ผู้เขียน ได้บรรยาย สรุปคร่าว ๆ ดังนี้

                คำว่า “สรรพสามิต” แปลได้ ๒ แนวทาง คือ แนวทางที่หนึ่ง แปลตามศัพท์แบบพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิต แปลว่า “อากรที่เก็บจากสิ่งประดิษฐ์และผลิตขึ้นภายในประเทศ” และ

     แปลตามแบบฉบับของผู้เขียน คำว่า “สรรพสามิต” มาจาก ๒ คำคือ “สรรพ” แปลว่า ทั้งปวง และคำว่า “สามิต” แปลว่า ความเป็นเจ้าของ เมื่อรวมกันเข้า ผู้เขียนก็จะแปลว่า “เป็นมิตรกับประชาชน”

     ดังนั้น ความสบายใจในการทำงานร่วมกับผู้อื่น ต้องเผชิญกับปัญหามากมาย ทั้งปัญหาภายในองค์กร ปัญหาส่วนตัว ปัญหาความสัมพันธภาพระหว่างผู้ร่วมทำงาน ฯลฯ ทั้งนี้ก็เนื่องมาจาก คำว่า “คน” เมื่ออยู่รวมกันตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไปย่อมเกิดปัญหาไม่มากก็น้อยเสมอ  แม้แต่อยู่คนเดียวก็มีปัญหาทางด้านกระบวนทัศน์ ซึ่งสิ่งนี้เองที่คนโบราณสอนเอาไว้ว่า “อยู่คนเดียวระวังความคิด อยู่กับมิตรระวังคำพูด” นั้นก็สะท้อนให้เห็นว่า ความขัดแย้งเป็นธรรมชาติของการอยู่ร่วมกัน แต่การวางท่าที่ต่อสภาพปัญหานั้น ๆ ต่างหากที่มนุษย์ควรเข้าใจมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่นี้

     การนำเสนอวันนั้น ผู้เขียนได้เสนอ ธรรมะเพื่อความสบายใจในการทำงานร่วมกับผู้อื่น จำนวน ๔ ชุด ดังนี้คือ สร้างความยืดหยุ่น-ครุ่นคิดอย่างมุ่งมั่น-สนั่นจิตคิดอาสา-เพื่อนำพาจิตให้คิดแบบพระพรหม

ชุดที่ ๑ สร้างความยืดหยุ่น

     ประเด็นนี้ ผู้เขียนได้เสนอหลักธรรมเพื่อความยืดหยุ่นในการทำงานภายในองค์กร จำนวน ๗ ประการ คือ การรู้เหตุ – การรู้ผล – การรู้ตน –การรู้ประมาณ –รู้กาลเวลา-รู้สังคมชุมชน และรู้จักบุคคล ซึ่งการรู้แนวทางทั้ง ๗ ประการนี้เองที่ทำให้แต่ละบุคคลได้วิเคราะห์(SWOT)ทั้งตนเอง-ผู้อื่นและเพื่อนร่วมงาน ว่าควรจะมีความยืดหยุ่นมากน้อยแค่ไหน?

ชุดที่ ๒ ครุ่นคิดอย่างมุ่งมั่น

     ประเด็นนี้ ผู้เขียนได้เสนอหลักธรรมเพื่อให้คนทำงานได้ครุ่นคิดอย่างมุ่งมั่น จำนวน ๔ ประการ คือ ความชอบที่จะทำงาน – การกระตือรือร้นในการสร้างสรรค์ผลงาน – การมุ่งมั่นเอาใจใส่ และสุดท้ายต้องทบทวนตรวจสอบหรือประเมินในสิ่งที่ทำแล้วว่าดีพอหรือยัง? จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้างเพื่อให้งานได้พัฒนาจนเกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นกับวงการ ซึ่งแนวทางทั้ง ๔ นี้เป็นการแสดงพลังพลวัตรให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและถาวร

ชุดที่ ๒ สนั่นจิตคิดอาสา

     ประเด็นนี้ ผู้เขียน ได้เสนอหลักธรรมเพื่อให้คนทำงานได้เอื้ออาทรต่อกัน จำนวน ๔ ประการ คือ การเสียสละ – การให้คำแนะนำที่อ่อนหวานตามโอกาส –การวางตนให้เป็นประโยชน์จิตอาสา –การไม่ถือตัว ซึ่งแนวทางทั้ง ๔ นี้ จะทำให้คนในองค์กรชอบใจและแบ่งปันในสิ่งที่ดี ๆ ให้แก่กันและกัน

ชุดที่ ๔ เพื่อนำพาจิตให้คิดแบบพระพรหม

     ประเด็นนี้ ผู้เขียน ได้เสนอหลักธรรมเพื่อให้ผู้ที่ทำงานอยู่ในองค์กรต้องวางท่าทีต่อปัญหานั้น ๆ ด้วยการยกวารจิตให้สูงขึ้นไปด้วยวิธีคิดแบบพระพรหม จำนวน ๔ ประการ คือ ปรารถนาอยากให้ผู้ร่วมงานเป็นสุข – คิดจะช่วยให้เขาได้พ้นจากปัญหา(ทุกข์) – อนุโมทนาจิตเมื่อเขาได้ดี และวางท่าทีให้ดีเมื่อเขาถูกลงโทษ(อุเบกขา) แนวทางทั้ง ๔ ประการนี้ จะช่วยให้ผู้ที่จะทำงานร่วมกับบุคคลอื่นทำใจได้เพราะจิตคิดด้วยความเมตตาเอื้ออาทรต่อเพื่อนร่วมงาน

     เจริญธรรม.........