๓. ปณิธานความเป็นครู
เพื่อนครูหลายคน คงสับสนไม่รู้ว่าความเป็นครู เขาดูกันตรงไหน วัดกันตรงไหน เห็นมีแต่ผู้คนเรียกร้องความเป็นครูกันไปทั่วประเทศ ทำให้เพื่อนครูลำบากใจไปตามๆกัน เพราะต่างคนก็ต่างความคิดเห็น ความต้องการ ก็เหมือนหลายอาชีพ เช่น ตำรวจ พยาบาล ฯ ที่พากันสับสน เพราะไม่รู้ว่าจะทำตัวอย่างไร จึงจะถูกใจมวลชน
.
ที่จริงคำตอบนี้ง่ายมาก แค่...เพื่อนครูถามตัวเองว่า
๑. เพื่อนครู “นิยาม” ตัวเอง คือ ใครได้หรือยัง ?
คุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เคยเขียนไว้ว่า
@ ใครคือครู ครูคือใคร ในวันนี้ ใช่อยู่ที่ ปริญญา มหาศาล
ใช่อยู่ที่ เรียกว่า ครูอาจารย์ ใช่อยู่นาน สอนนาน ในโรงเรียน
ครูคือผู้ ชี้นำ ทางความคิด ให้รู้ถูก รู้ผิด คิดอ่านเขียน
ให้รู้ทุกข์ รู้ยาก รู้พากเพียร ให้รู้เปลี่ยน แปลงสู้ รู้สร้างงาน
ครูคือผู้ ยกระดับ วิญญาณมนุษย์ ให้สูงสุด กว่าสัตว์ เดรัจฉาน
ครูคือผู้ สั่งสม อุดมการณ์ มีดวงมาน เพื่อมวลชน ใช่ตนเอง
ครูจึงเป็น นักสร้าง ผู้ใหญ่ยิ่ง สร้างคนจริง สร้างคนกล้า สร้างคนเก่ง
สร้างคนให้ ได้เป็นตัว ของตัวเอง ขอมอบเพลง นี้มา บูชาครู ฯ
.
คำตอบความเป็นครู มีผู้นิยามไว้มากมาย เช่น ผู้สั่งสอน ผู้ฝึก ผู้ถ่ายทอดความรู้ ผู้ชี้นำ ผู้ยกระดับวิญญาณมนุษย์ ผู้สร้างสรรค์ ผู้หนักแน่น ผู้ทำความมืดให้สว่าง ฯลฯ แต่...สำหรับผม ผมชอบใจในความหมายในลักษณะรับผิดชอบ เอาใจใส่ดูแลฝึกฝน แบบที่ทางทหารใช้คำว่า “ครูฝึก” นั่นแหละ
.
ในคัมภีร์ทางพุทธศาสนา เราไม่ได้ใช้คำว่าครู เรามีแต่ สัตถา, อุปัชฌาย์, อาจารย์ ที่มุ่งไปในทางเอาใจใส่ดูแล คอยจับผิด มากกว่า ส่วนที่มีความหมายในทางฝึก ได้แก่ “ปุริสทมฺมสารถิ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ” หรือ ครูในภาษาบาลี ที่นำมาจากคำว่า ครุ ที่แปลว่า หนัก, หนักแน่น ต่อมาเราใช้เป็นคำว่า “นัก”แทน เช่น นักเรียน = ผู้หนักในการเรียน, นักเทศน์ = ผู้หนักในการชี้แจง ฯลฯ) ถ้าเราใช้คำว่า “ครูฝึก” ก็จะสอดคล้องกับแนวคิดทางการจัดการเรียนรู้ในปัจจุบัน ที่ครูควรเป็นแค่โค้ช (coach) หรือเทรนเนอร์ (Trainer)
.
สรุป เพื่อนครูจะเป็นใครก็ได้ แต่สิ่งที่เป็นนั้นสามารถทำให้บรรลุจุดมุ่งหมายของหลักสูตร หรือเจตนารมณ์ของหลักสูตรการศึกษาของไทยในปัจจุบันหรือไม่
.
๒. เพื่อนครู...มุ่งมั่นจะทำเพื่อเด็ก อยากช่วยเหลือเด็กแก้ไขพัฒนาตนเองอย่างจริงใจหรือยัง ถ้าเพื่อนครูศรัทธาที่จะลงมือทำงานอันยิ่งใหญ่และเป็นคุณูปการยิ่งต่อสังคมที่จะลงมือทำจริง เพื่อนครูไม่ต้องอาศัยบุญวาสนาอะไร เพียงแต่อาศัยสติปัญญา คิดไตร่ตรอง เป้าหมายที่เพื่อนครูจะทำเพื่อเด็ก คอยให้คำแนะนำ คอยกระตุ้น คอยให้กำลังใจแก่เด็กเท่านี้ก็พอ
.
