๑๐๑. ยามหายเมาแล้วกลัวเมีย


สถานีรถไฟนครสวรรค์ยามบ่าย อากาศร้อนแล้ง ผู้คนประปราย ชานชาลาเงียบเชียบ สะอาดสะอ้าน ม้านั่งว่าง ผู้โดยสารนั่งนอนกระจายห่างๆตามมุมสงบ บ้างก็นั่งคุยกัน ผมดึงคอมพิวเตอร์แบบกระเป๋าหิ้วโน๊ตบุ๊คออกมานั่งทำงาน เปิดอินเตอร์เน็ตดูข่าวสารบ้านเมือง อ่านเรื่องราวในบันทึกของเว๊บบล็อก GotoKnow

"พี่ พี่ พี่นั่งอยู่ตรงนี้นานแล้วหรือยัง"
เสียงของชายคนหนึ่งทำให้ผมละความสนใจจากจอโน๊ตบุ๊ค ในขณะที่ผมกำลังปะติดปะต่อเรื่องราวเพื่อเข้าใจคำถามและยังนึกไม่ออกว่าจะตอบอย่างไร เขาก็ถามต่อ.... "พี่เห็นผู้ชายสองคนเดินมาทางนี้ไหม" อันที่จริงไม่เพียงผมยังไม่รู้ว่าจะต้องตอบว่าอย่างไรเท่านั้น แต่ผมถึงกับงงเป็นอย่างมากเอาด้วยว่าทั้งหมดที่กำลังเกิดขึ้นนี้มีความเป็นมาอย่างไร

"ไม่เห็นมีใครเลยนะ มีแต่พนักงานรถไฟเดินไปมาอยู่คนสองคนเท่านั้น" ผมบอก
 "มันไปไหนของมันวะ" เขาเปรยเหมือนพูดกับตนเองพร้อมกวาดตามองรอบชานชาลาไปด้วย พลางก็พูด....

"ตลกดีพี่ ผมนั่งกินเหล้ากับพวกเขาสองคน พอเหล้าหมดผมก็ซื้อมากินต่อกันอีกขวด ๕๐ บาท หมดกระเป๋าของผมแหละ ผมมีแค่นั้น พอเอาเหล้าไปตั้ง ผมก็ไปเข้าห้องน้ำ ออกมาอีกทีก็ไม่รู้ว่าเขาหายไปไหนกันเสียแล้ว"

"แล้วไม่ได้มาด้วยกันหรือ" ผมถาม
"หึ" เขาส่ายหน้าและทำเสียงขึ้นจมูกบอกไม่รู้จัก
"อ้าว ไม่รู้จักแล้วไปนั่งกินเหล้าอยู่ด้วยกันอย่างไร"
ผมถามด้วยความงง เชื่อมโยงการนั่งกินเหล้า กับการเดินตามหากันอย่างเอาใจใส่ ของคนที่ไม่รู้จักกัน
ว่ามันเป็นเรื่องราวที่ข้ามความต่างภพต่างภูมิมาอยู่ในชุดเหตุการณ์เดียวกันได้อย่างไร

"..ก็นั่งรอรถไฟอยู่ด้วยกันนี่แหละ รอแล้วก็นั่งคุยกัน เลยชวนกันไปนั่งกินเหล้า เขามากันสองคน เขาซื้อและกินกันหมดแล้ว ผมก็เลยต้องออกตังค์ซื้อมั่ง ผมมีทั้งตัวอยู่แค่ ๕๐ บาทที่ซื้อเหล้านั่นแหละ แต่ยังไม่ทันได้นั่งกินต่อกันเลย เขาพากันเดินหายไปไหนแล้วเนี่ย..."

"มันร้อน แล้วก็ไม่มีกับแกล้มแล้ว สงสัยพากันไปนั่งกินตามร่มไม้ เดี๋ยวจะรอดู ไม่เห็นจะมีที่ไปทางไหน เดี๋ยวเขาก็ต้องออกมารอขึ้นรถกันอยู่ดี.."

