และแล้ววันออกพรรษาก็มาถึง ซึ่งก่อนวันออกพรรษาทางวัดป่าของเราได้จัดให้มีการสวด “คาถาพัน” ซึ่งก็คือการเทศมหาชาติด้วยภาษาบาลีนั่นเอง ซึ่งในปัจจุบันมีน้อยวัดที่จะมีการเทศมหาชาติภาษาไทย(อย่าว่าแต่ภาษาบาลีเลย)

 

หลวงพ่อใหญ่ท่านเป็นนักอนุรักษ์ตัวยงคนหนึ่ง (เคยเป็นเลขาฯรักษาการสังฆราชมาแล้วด้วย ก่อนโดนข้อหาคอมมิวนิสต์ จนต้องหนีมาอยู่ที่นี่ จนบัดนี้) ท่านจึงจัดให้มีการเทศคาถาพัน พระลูกวัดมีอยู่สี่ห้ารูปก็เทศน์กันไปตามมีตามเกิด ...มีการป่าวประกาศบอกบุญไปกับญาติโยมและผู้ใหญ่บ้าน แต่ปรากฎว่ามีคนมาฟังกันน้อยมากประมาณสัก ๑๐ คนเห็นจะได้ ส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิง

 

ผู้เขียนต้องขอชมเชยพวกโยมพวกนี้จริงๆที่นั่งพับเพียบพนมมือฟังอย่างเรียบร้อยเป็นเวลากว่า ๓ ชั่วโมง เพราะคาถาพัน คือการสวดคาถาที่มีอยู่หนึ่งพันคาถา แต่ละคาถาก็จะมีประมาณ ๓๒ คำบาลี เนื่องจากพระที่อ่านคาถาส่วนใหญ่ก็อ่านกันได้ช้าๆเพราะไม่คล่องบาลี ...ผู้เขียนเองรู้สึกเมื่อยขามาก เปลี่ยนจากนั่งพับเพียบมาเป็นขัดสมาธิกลับไปมาได้เป็นสิบครั้งเห็นจะได้  ในที่สุดมือของอาตมาที่พนมฟังก็ตกลงมา และกลายเป็นไม่พนมในที่สุด ..ดีที่ว่านั่งอยู่ด้านข้างมืดๆที่พวกโยมเขาไม่เห็นหรอก

 

คิดแล้วยังนึกอายโยมชุดนั้นไม่หาย พอจบหลวงพ่อท่านก็เทศน์ต่อว่า ถึงแม้จะฟังไม่รู้เรื่องก็ยังได้ประโยชน์ เพราะอย่างน้อยก็เป็นการฝึกความอดทน (ทำยังกะอ่านใจเราออก)

               

กฐิน

หลังออกพรรษาก็จะเป็นเทศกาลทอดกฐิน ซึ่งเป็นประเพณีที่ชาวไทยถือว่าจะทำให้ได้บุญมาก เพราะเป็นการถวายผ้าไตรจีวรแก่พระที่อยู่พรรษามาครบ

 

ตามหลักการแล้วพระสงฆ์จะต้องประชุมกันว่าพระรูปใดสมควรจะได้รับผ้ากฐิน แล้วก็มีพิธีสวดยกผ้ากฐินให้พระนั้นพร้อมทั้งให้พรเจ้าของกองกฐิน

 

ปีนี้ทางวัดโชคดีที่มีผู้ใจบุญมาทอดกฐินจากกรุงเทพ ผ้าไตรราคาไม่เท่าไรหรอก เงินทำบุญที่มาพร้อมกับกองกฐินต่างหากที่ได้มาก คราวนี้ก็ได้เกือบแสนบาท หลวงพ่อก็เลยได้มุงหลังคาอาคารเอกของวัด เสร็จงานกฐินก็เป็นการรื่นเริง พวกเด็กๆก็สนุกสนานกันตามประสา

 

บังอาย

และก็ในการสวดกฐินครั้งนี้แหละ ที่ได้สวดโดยการใช้ตาละปัตรเป็นครั้งแรก เป็นการสวดสั้นๆ แต่สวดเพียงปีละครั้ง พระส่วนใหญ่ก็จะจำคำสวดกันไม่ได้หรอก แต่ละปีก็ต้องมาหัดท่องบทสวดรับกฐินกันใหม่ ยิ่งพระหลวงเฮียด้วยแล้ว นับว่าเป็นครั้งแรกก็ยิ่งไปกันใหญ่

 

 ยังโชคดีที่ว่า ท่านกำหนดให้ใช้ตาละปัตรด้วย ซึ่งศัพท์แสลงของพระท่านเรียกว่า “บังอาย”

 

ซึ่งก็นับว่าเป็นคำเสียดสีเย้ยหยันที่แกมตลกดี เพราะเวลาสวดไม่ได้ พระอาจจะอายโยมที่นั่งประชันหน้ากันอยู่ แต่ตาลปัตรก็บังเอาไว้ ทำให้โยมไม่รู้ว่าพระสวดไม่ได้ พระก็เลยไม่ต้องได้อาย เพราะตาละปัตรช่วยบังเอาไว้

 

ผู้เขียนพยายามถามพระหลายองค์ที่มีความรู้ว่าตาละปัตรมีความเป็นมาอย่างไร ก็ไม่มีใครตอบได้ อยากรู้ประวัติความเป็นมา และอยากจะลองตีความดูเล่นๆด้วยซ้ำไปว่าการใช้ตาละปัตรนี่จะถือว่าเป็นการผิดพระวินัยหรือไม่เพราะน่าจะถือได้ว่าเป็นของที่ไม่ได้ทรงบัญญัติไว้ แต่เอามาต่อเติมเสริมแต่งกันเอาเอง

 

หมายเหตุ..ตาลปัตร = ตาล+ภตฺต -->ใบตาล ยังไม่มีข้อสรุปว่ามีที่มาอย่างไร

 

ผ้าป่าสมัยก่อน

กฐินกับผ้าป่าดูออกจะคล้ายกัน เพราะเป็นการถวายผ้าไตรแก่พระเหมือนกัน แต่ก็ต่างกันอยู่เพราะทอดกฐินนั้นทำได้เฉพาะหนึ่งเดือนหลังออกพรรษาเท่านั้น แต่ผ้าป่าทอดได้ตลอดปี

 

การทอดผ้าป่าสมัยนี้ก็ทำกันง่ายๆไม่มีพิธีรีตรองอะไรมาก อยากให้พระองค์ไหนก็เอาไปให้กันได้เลย ในสมัยก่อนเล่ากันว่า เขาจะเอาไปให้ในป่าช้าเท่านั้น (เขาจึงเรียกว่าผ้าป่า) โดยจะเอาผ้าไปทอดไว้ตามหลุมศพในตอนกลางคืน แล้วก็นิมนต์พระไปรับผ้าในตอนกลางคืน ถือว่าเป็นการฝึกพระและทดสอบพระไปด้วยในตัว

 

พระน้องๆเล่าให้ฟังว่า บางครั้งก็มีการหลอกพระที่จะไปรับผ้าด้วยการทำกลไกลวงไว้ พอพระเข้าไปจะรับผ้า ก็จะมีการกระตุกกลไกให้ผีลุกขึ้นนั่งเอาผ้าไตรถือไว้ในมือเพื่อถวายพระ พระที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ก็วิ่งกันป่าช้าราบแหละครับ โดยเฉพาะทำกันในเวลากลางคืนเสียด้วย

 

...คนถางทาง