ฉันอร่อย..คอยนิพพาน

               

ในการเดินแถวไปตักอาหารลงบาตรแบบบุฟเฟต์นั้น พระต้องเลือกตักอย่างละนิดอย่างละหน่อยให้ทั่วถึง เพราะต้องฉลองศรัทธาเฉลี่ยบุญให้แก่ญาติโยมทุกคนที่เอามาถวาย .....(ยกเว้นอันไหนอร่อยตรงกับกิเลสมากก็ให้บุญกับโยมเจ้าของมากหน่อย (แฮ่ะๆ) )

 

                บ้านป่าเดี๋ยวนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน อาหารการกินเครื่องอุปโภคมีให้เลือกมากมายไม่แพ้ในเมือง ขอบคุณวัฒนธรรมรถเร่ ที่เที่ยวเร่เอาของไปขายกันถึงในป่าในดง วันหนึ่งๆจะได้ยินเสียงไมโครโฟนรถเร่ วันละสี่ห้าครั้ง ลักษณะจะคล้ายๆกันคือเปิดเพลงดังลั่น   พร้อมกับหยุดเพลงเพื่อโฆษณาสินค้าเป็นระยะ ไม่ต้องเกรงใจใครกันละ จะหนวกหูอย่างไรชาวบ้านนอกมักไม่ค่อยว่ากัน สิทธิในการได้รับการยัดเยียดเสียงหนวกหูของคนบ้านนอกมีโดยเท่าเทียมและเสมอภาคกันอยู่แล้ว

 

ที่น่าสังเกตคือเพลงรถเร่ที่เปิดมักจะเป็นเพลงวัยรุ่นเมืองกรุงที่นิยมร้องกันเป็นสำเนียงครึ่งลูก (เอ๊ย ลูกครึ่ง) อันน่ารำคาญรูหู แทนที่จะเป็นเพลงลูกทุ่ง ..เป็นลางสังหรว่าเพลงลูกทุ่งจะลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเสียงแคนอีสาน เสียงพิณ อันแสนเพราะพริ้งก็จะยิ่งหาคนเล่นเป็นได้น้อยแสนน้อยลงทุกที

 

 

                เมื่อตอนออกเดินธุดงค์ ตอนเข้าหมู่บ้านก็เห็นรถเร่บ่อยมาก สินค้าที่นิยมมาเร่ขายกันมากที่สุดเท่าที่ได้ทำสถิติไว้ในใจคือ น้ำปลา (เปลี่ยนขวด 3 บาท ...ขนาดเป็นพระธุดงค์ยังอดเข้าไปสัมภาษณ์คนขายไม่ได้ด้วยความอยากรู้สภาพเศรษฐกิจของชาวบ้านตามประสาคนสอดรู้สอดเห็นแบบเรา) ภาชนะโลหะ (หม้อไหถ้วยโถโอชาม) มีด จอบ เสียม เสื้อผ้า ผลไม้ อาหาร  และยา  ไปจนถึง องุ่น แอปเปิ้ล สาลี่ ขนมจีน และ ซาละเปา

 

 

พอเดินแถวตักอาหารคาวเสร็จ สุดท้ายก็มาถึงส่วนของขนมและผลไม้ อย่านึกว่าวัดป่าจะอดอยาก แอปเปิ้ล สาลี่ ก็ยังได้ลิ้มรสบ่อยๆ  แสดงว่าชาวบ้านเขามีศรัทธาแรงมาก  แม้รายได้จะน้อย แต่ผลไม้ฝรั่งจากรถเร่ที่มีราคาแพง ก็ยังมาอยู่ในบาตรพระจนได้

 

ตอนเป็นฆราวาสผมไม่เคยซื้อผลไม้นอกกินเลย เพราะเห็นว่ามันช่วยทำลายเศรษฐกิจชาติ แต่พอมาเป็นพระ ต้องฉัน “ฉลองศรัทธา” ญาติโยม

 

ส่วนขนมหวานนานาชนิดนั้นไม่ต้องเอ่ย..มีให้ฉันทุกวัน ทั้งๆที่ตอนเป็นฆราวาสแทบไม่ได้ฉันเลย (เพราะไม่ชอบ)  การฉลองศรัทธาญาติโยมทำให้ติดขนมหวานเป็นนิสัยไปจนกระทั่งสึกเป็นฆราวาสไปแล้ว...ต้องใช้เวลาประมาณ ๑ ปีกว่าจะเลิกติดขนมหวานได้

 

ก่อนแยกย้ายกันไปฉันตามโคนไม้ ริมกุฎิ ต้องมีการสวดเพื่อพิจารณาอาหารเสียก่อน  ...ว่าอาหารเหล่านี้จะฉันเพื่อดำรงอัตภาพเท่านั่น ไม่ได้ฉันเพื่อคะนองกายเล่น หรือเพื่อความสนุกลิ้นมัวเมาเล่น อะไรทำนองนั้น

 

แต่พอลงมือฉันจริงๆก็มักขาดสติหลงอร่อยและเมามันไปได้เสียบ่อยๆ  เพราะความหิวมันมักไม่เข้าใครออกใคร  ดูเหมือนมีพุทธภาษิตด้วยซ้ำไปว่า “ความหิวเป็นทุกข์อย่างยิ่ง”   แหม..ของเคยชอบๆทั้งน้าน...ป่นปลาร้า ผักจิ้มอันแปลกและหลากหลายของชาวอีสาน( เช่น ลูกสลิดที่หวานหอมซึ่งน่าจะทำตลาดขายในซุปเปอร์มาร์เก็ตคนกรุงได้  ผักแต้ว จิก กระโดน  มะระขี้นก ผักชีล้อม ผักชีลาว) แกงอ่อม แกงเลียง ห่อหมก โอ๊ย เต็มไปหมด

 

...คนถางทาง