ผมนึกในใจว่าตัวน้องเองนี่แหละตลกกว่าสองคนที่เขากำลังเดินหาเสียอีก

เขาเป็นหนุ่มใหญ่ร่างเล็กกำยำ สวมเสื้อยืดคอกลมสีขาว กางเกงทหารสีดำ สวมรองเท้าบู๊ต ที่คอและข้อมือสองแขนมีสร้อยหินสีและเตอร์ค๊อยส์รุงรังอยู่หลายเส้น อยู่ในวัยน่าจะอ่อนกว่าผมเป็นรุ่นหลานของคนในวัยผม ผิวดำกร้าน หน้าตาและบุคลิกภายนอกบ่งบอกว่าเป็นคนอีสานด้านที่ติดกับเขมร เบ้าตาลึก คางสี่เหลี่ยมแหลม ตัดผมเกรียนเหมือนทหาร แต่ปล่อยด้านหลังให้ยาวหยักสกเป็นหางกระเบนสบัดพลิ้ว พูดจาดูสุภาพ อ่อนน้อม

ผมยังคงนั่งอยู่บนม้านั่งของชานชาลารถไฟ  เขายืนเว้นระยะไม่ให้ก้ำเกินพื้นที่ความเป็นส่วนตัวของผมในระยะที่เหมาะสมทีเดียว จึงไม่น่าจะใช่คนเหลวไหลที่ไม่รู้กาลเทศะเอาเสียเลย

"ผมเป็นยามอยู่ที่พิษณุโลกน่ะพี่"
เอาเข้าไป เอาเข้าไป ไปกันใหญ่แล้ว
เป็นยาม อยู่พิษณุโลก นั่งกินเหล้ารอรถฟรีที่นครสวรรค์ อะไรกันนี่ !!
"อ้าว..แล้วจะไปไหน มาทำอะไรที่นครสวรรค์นี่ล่ะ"
ก็ผมงงและประหลาดใจ เลยต้องถามโดยไม่ต้องมีจุดหมายว่าจะอยากรู้ไปทำไม

"ผมตามผู้หญิงมาน่ะสิพี่ ติดรถเขามา ผู้หญิงสองคนหลอกผมมา มาถึงแล้วก็หายไปเลย กระเป๋าเสื้อผ้าผมติดอยู่ในรถเขา นี่ผมไม่เหลืออะไรเลย จะรอนั่งรถไฟฟรีกลับพิษณุโลกนี่แหละ" ผมฟังไปก็จ้องหน้ามองตาและสำรวจอารมณ์บนใบหน้าของเขา ด้วยอารมณ์ที่บอกไม่ถูก มันฟังดูตลกและพิลึกกึกกือจนเหมือนกับเรื่องล้อเล่นหรืออำกันเล่น  

"...เมื่อคืนผมออกจากอยู่เวรแล้ว ก็ไปนั่งกินเหล้ากับเพื่อน นั่งๆกินไปก็มีผู้หญิงสองคน เขาบอกว่าเป็นคนนครสวรรค์นี่แหละ มานั่งกินด้วย จนเมากันทั้งกลุ่ม พอสักตีสองก็เลิก..."

"....ผู้หญิงสองคนทำชวนและท้าให้ผมตามไปกินต่อด้วยกันที่นครสวรรค์ ผมไม่ยอมอยู่แล้ว เลยหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าที่เปลี่ยนชุดเฝ้ายามเท่านั้นแหละ ขึ้นรถมากับเขา พออยู่ในรถก็หลับไม่รู้เรื่อง มารู้สึกตัวอีกทีก็นั่งหลับอยู่ข้างถนนในตลาดนครสวรรค์ ผู้หญิงสองคนนั่นก็ไม่รู้ไปไหนกันเมื่อไหร่ กระเป๋าเสื้อผ้าก็ยังติดไปกับเขา แต่ไม่มีอะไรหรอก ...."

"..ผมไม่มีตังค์เหลือติดตัวเลย เลยเดินขายสร้อยคอได้เส้นหนึ่ง ... ขายได้ ๕๐ บาท ว่าจะพอได้กินข้าวและขึ้นรถกลับพิษณุโลก แต่ซื้อเหล้าไปแล้วนี่แหละ ..."

