนั้นแล้วโล้ไปมา ผู้คนโดยรอบจะร้องเพลงแปลเป็นไทยว่า “ถึงเวลาแล้ว ถึงวันดีแล้ว มาโล้ชิงช้า”  จากนั้นผู้อื่นจะผลัดกันขึ้นไปโล้มีทั้งโล้คู่และโล้เดี่ยวสร้างความสนุกสนานเป็นอันมาก เมื่อผู้ชายโล้เสร็จ ต่อไปก็จะเป็นรอบของผู้หญิง  ตกกลางคืนจะมีการร้องเล่นเต้นรำประกอบการร้องและเครื่องเคาะจังหวะ  คืนนี้จะเปิดโอกาสให้หนุ่มสาวทำความรู้จักกัน อย่างเต็มที่ ส่วนคนที่แต่งงานแล้วจะอยู่ดูห่าง ๆ ไม่เข้าไปวุ่นวาย คืนนี้จะมีการละเล่นถึงรุ่งเช้า

 

วันที่สามจะมีการเลี้ยงผีบรรพบุรุษอีกครั้งหนึ่ง ตกเย็นก็จะเล่นชิงช้า กลางคืนก็จะร้องรำทำเพลงจนถึงรุ่งเช้า

 

วันที่สี่ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของงาน ชาวก้อก็ยังคงเล่นชิงช้ากันอยู่ทั้งชิงช้าใหญ่ และชิงช้าเล็กสำหรับเด็ก ตกเย็นหยื่อมะจะทำพิธีเก็บชิงช้า เป็นอันว่าเสร็จพิธี  นอกจากชิงช้าใหญ่ และชิงช้าเด็กแล้ว  ยังมีชิงช้าอีกชนิดหนึ่งคล้ายรหัสวิดน้ำ หรือคล้ายกับชิงช้าสวรรค์ในปัจจุบัน ชิงช้าจะเป็นแบบนั่ง มีสี่ที่นั่งหมุนวนไปเรื่อย ๆ สร้างไว้ใกล้ ๆ กับชิงช้าใหญ่เพื่อให้ทุกคนโล้เล่น

 

