ภาพถ่ายไม่มีวันแก่

        “ภาพถ่ายไม่มีวันแก่  คุณกับผมเปลี่ยนไปทุกเดือนทุกปี แต่ภาพถ่ายจะคงเดิมเสมอ  เป็นเรื่องดียิ่งที่ได้ดูภาพแม่กับพ่อที่ถ่ายไว้เมื่อหลายปีก่อนโน้น  คุณจะเห็นท่านเป็นอย่างที่คุณจดจำท่านไว้ในใจ  แต่เมื่อชีวิตเราดำเนินไป เราจะเปลี่ยนไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง  นี่ทำให้ผมคิดว่าภาพถ่ายช่างกรุณาเหลือเกิน...

                                                                ...อัลเบิร์ต  ไอน์สไตน์”

        ผู้นำถ้อยคำนี้มาอ้างอิงคือ ดร. เจมส์ ออกเบิร์น  ดุริยกวีและอาจารย์สอนวิชาการประพันธ์และทฤษฎีดนตรีของวิทยาลัยดุริยศิลป์  มหาวิทยาลัยมหิดล  ข้อความนี้เป็นส่วนหนึ่งของข้อมูลแนะนำบทประพันธ์ดนตรีในสูจิบัตรการแสดงคอนเสิร์ตของวงดนตรีไทยแลนด์ฟิลฮาร์โมนิกออร์เคสตรา (TPO) ของวิทยาลัยดุริยศิลป์  บทประพันธ์ของ ดร.ออกเบิร์น บทนี้มีชื่อว่า  A Picture in Einstein’s Hand   ซึ่งจะได้แสดงเป็นรอบแรกของโลกกับวง TPO  ในวันที่ ๔ และ ๕ พฤษภาคม ศกนี้

       ดร.ออกเบิร์นอุทิศเพลงนี้ให้แก่ โรเบิร์ต เมอร์ดอก ออกเบิร์น  บิดาผู้เป็นปราชญ์ที่แหลมคม เจ้าระเบียบและมีจริยธรรมสูง  นอกจากนี้ยังอุทิศแก่กุดนี เอ เอมิลสัน และกลุ่มนักดนตรีของเขา  และแก่ ดร.สุกรี เจริญสุข ผู้ซึ่งดร.ออกเบิร์นกล่าวว่ามีส่วนอย่างสำคัญที่ทำให้โลกของดนตรีกว้างใหญ่ขึ้นกว่าเดิม

       เวลาผมเอาภาพถ่ายเก่าๆ ที่มีพ่อแม่เป็นศูนย์กลางมีลูกๆหลานๆกว่าสิบคนห้อมล้อมมาดูทีไร จะรู้สึกเหมือนอดีตฟื้นคืนชีพได้  บางครั้งราวกับได้ยินเสียงหัวเราะของแม่แว่วมาเข้าหู  ตามด้วยคำพูดเบาๆ เนิบๆของพ่อซึ่งบางทีฟังคล้ายกับที่เคยอ่านพบในงานของขงจื๊อหรือไม่ก็เล่าจื๊อ

      ดังนั้น ถ้อยคำของไอน์สไตน์จึง “โดน” ผมจังๆ

     พ่อแม่ของมนุษย์ (ที่ไม่เบี่ยงเบนจากวิถีปกติจนเกินไป) แทบจะกล่าวได้ว่า คือบุคคลสำคัญที่สุดในชีวิต หรือ ถึงขั้นเป็น “บุคคลศักดิ์สิทธิ์” ของลูกในบางกรณี   ความยิ่งใหญ่ของพ่อแม่ที่มีต่อลูกไม่จำเป็นต้องมีอะไรมาเกี่ยวข้องไม่ว่าสถานะทางสังคม  ฐานะทางเศรษฐกิจ หรือ ยศศักดิ์ฐานันดรใดๆ  ความรู้สึกดังกล่าวเป็นอัตวิสัยแท้ ไม่ใช่เรื่องภววิสัยที่จะบังคับหรือสถาปนาเอาก็ได้

     อย่างไรก็ตาม  บางทีเราก็ลืมไปสนิทว่าพ่อแม่รักเราขนาดไหน หรือเรารักพ่อแม่ขนาดไหน  กว่าเราจะรู้ตัวก็ต่อเมื่อเราเองมีลูกแล้ว  และบางทีก็ต่อเมื่อคำพูดที่พ่อแม่ดุด่าว่ากล่าวเราตอนเป็นเด็กและเราลืมไปหมดแล้วหลุดออกจากปากเราเองอย่างฉับพลันและเป็นคำเดียวกันหมดอย่างชัดเจน โดยไม่รู้ตัวหรือเตรียมที่จะรู้ตัวด้วยซ้ำ  พอหลุดออกมาแล้วถึงกับสะดุ้ง และอึ้งไปเลย

     ภาพถ่ายไม่มีวันแก่ ภาพถ่ายทำให้พ่อซึ่งล่วงลับไปสิบกว่าปีแล้วยังพูดอะไรคมๆให้ได้ยินอยู่  และแม่ซึ่งจากไปนับสิบปีเช่นกันก็ยังคงมีอารมณ์ขันและเป็นผู้หญิงที่สวยมากๆของเราอยู่อย่างเดิม

    แค่ภาพถ่าย  ใครจะนึกว่ามีความหมายสำหรับปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลกอย่างไอน์สไตน์ได้ และความหมายนั้นกลายเป็นแรงบันดาลใจของดุริยกวีอีกต่อหนึ่งด้วย

    (บันทึกนี้เขียนก่อนเดินทางไปสมทบกับครอบครัวของพวกเราห้าพี่น้องเพื่อทำบุญให้พ่อแม่ผู้ล่วงลับ)