๓. เพื่อนครูต้องใฝ่รู้ ขวนขวายพัฒนาความรู้ ประสบการณ์ตัวเอง และใฝ่ฝันที่จะเผยแพร่ประสบการณ์ผลงานตัวเองออกสู่สาธารณชนเสมอ เพื่อนครูอย่าพยายามคิดว่าแค่ทำงานครูด้วยใจรักศรัทธาไปวันๆ เรามักน้อยสันโดษ ไม่อยากมักใหญ่ใฝ่สูงก็พอแล้ว เพื่อนครูยังต้องการความเจริญก้าวหน้าในอาชีพครูทั้งในแง่รายได้ที่เพิ่มขึ้น และความภาคภูมิใจในผลงานที่ตัวเองทำเพื่อเด็กจนประสบความสำเร็จด้วย
.
๔. เพื่อนครูต้องฝึกหัดตัวเองเป็น “ผู้ดี” หรือ “สุภาพบุรุษ สุภาพสตรี” ควรคำนึงถึงบุคลิกท่าทาง การแต่งกาย คำพูด บุคลิกภาพของตัวเอง ที่แสดงออกให้เด็กเห็นซึมชับทุกวัน จนกลายเป็นตัวอย่างที่เด็กจดจำไปในจิตสำนึกโดยไม่รู้ตัว อย่าปล่อยให้อารมณ์ความรู้สึกที่เป็นสัญชาตญาณความเป็นคนแสดงออกมา เพราะคิดว่าไม่เป็นไร อาศัยความจริงใจที่อยากทำตัวสนิทสนมกับเด็กๆ ก็พอนะครับ
.
"มุ่งมั่นเป็นครู ทำเพื่อเด็ก เพิ่มพูนความรู้ เผยแพร่ผลงาน พร้อมเป็นต้นแบบสุภาพชน"
.
ผมเข้าใจว่า มาถึงตอนนี้เพื่อนครู คงพร้อมที่จะมี “ปณิธานความเป็นครู” หรือมี “จิตวิญญาณความเป็นครู” แล้วใช่ไหมครับ ?
.
การจะเป็น “ครูจัดการเรียนรู้” ได้ดีมีประสิทธิภาพนั้น เพื่อนครูมี ๒ ทางเลือกที่ต้องตัดสินใจ ทางแรก รอให้มีครูคนใดคนหนึ่ง หรือโรงเรียนใดโรงเรียนหนึ่งลงมือก่อนแล้วค่อยทำตามเขา หรือทางที่สองเพื่อนครูจะลงมือคิด ลงมือทำด้วยตนเอง โดยไม่ต้องรอให้มีใครมาบังคับหรือทำเป็นตัวอย่าง
.
ลงมือทำก่อนมันยาก ต้องลองผิดลองถูก สู้รอเลียนแบบคนอื่นไม่ได้สบายกว่าเยอะเลย แต่คิดดูให้ดี สิ่งที่คนอื่นทำ จะเหมาะกับเราหรือ จะเหมาะกับเด็กที่เรารับผิดชอบหรือ การที่เราทำตามเป้าหมาย แนวคิด ด้วยความพยายามแก้ไข ปรับปรุง พัฒนาวิธีการของตัวเอง จนประสบผลสำเร็จ จะทำให้เรามีความสุข ความภูมิใจ ความอิ่มใจที่สามารถช่วยเหลือเยาวชนและสังคมให้มีคุณภาพขี้น และผลพลอยได้ทางอื่น เช่น เงินเดือนตำแหน่ง ผลงานทางวิชาการ เงินค่าวิทยฐานะ สิ่งเหล่านี้จะเป็นของเราตามมาในที่สุด
.
เมื่อเพื่อนครู...มีปณิธานมุ่งมั่นแน่วแน่ที่จะเป็น “ครูจัดการเรียนรู้” แน่นอนแล้ว สิ่งสำคัญต่อไปที่จะผลักดันเพื่อนครูให้จัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุณภาพ ๔ ประการ ดังนี้
.
ประการที่ ๑ เพื่อนครูต้องเข้าใจเรื่องหลักสูตรอย่างถ่องแท้ เห็นความสำคัญของหลักสูตร และสามารถเชื่อมโยงหลักสูตรไปสู่การจัดการเรียนรู้ของตัวเองได้ นั่นหมายถึงเพื่อนครูต้องรู้ว่า ถ้าเป้าหมายการศึกษา คือ การเรียนรู้ หลักสูตรต้องคืออะไร และควรจะมีรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบใดจึงจะสอดคล้องกับหลักสูตร เพื่อนครูต้องสามารถวิเคราะห์หลักสูตรเพื่อนำไปกำหนดผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง (หลักสูตรแกนกลาง พ.ศ. ๒๕๕๑ เรียกว่า ตัวชี้วัด) กำหนดสาระการเรียนรู้(เนื้อหา) กำหนดหน่วยการเรียนรู้ กำหนดเวลาเรียน กำหนดแนวการจัดการเรียนรู้ การวัดผลประเมินผลการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพในภาพรวมได้ (สังเกตไหมครับว่า ถ้าการศึกษาคือการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง/ตัวชี้วัด จะเป็นตัวกำหนดสาระการเรียนรู้(เนื้อหา) แต่ถ้าการศึกษา คือการมีความรู้ เนื้อหาจะสำคัญกว่าการมีจุดประสงค์การเรียน)
.
