สังคมไทยโบราณผูกพันอยู่กับวัดมาก ดังจะเห็นได้ว่าแม้คำภาษิต/พังเพยก็ยังอุปมาไว้กับสังคมพระมากมายเช่น

คว่ำบาตร

กลับตาลปัตร

ชั่วช่างชีดีช่างสงฆ์ 

สมภารกินไก่วัด

อะย๊ะเหมือนพระบวชใหม่

พอไปวัดไปวาได้

สอนหนังสือสังฆราช

และแน่นอนคำว่า... พระแก่วัด

           

 

หลังจากที่หลวงพี่ด๊อคบวชอยู่ได้สักสองสามอาทิตย์ก็แก่วัดขึ้นเป็นลำดับ การครองจีวร อุ้มบาตรก็ทำได้อย่างแคล่วคล่องสวยงามไม่เคอะเขิน และก็เริ่มสวดต่างๆได้บ้างเช่น การสวดให้พรโยมที่มาถวายอาหารเช้า ...ยถา สัพพี

 

การสวดพวกนี้ในตอนแรกว่าจะไม่เอาเลยเพราะกลัวจะเสียเวลาปฏิบัติ แต่เอาเข้าจริงๆก็ต้องเอาบ้าง  พระอื่นๆลูกตาสีตาสาจบป๖ เขาสวดกันได้หมดหลวงพี่ด๊อกสวดไม่ได้ บ๊ะ…มันหยามน้ำหน้าชายชาติพระเกินไปหน่อย  ก็เลยเจียดเวลาการศึกษาปฏิบัติธรรมมุท่องเอาจนได้

 

วันหนึ่ง เดินเที่ยวไปเยี่ยมกุฏิของพระหลวงน้องรูปอื่นๆ ว่าเขาอยู่กันอย่างไร เพราะกุฎิของเรานั้นใหญ่ที่สุด มีห้องน้ำในตัวด้วย แต่พวกหลวงน้อง ไม่มีปริญญาเอกแบบเรา ก็ไม่ได้รับสิทธิพิเศษ ก็อยู่กุฎิเล็กๆ    (อ๊ะ..ๆ พระก็มีชนชั้นด้วยนะ) 

ว่าไปแล้ว หลวงพ่อใหญ่ท่านให้เราไปอยู่กุฏิใหญ่ นั้นน่าเป็นเพราะว่า ท่านเห็นว่าเราตั้งใจมาบวชเพื่อศึกษา ไม่ได้บวชตามประเพณี แก้บน หรือ รองาน แต่บวชเพื่อหนีสงสาร ก็เลยอยากให้เราได้ในสิ่งที่ประสงค์ ก็เลยให้มาอยู่กุฏิใหญ่นี้ เพราะมันห่างไกลความเจริญ มีป่าทึบหนารอบไปหมด สงัด เปลี่ยว เหมาะสำหรับปฏิบัติ แต่การเป็นด๊อคก็คงมีส่วนร่วมด้วยแหละ แต่คงไม่ใช่ทั้งหมด

 

...วัดนี้ห้ามมีไฟฟ้า ดังนั้นหลวงน้องก็เลยไม่มีทีวี วิทยุเหมือนวัดอื่นๆ ที่ช่วงบ่ายๆ มักมาเชียร์มวยตู้กันก็มี...เห็นแล้วไม่จืดจริงๆ

 

เดินมาถึงกุฎิหลวงน้องรูปหนึ่ง ตาไปสะดุดอยู่ที่คำขวัญที่เขียนด้วยชอล์คไว้ที่ข้างกุฎิว่า  ”อยากดังอย่าหวังสงบ”

 

จิตเราวาบเลย...ภาษิตบ้านนอก ง่ายๆ ..แต่ทำไมมันกินใจจังเลย ...ยังจำติดตาติดใจมาถึงวันนี้

 

 ขอบคุณหลวงน้องรูปนี้มากๆ ที่ให้ข้อธรรมะอันแยบคายยิ่ง

...คนถางทาง