ชาวเขาเผ่าอาข่า พิธีโล้ชิงช้า หรือที่ชาวอ่าข่าเรียกว่า "แย้ขู่อ่าเผ่ว" จะมีการจัดขึ้นทุกๆ ปี ประมาณปลายเดือนสิงหาคมถึงต้นเดือนกันยายน เป็นช่วงที่ผลผลิตทางเกษตรใกล้สุกงอมพร้อมเก็บเกี่ยว ประเพณีโล้ชิงช้าของชาวอ่าข่า ถือเป็นพิธีกรรมที่มีคุณค่ามากด้วยภูมิปัญญาที่ใช้ในการส่งเสริมความรู้แล้ว ยังเกี่ยวพันกับการดำรงชีวิตประจำวันของอ่าข่าอีกมากมาย ประวัติความเป็นมาของประเพณีโล้ชิงช้า ประเพณีโล้ชิงช้ามีต้นกำเนิดในดินแดนที่มีชื่อว่า “จาแดล้อง” คือพื้นที่ประเทศจีนในปัจจุบัน โดยดินแดนแห่งนี้มีผู้นำอ่าข่า ที่ชื่อ “ข๊ะบา อ่าเผ่ว หม่อโล๊ะโล๊ะซื่อ" และ "ค๊อบาอ่าเผ่วเอวค๊อ ค๊อคอง” เป็นผู้นำที่ชาวอ่าข่าให้การเคารพนับถือ โดยกล่าวว่า ดินแดนจาแด จะทำการจัดประเพณีโล้ชิงช้า 33 วันเมื่อเป็นเช่นนี้สมาชิกคนในดินแดนแห่งนี้ ซึ่งประกอบไปด้วยทั้งคนจน และคนรวย ทุกคนต้องเตรียมเสบียงอาหารไว้เยอะๆ เพื่อเอาไว้ฉลองกันในวันประเพณี นี่คือการบอกเล่าถึงที่มาของ ประเพณีโล้ชิงช้า ประเพณีโล้ชิงช้าถือเป็นประเพณีทีให้ความสำคัญกับผู้หญิง ฉะนั้นผู้หญิงอ่าข่ามีการแต่งกาย ด้วยเครื่องทรงต่างๆ อย่างสวยงามที่ได้เตรียมไว้ตลอดทั้งปีมาสวมใส่เป็นกรณีพิเศษในเทศกาลนี้ สำหรับหญิงสาวอ่าข่าจะแต่งกายเพื่อยกระดับชั้นวัยสาวตามขั้นตอน แสดงให้คนในชุมชนได้เห็น พร้อมทั้งขึ้นโล้ชิงช้า และร้องเพลงทั้งลักษณะเดี่ยว และคู่ประเพณีโล้ชิงช้า จัดขึ้นเพื่อเป็นการฉลองพืชพันธุ์ที่จะได้เก็บเกี่ยวไว้บริโภค เนื่องจากพืชไร่ พืชสวนต่างๆ ที่ปลูกลงไป พร้อมที่จะได้ผลผลิต โดยมีสุภาษิตกล่าวไว้ว่า “ขู่จ่า หม่าโบะ หม่าโบะ” หมายถึง ประเพณีโล้ชิงช้า มีอาหาร หลากหลาย และสมบูรณ์มากมาย หากประเพณีนี้ไม่มี ประเพณีอื่น หรือพิธีอื่นก็จะไม่มี และหลังจากที่จัดงานประเพณีโล้ชิงช้าเสร็จแล้ว ชุมชนอ่าข่าก็จะไม่มีการตัดไม้ดิบเข้ามาในชุมชนอีก ไม้ดิบในที่นี้คือไม้ยืนต้น หรือไม้ทุกชนิดที่ยังไม่ได้ถูกตัด ยกเว้นกรณีที่มีคนตายแล้วเท่านั้น จึงถือว่าเป็นวันเข้าพรรษาของชาวอ่าข่าอีกเช่นกัน ในการจัดประเพณีโล้ชิงช้าแต่ละปีของอ่าข่า จะต้องมีฝนตกลงมา ถ้าปีไหนเกิดฝนไม่ตก อ่าข่าถือว่าไม่ดี ผลผลิตที่ออกมาจะไม่งอกงาม

 

ประเพณีโล้ชิงช้า มีระยะเวลาในการจัดรวม 4 วันด้วยกัน โดยแต่ละวันมีกำหนดการดังนี้

วันแรก "จ่าแบ" ในวันแรกผู้หญิงอ่าข่า อาจเป็นแม่บ้านของครัวเรือน หรือลูกสาวในกรณีแม่บ้านไม่อยู่แล้ว จะแต่งตัวด้วยชุดประจำเผ่าออกไปตัดน้ำที่บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ เพื่อนำมาใช้ในการประกอบพิธีกรรมการเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว น้ำที่ตักมาจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ เรียกว่า "อี๊จุอี๊ซ้อ" ในวันนี้มีการตำข้าวปุ๊ก “ห่อถ่อง” ข้าวปุ๊ก หรือห่อถ่อง คือข้าวที่ได้จากการนำข้าวข้าวเหนียว แช่ไว้ประมาณ 1 คืน พอรุ่งเช้าก็นำมานึ่ง เมื่อได้ที่แล้วก็จะมีการโปรยด้วยน้ำรอบหนึ่งก่อน แล้วนึ่งต่อ ระหว่างรอข้าวสุก ก็จะมีการ ตำงาดำผสมเกลือไปด้วย เพื่อไม่ให้ข้าวเหนียวที่ตำติดมือเวลานำมาปั้นข้าวปุ๊กซึ่งต้องใช้ในการทำพิธีเช่นกัน

