ก่อนนี้คนไทยส่วนใหญ่กลัวนิพพาน (รวมทั้งตัวผู้เขียนสมัยเป็นเด็กเล็กๆ ราวพศ. ๒๕๐๖) เพราะได้รับการสอนอยู่เสมอว่านิพพานคือความตายอันน่ากลัวเพราะจะไม่ได้เกิดอีก   ทัศนติและแนวปฏิบัติของชาวพุทธแบบไทยๆในตอนนั้นคือสะสมบุญไว้ชาติหน้าเพื่อจะได้เกิดมาใหม่ในยุคพระศรีอารย์ ซึ่งเปรียบได้ดั่งสวรรค์บนดิน  กล่าวคือ ต้นไม้จะออกลูกเป็นเงินเป็นทอง ให้มนุษย์เอาไปใช้สอยซื้อความสุขได้ไม่มีที่สิ้นสุด

 

(พระศรีอารย์ มีพระนามเต็มว่า พระศรีอริยเมตไต...ว่ากันว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป จากสมณโคดม)  

 

(วันนี้ผมมาได้คิดว่า โลกพระศรีอารย์ดังว่า เงินคงเฟ้อน่าดู เท่ากับพิมพ์แบงค์โดยไม่มีอะไรการันตีนั่นเอง)

 

เพื่อลบล้างทัศนคตินี้   หลวงพ่อเงื่อมแห่งวัดธารน้ำไหล (ท่านพุทธทาสภิกขุ) ทำงานเผยแพร่อย่างหนักเพียงลำพังคนเดียวเป็นเวลาหลายสิบปี จนสามารถเปลี่ยนทัศนติคนไทยทั้งชาติได้ว่า ...นิพพานเป็นสิ่งที่น่าแสวงหา ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวอีกต่อไป และโลกพระศรีอารย์ได้มาถึงแล้วและอยู่ที่ปลายจมูกของท่านนั่นเอง ซึ่งเป็นเพียงอุปมาให้ระลึกถึงการทำ อานาปานสติ นั่นเอง (สติที่เนื่องอยู่กับลมหายใจ..ที่ปลายจมูก)

จนทุกวันนี้คนไทยส่วนใหญ่หันมารักนิพพาน ไม่กลัวนิพพานอีกต่อไปแล้ว  เด็กๆอายุ ๑๐ ขวบอ้าง “จิตว่าง”  “ตัวกูของกู” หน้าตาเฉย   บางครั้งท่านสอนว่า นิพพานไม่ใช่ความตาย แต่การขาดนิพพานต่างหากเล่าที่จะทำให้ตาย

 

คนเพียงคนเดียว ไม่มีเงิน ไม่มีอำนาจอะไร ไม่มี(หรือไม่ได้อวด)อิทธิปาฎิหารย์เหาะเหินเดินอากาศได้ ไม่มีภาพว่าห่อไว้ด้วยความขลังของจีวรสีกลัก อยู่กลางป่าลึก หรือ ภาพว่าเก่งในการปราบพยศพญาเสือโคร่งและงูยักษ์เพียงลำพังกลางป่าดงดิบ  แต่ท่านกลับสร้างปาฎิหารย์เปลี่ยนใจคนทั้งประเทศได้ในประเด็นที่สำคัญที่สุด ที่พระเกจิรวมพลังปาฎิหารย์กันทั้งประเทศก็คงไม่สามารถกระทำได้  นี่เป็นความอัศจรรย์ที่ต้องจารึกไว้ให้สาธุชนตระหนัก หากท่านไม่นำมาสอนสั่งป่านนี้สังคมพุทธไทยจะกำลังทำอะไรกันอยู่หนอ

 

คนจำนวนมากเข้าใจผิดว่าท่านพุทธทาสภิกขุ เป็นพระนักปรัชญา (โดยผู้ที่เข้าใจเช่นนั้นก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า”ปรัชญา” แตกต่างจาก”ศาสนา”อย่างไร)  แท้จริงแล้วท่านพุทธทาสเป็นพระนักปฏิบัติอย่างยิ่ง

 

ท่านไม่มี”อาจารย์”เป็นตัวเป็นตนเหมือนพระดังๆรูปอื่นๆ แต่มีอาจารย์เป็นพระไตรปิฎก โดยท่านศึกษาหลักการและวิธีการปฏิบัติจากพระไตรปิฏก แล้วนำข้อธรรมคำสอนต่างๆของพระพุทธองค์มาลองปฏิบัติดูด้วยตนเอง จนรู้แจ้งเห็นจริงด้วยตนเอง จากนั้นจึงนำมาสอนคนอื่น

 

การปฏิบัติเช่นนี้ทำให้ท่านได้ทั้งปริยัติ ปฎิบัติ (และคงปฏิเวธด้วย) ไปพร้อมกัน ไม่เหมือนพระนักปริยัติที่เรียนเอาดีกรีแต่ไม่นำสู่การปฎิบัติ หรือไม่เหมือนพระนักปฏิบัติที่ไม่ค่อยรู้ด้านปริยัติ  นอกจากนี้พรสวรรค์ส่วนตัวของท่านที่เป็นคนชอบหามุมมองแปลกๆในการสอนธรรมะ ทำให้คำสอนของท่านมีความหลากหลายมากจนเหลือประมาณ  

 

 ส่วนใหญ่แล้วท่านสอนให้ใช้ปัญญานำให้เกิดสัมมาทิฐิเสียก่อน ก่อนจะไปสู่สัมมาสมาธิ ตามขั้นตอนของมรรค8  ซึ่งเรื่องนี้ก็ทำให้คนที่เข้าไม่ถึงคิดว่าท่านไม่เก่งสมาธิเหมือนพระป่า ทั้งที่หากศึกษาพระไตรฯแล้วจะเห็นว่าแม้แต่พระพุทธเจ้าเองที่ทรงเก่งสมาธิสูงสุดส่วนใหญ่ก็สอนคนให้ตรัสรู้ด้วยปัญญาทั้งนั้น ไม่ได้สอนให้ไปนั่งหลังแข็งตาหลับอยู่ใต้ต้นไม้อะไรเลย สมดังคำกล่าวที่ว่าคนที่เก่งที่สุดคือคนที่สอนให้คนไปถึงจุดหมายได้ด้วยวิธีที่ง่ายที่สุด

 

คำสอนของท่านพุทธทาสก็คือคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ท่านเอามาปรับให้สอดคล้องกับสังคมไทยปัจจุบัน มีหลายระดับ เหมาะสำหรับคนที่มีระดับปัญญาต่างๆ ที่สามารถเลือกเอาคำสอนที่ถูกกับจริตและระดับปัญญาของตน ไม่เคยออกไปยัดเยียดให้ใครนับถือ แต่เชื้อเชิญให้”เข้ามาลองดูตามแต่ศรัทธา” ซึ่งจะยืนท้าทายกาลเวลาไปอีกนานแสนนาน

 

...คนถางทาง (๒๙ เมษ. ๒๕๕๕)