ประการที่ ๒ เพื่อนครูต้องศึกษาหาความรู้ด้านจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา มาใช้ในการจัดการเรียนรู้ เพราะ “หัวใจการจัดการศึกษาคุณภาพอยู่ที่ครู หัวใจของครูคุณภาพอยู่ที่รู้-เข้าใจจิตวิทยาการศึกษา” การรู้-เข้าใจจิตวิทยาการศึกษา จะช่วยให้เพื่อนครูสามารถวางเงื่อนไขการเรียนรู้ และจัดการเรียนรู้ที่นำมา "ฝึก" อย่างเป็นระบบ มีกระบวนการขั้นตอนที่กระตุ้นการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นจริงตามธรรมชาติและศักยภาพของเด็กๆ โดยดำเนินการตั้งแต่วิเคราะห์ศักยภาพธรรมชาติผู้เรียน วิเคราะห์ผลการทดสอบที่ผ่านมา แล้วนำผลการวิเคราะห์มาสังเคราะห์กับผลการวิเคราะห์หลักสูตร เพื่อนำไปวางแผนการจัดการเรียนรู้รายชั่วโมง/รายหน่วย/รายวิชา การหากิจกรรม หรือวิธีการ หรือแนวทางการจัดการเรียนรู้ต่างๆที่มีขั้นตอนการปฏิบัติตามธรรมชาติหรือจิตวิทยาการเรียนรู้ รวมทั้งการผลิต/การหาสื่อที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพ ที่นำมาฝึกผู้เรียนให้บรรลุตามผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ตามศักยภาพและสภาพจริงของนักเรียนที่เป็นอยู่
.
ประการที่ ๓ เพื่อนครูต้องสามารถประเมินหรือวัดผล “การเรียนรู้” ตามสภาพจริง (Actual measurement, Authentic assessment) แต่สภาพปัจจุบันขั้นตอนนี้มีปัญหาในการปฏิบัติมาก ทั้งตัวครูเอง หรือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกระดับยังไม่สามารถผลักดันสิ่งนี้ให้ประสบความสำเร็จได้
.
แม้สำนักทดสอบแห่งชาติ(สทศ) จะออกข้อสอบในแนวนี้ (O-net) แต่ก็ยังมีเพื่อนครูส่วนหนึ่งไม่ยอมรับผลการประเมินที่เด็กของเพื่อนครูเหล่านั้นทำข้อทดสอบแห่งชาติไม่ได้ สาเหตุเป็นเพราะเพื่อนครูยังเคยชินต่อการวัดและประเมิน“ความรู้ ความจำตามหนังสือที่ใช้เรียนใช้สอน” และมักเป็นข้อสอบแบบปรนัย แต่ข้อทดสอบแห่งชาติออกตามตัวชี้วัดของหลักสูตร เช่น วิชาภาษาไทย นักเรียนมักทำข้อสอบการจับใจความไม่ได้เป็นส่วนมาก เนื่องจากครูตามโรงเรียนต่างๆ สอนและออกข้อสอบตามหนังสือเรียน ไม่ได้สอนกระบวนขั้นตอนการจับใจความ ส่วนข้อทดสอบแห่งชาติ ไปนำบทความจากที่ต่างๆ ไม่ใช่จากหนังสือที่ครูใช้สอนมาออก
.
ดังนั้น สิ่งที่เพื่อนครูต้องทำหลังการจัดการเรียนรู้ตามธรรมชาติหรือจิตวิทยาการศึกษา ก็คือ การวัดประเมินผลตามตัวชี้วัด หรือผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง หรือ ประเมินตามตัวชี้วัดจากการปฏิบัติจริงที่มีผลงานออกมาในลักษณะเป็นองค์รวมและบูรณาการจากชีวิตประจำวันจริงๆ
.
ประการที่ ๔ และที่ลืมไม่ได้ สำคัญมากสำหรับการศึกษาที่มุ่งเน้นการเรียนรู้ คือ เพื่อนครูต้องนำผลจากการวัดและประเมินทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นรายหน่วย หรือ รายตัวชี้วัดก็ตาม ไปศึกษาหาสาเหตุ หาแนวทางการแก้ไข พัฒนา ปรับปรุงวิธีการการจัดการเรียนรู้ให้มีคุณภาพประสิทธิภาพยิ่งขึ้นด้วยกระบวนการวิจัยในชั้นเรียน หรือ เชิงปฏิบัติการ หรือจะเรียกว่า วิจัยเชิงคุณภาพก็ได้
.
ผมจะจำแนกแต่ละประการให้ละเอียด ชัดเจนในตอนต่อไปครับ
" สร้างศรัทธา อุดมการณ์ และปณิธานในการพัฒนาการเรียนรู้ "
งดงามและมีคุณค่า จะเรียนรู้และทำให้มากขึ้นค่ะ
ขอบคุณคุณครูศิริลักษณ์ แทนเด็กและสังคมไทยที่คุณครูตั้งใจทำเพื่อพวกเขาครับ