 

วันที่สอง เป็นวันที่ทุกคนจะมารวมตัวกันที่บ้านของ “โจว่มา” ผู้นำประกอบพิธีกรรมของหมู่บ้าน เพื่อแบ่งงานในการจะปลูกสร้างชิงช้าใหญ่ของชุมชน  ในวันนี้จะไม่มีการทำพิธีใด ๆ ทั้งสิ้นและไม่มีการฆ่าสัตว์ เมื่อสร้างชิงช้าใหญ่ของชุมชนแล้วเสร็จ จะมีพิธีเปิดโล้ชิงช้าโดย โจว่มา เป็นผู้เปิดโล้ก่อน จากนั้นทุกคนก็สามารถโล้ได้ หลังจากที่สร้างชิงช้าใหญ่ของชุมชนเสร็จ ต้องมาสร้างชิงช้าเล็กไว้ ที่หน้าบ้าน ของตนเองอีกเพื่อให้ลูกหลานของตนเล่น

 

วันที่สาม “วัน ล้อดา อ่าเผ่ว” วันนี้ถือเป็นวันพิธีใหญ่ มีการเลี้ยงฉลองกันทุกครัวเรือนมีการเชิญผู้อาวุโส หรือแขกต่างหมู่บ้านมาร่วมรับประทานอาหารในบ้านของตน ผู้อาวุโสจะถือโอกาศอันดีนี้อวยพรเพื่อความเป็นสิริมงคลของครอบครัวเจ้าบ้าน

 

วันที่สี่ “จ่าส่า” วันสุดท้ายของพิธีกรรม “จ่าส่า” สำหรับในวันนี้จะไม่มีการประกอบพิธีกรรมอะไรทั้งสิ้น นอกจากพากันมาโล้ชิงช้า เพราะเป็นวันสุดท้ายที่จะได้โล้ในปีนี้ แต่พอตะวันตกดิน หรือประมาณ 18.00 น ผู้นำศาสนาก็จะทำการเก็บ เชือกของชิงช้า โดยการมามัดติดกับเสาชิงช้า ถือว่าบรรยากาศในการโล้ชิงช้าก็จะได้จบลงเพียงเท่านี้ และหลัง อาหารค่ำก็จะทำการเก็บ เครื่องเซ่นไหว้ต่างๆ เข้าไว้ที่เดิม หลังจากที่เก็บเครื่องเซ่นไหว้เหล่านี้แล้วถือว่าเสร็จสิ้นพิธีกรรม

 

ขาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง จะเล่นชิงช้าในเดือนอ้าย ซึ่งถือว่าเป็นช่ว'เปลี่ยนฤดูกาลใหม่

 

การเล่นโล้ชิงช้าชาวเขาในประเทศไทย

 

การเล่นเครื่องแขวนสำหรับนั่งไกวไม่ต้องห้อยโหนอย่างชาวก้อ เป็นพิธีกรรมเพื่อขอความอุดมสมบูรณ์ให้พืชพันธุ์ธัญญา เช่น ขอลมให้พัดแรงๆ เพื่อให้น้ำลดและให้พืชพันธุ์สุกเร็ว ดูแล้วความเชื่อนี้ก็คล้ายกับพิธีตรียัมปวาย – ตรีปวายที่ประกอบขึ้นในอินเดียและกรุงเทพมหานคร

 

วาทิน ศานติ์ สันติ : เรียบเรียง

 

อ้างอิง

 

วิเชียร คชาอนันต์. “สารภี ศิลา. พิธีโล้ชิงช้าของชาวเขาเผ่าอีก้อ “หละ เฉอะ บิ”.” ในโครงการผลิตสื่อทางโสตทัศนศึกษาเกี่ยวกับวงจรชีวิตชาวเขา สถาบันวิจัยชาวเขา กรมประชาสัมพันธ์, กระทรวงมหาดไทย. ๒๕๒๘.

 

จากสื่ออื่น ๆ