"..บัตรผมหายด้วยพี่ แต่ผมมีถ่ายเอกสารติดกระเป๋าไว้..." รอบคอบและจัดการชีวิตเป็นระบบเหมือนกันนะนี่ ผมคิดชื่นชมเขาต่อสิ่งนี้

"....ผมไปแจ้งความไว้เพื่อขอทำบัตรใหม่แล้ว เนี่ยพี่ดูสิ บัตรผม ....."
"...ไม่ต๊อง ง ง ง ...." ผมนึกขำและเน้นเสียงสูงให้เขาเก็บสำเนาบัตรเข้ากระเป๋าเสีย "บัตรประจำตัวประชาชนและข้อมูลส่วนตัว จะไปให้คนอื่นที่ไม่รู้จักดูโดยไม่จำเป็นทำไม" ผมบอก ในใจก็รู้สึกเป็นการสอนให้รู้หลักชีวิตอย่างเห็นเป็นคนบ้านนอกด้วยกันเหมือนน้องเหมือนหลาน

"สร้อยที่ผมขายไปได้ ๕๐ บาทกับที่ใส่อยู่นี่ เมียผมทำขายเองนะพี่ ผมไปช่วยมันขายทุกวัน แต่เมื่อคืนดันไปกินเหล้า" เขายังคงพูดต่อไปเรื่อย
"เมียผมขยันพี่ มันเป็นคนทำมาหากิน" เขาชักเริ่มพูดถึงเมียเหมือนกล่าวสรรเสริญเทพเจ้า

"เมียผมคนนี้ดุพี่ ผมมีเมียสามคนแล้ว อีคนนี้มันดุ มันเคยด่าจนผมโมโห ผมเลยโดดเตะไปทีหนึ่ง มันนั่งเฉยเลย ฮะ ฮะ ฮ่า" เขาหัวเราะแบบขำตัวเองในขณะที่มันเป็นเรื่องโหดและออกจะเลวๆนะนี่

"ผมงี้แทบขาเคล็ด ผมทำท่าจะเข้าไปทำมันอีก มันคว้าหม้อขว้างผม ผมโดดหลบแทบไม่ทัน แม่งทั้งดุทั้งมึน กลับไปนี่ไม่รู้จะสู้มันได้ยังไง เวลาเมาผมถึงจะกล้าซ่ากับมัน"

ผมฟังไปก็ให้รู้สึกอีหลักอีเหลือ ไม่สามารถเกิดความรู้สึกเห็นใจ แต่ก็ไม่อยากทำเป็นดัดจริตตำหนิการกระทำต่างๆของเขาที่ปรากฏต่อการรับรู้ของผม นับแต่การกระทำต่อผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งฟังดูแล้วเป็นคนทำมาหากินและตอนนี้เป็นเมียของเขา รวมไปจนถึงการกินเหล้าและปล่อยชีวิตให้ไหลไปอย่างขาดสติ แม้ในขณะที่กำลังปรากฏอยู่เบื้องหน้าผม กระทั่งการใช้เงินอันจำกัดพากันนั่งกินเหล้าเพื่อรอได้นั่งรถไฟฟรี เพราะเรื่องอย่างนี้มีและดำรงอยู่จริงในสังคม ไม่ต้องได้รู้เห็นบนชีวิตของเขา หรือไม่ต้องมีสื่อหรือใครมาบอก ผมก็เชื่อและรู้ว่ามีอยู่จริง อีกทั้งแน่ใจว่าเลวร้ายกว่าความเป็นจริงของเขานี้หลายเท่าอีกด้วย

ผมไม่ค่อยได้สนทนาตอบโต้ จะผสมโรงไปด้วยก็ไม่เหมาะสม หากจะร่วมความทุกข์ร้อน เรื่องราวที่เข้ามาสู่การรับรู้ก็เร็วและย่นย่อเกินไปจนไม่สามารถตามเข้าไปรู้สึกด้วย แต่หากจะคุยให้เป็นเรื่องสนุก ก็มีแต่จะไปซ้ำเติมและทำให้ชีวิตของเขาและเมียเป็นเหยื่อของการพูดคุย ผมจึงได้แต่นั่งฟังอย่างเดียว

"โน่น เดินออกมาแล้ว เมามาเชียว" เขาพูดในขณะหันหน้ามองไปยังชายสองคนที่กำลังเดินออกมาจากแนวไม้อีกฟากหนึ่งของสถานีรถไฟ ลัดเลาะตรงมานั่งยังม้านั่งในชานชาลา ร่างกายซูบผอมดำกร้านทั้งสองคน คนหนึ่งเป็นชายอยู่ในวัยกลางคน ผมเริ่มแซมสีเทา อีกคนหนึ่งเป็นชายวัยรุ่น สวมเสื้อยืดกีฬานุ่งกางเกงยีนส์ขาสั้น สะพายกระเป๋าเดินทาง ในมือของชายอาวุโสกว่าหิ้วถุงพลาสติก ข้างในมีขวดเหล้าขาวขวดเล็ก เขาจึงแยกตัวจากผมไปหาชายสองคนที่เขากำลังเดินหา

"ถามจริงๆไอ้ทิด มึงเป็นใคร มาทำไมที่นี่" เสียงชายที่อาวุโสถามหลังจากทั้งสามคนนั่งเรียงแถวอยู่บนม้านั่งตัวเดียวกันโดยมีขวดเหล้าขาวตั้งคั่นเจ้าหนุ่มที่แนะนำตนเองกับผมว่าเขาเป็นยามกับอีกสองคนที่เป็นเพื่อนกินเหล้ารอขบวนรถไฟฟรีของเขา เสียงของเจ้าหนุ่มยามอธิบาย พลางก็ยกเหล้าดื่มกินหมุนเวียนกัน

"กูตรวจตามตัวมึงได้ไหมเนี่ย" สักพักหนึ่ง เสียงชายอาวุโสก็วกกลับมาแสดงความสนใจต่อความเป็นตัวเป็นตนของเพื่อนกินเหล้าของพวกเขาต่ออีก ผมเห็นเจ้าหนุ่มที่เป็นยามลุกขึ้นแล้วถลกชายเสื้อขึ้นพร้อมกับยกแขนจนเห็นซี่โครงเป็นลอนอย่างลูกระนาด

วงเหล้าดำเนินต่อไปอีกเกือบชั่วโมง เสียงพูดคุยของเจ้าหนุ่มที่เป็นยาม รวมทั้งอาการภายนอกของเขายังดูเป็นปรกติทุกอย่าง ในขณะที่อีกสองคนส่งเสียงแบบคนเมาและนอนแผ่ไปบนม้านั่งเป็นระยะๆ

ขบวนรถไฟฟรีที่เขากำลังกินเหล้าและนั่งนอนรอนั้นจะเข้าสู่สถานีนครสวรรค์ในอีกเกือบสองชั่วโมงถัดไปหลังขบวนที่ผมขึ้นจากนครสวรรค์ไปชุมแสงเพื่อต่อรถเข้าหนองบัวมาถึง.

หมายเลขบันทึก: 486243เขียนเมื่อ 27 เมษายน 2012 10:15 น. ()แก้ไขเมื่อ 1 พฤศจิกายน 2012 09:26 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (10)

เรียนอาจารย์วิรตน์ เรื่องราวในรถไฟ หากนั่งชั้นสาม จะพบเห็นเหตุการณ์ของผู้โดยสารมากมาย กลับจากงาน HA เมื่อเดือนก่อน นั่งชั้นสาม ได้เห็นการส่งต่อแรงงานต่างชาติ ในรถไฟ ที่นำมาเล่าไว้ในบันทึก

อาจารย์เล่าได้เห็นภาพมากเลยครับ

นึกถึงเพลงพงษ์สิทธิ์ เพลงหนุ่มพเนจร กระเป๋าเดินทาง 555

สวัสดีครับบังวอญ่าครับ
หากเป็นคนชอบเห็นผู้คนหลากหลาย ก็จะสามารถหาแรงบันดาลใจจากการนั่งรถไฟ โดยเฉพาะโบกี้ชั้นสาม รวมทั้งได้ความความตื่นตาตื่นใจและเห็นผู้คนในโลกกว้างอย่างมีความหมาย ได้เป็นอย่างดีเลยนะครับ

สวัสดีครับอาจารย์ดร.ธวัชชัยครับ
ขอบพระคุณอาจารย์มากเลยครับ เป็นการเอาพลังชีวิตและความรื่นรมย์ในชีวิต มาฝากกันอย่างหนึ่งน่ะครับ

สวัสดีครับอาจารย์ดร.ขจิตครับ
เพลงนี้ผมก็ชอบครับอาจารย์ ให้สำนึกและจิตวิญญาณเพื่อการท่องประสบการณ์ชีวิตได้มีพลังดีนะครับ

สวัสดีค่ะท่านอาจารย์วิรัตน์,

"ผมไม่ค่อยได้สนทนาตอบโต้ จะผสมโรงไปด้วยก็ไม่เหมาะสม หากจะร่วมความทุกข์ร้อน เรื่องราวที่เข้ามาสู่การรับรู้ก็เร็วและย่นย่อเกินไปจนไม่สามารถตามเข้าไปรู้สึกด้วย แต่หากจะคุยให้เป็นเรื่องสนุก ก็มีแต่จะไปซ้ำเติมและทำให้ชีวิตของเขาและเมียเป็นเหยื่อของการพูดคุย ผมจึงได้แต่นั่งฟังอย่างเดียว"

บ่งบอกถึงการเจริญสติในทุกเมื่อค่ะอาจารย์

อย่าางน้อยที่สุดชายหนุ่มคนนั้นก็พูดความจริงนะคะ ถึงแม้ชีวิตเขาอาจจะดูยุ่งเหยิง ไร้หลักไปบ้าง แต่แก่นจริงคงไม่ได้แย่มากมาย หากมีการแก้ไขปรับปรุง พัฒนาเป้าหมายในชีวิต เขาอาจต่างไปจากที่เป็นในวันนี้มากมายนักค่ะ

ขอบคุณเรื่องเล่าที่อ่านแล้วเพลินค่ะ

สวัสดีครับดร.ปริมครับ

มุมมองของดร.ปริมตรงกับที่ผม สัมผัสและรู้สึกได้มากเลยครับ คือ ผมรู้สึกได้ว่าเขาคุยความจริง เพราะไม่บ่งบอกถึงการคุยเพื่ออวดตัว อวดความเป็นนักเลง ขณะเดียวกัน ก็ไม่ใช่คุยเพื่อคร่ำครวญหรือปกป้องการถือโอกาสตำหนิและตีตราจากผู้อื่น ไม่แสดงความเคียดแค้น แสดงว่าเขามั่นใจและเชื่อมั่นว่าจะดีเลวอย่างไรมันก็คือความเป็นจริงของเขา กับเมีย ซึ่งเขามีความสุจริตใจและมั่นใจในสิ่งที่เป็น พอที่จะนำมาเป็นสื่อแลกเปลี่ยน พูดคุย และทำความรู้จัก เพื่อทำสิ่งที่ว่างเปล่าในยามนั้นให้มีความหมายอย่างที่ตนเองมีและเป็นสบายๆ จะว่าไปแล้ว เขามีพื้นจิตใจที่เชื่อมั่นและไว้ใจทั้งตนเองกับรอบข้างมากเลยละครับ เป็นลักษณะของคนที่บอกสอนและพาคิดพาทำสิ่งดีๆได้

มีความสุขครับ

ผมเมาหัวครับท่านพี่ 555

ตอนอยู่ในเหตุการณ์ผมเองก็เมาหัวขนาดครับอาจารย์
เขานั่งกรึ๊บเหล้าด้วยกัน สักพักก็บอกให้ลุกขึ้นตรวจรอบเอว แล้วก็นั่งกันต่อ
สักพักก็เอาอีกแล้ว ลุกขึ้นแล้วก็ตบตามกระเป๋ากางเกง
เห็นแล้วก็งงแล้วงงอีกว่าแล้วเขาจะนั่งกรึ๊บอยู่ด้วยกันทำไมละนั่น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี