จากเด็กวัยรุ่นที่เคยหลงผิดและก้าวพลาดกับจังหวะของชีวิต เพราะจมอยู่กับการขับขี่มอเตอร์ไซค์ หลงใหลยาเสพติด และขายบริการทางเพศ วันนี้พวกเขากลับมีหนทางสว่างสดใสมากขึ้น เมื่อเข้าสู่อ้อมกอดที่อบอุ่น และมีงานการทำเป็นหลักแหล่งจากการขายนมภายใต้ร้าน Flow Milk ร้านเล็กๆ กลางเมืองขอนแก่น

อังคาร ชัยสุวรรณ หรือที่ทุกคนรู้จักในชื่อ ‘พี่มหา’ ครูอาสาสอนเด็กเร่รอน สำนักการศึกษาเทศบาลนครขอนแก่น เล่าฟังถึงที่มาว่า เริ่มจากเทศบาลนครขอนแก่น ร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณธรรม (สสค.) จัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ที่หลากหลายให้กับเด็กด้อยโอกาสในสังคมภายใต้โครงการพลิกฟื้นพลังหนุ่มสาวสู่ก้าวย่างใหม่วัยสะออน ท้องถิ่นนครขอนแก่น บวกกับเทศบาลนครขอนแก่นเป็นเมืองใหญ่มีเด็กนอกระบบการศึกษาในโรงเรียนจำนวนมาก ส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงมัธยมศึกษาตอนต้น ซึ่งรวมกันเป็นกลุ่มเป็นแก๊ง มั่วสุมกัน ทางเทศบาลจึงจัดการศึกษาเพื่อดูแลเด็กกลุ่มนี้

“กว่าจะได้เด็กกลุ่มนี้มา ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เราต้องถือคติ ถ้าอยากได้ลูกเสือ ต้องเข้าถ้ำเสือ” พี่มหา เล่าถึงที่มา และเขาเริ่มโครงการนี้ โดยการตระเวนหาเด็ก ชักชวนมาเข้าค่าย สร้างบรรยากาศ สานสัมพันธ์พี่น้อง โดยเชื่อว่าทุกคนมีศักยภาพ เพียงขาดโอกาสที่จะทำในสิ่งที่ดีงาม
จนกระทั่งพี่มหาได้รู้จักกับหัวหน้าแก๊งเด็กแว้นกลุ่มใหญ่ เรียกตัวเองว่า “มังกรดำ” เขาจึงเข้าไปคุย แม้ในช่วงแรกหัวหน้าแก๊งจะปฏิเสธเพียง เพราะคิดว่าจะมาจับผิด และไม่ไว้ใจระบบราชการ แต่สุดท้ายก็ตอบตกลงที่จะเข้าร่วมกิจกรรมด้วย
ประดิษฐ์จรัส อสุชีวะ หรือ พี่เปี๊ยก คืออดีตหัวหน้าแก๊งมังกรดำคนนั้น ส่วนปัจจุบันทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลเด็กๆ ในโครงการ เล่าว่า ช่วงที่เขาเป็นหัวหน้านั้น ถือเป็นแก๊งขนาดใหญ่ มีสมาชิกในประมาณ 400-500 คนทีเดียว
แก๊งมังกรดำนี้ เริ่มตั้งกลุ่มเมื่อ 14 ปีก่อน มีการสืบทอดวัฒนธรรมกลุ่มจากรุ่นสู่รุ่น ข้อสังเกตที่เห็นได้เด่นชัด ว่าเป็นคนของแก๊งนี้ คือรอยสักมังกรที่ตัว หากอยู่ในระดับแกนนำกลุ่ม รอยสักมังกรจะใหญ่เต็มแผ่นหลัง
ประดิษฐ์จรัส หรือ พี่เปี๊ยก เล่าว่า เด็กวัยรุ่นที่เข้ามาร่วมแก๊งส่วนใหญ่ ได้รับความเดือดร้อนจากครอบครัว จากตำรวจ บ่อยครั้งที่ความผิดเล็กน้อยของเด็กกลับถูกนำตัวเข้าสถานพินิจคุ้มครองเด็ก ซึ่งสถานที่แห่งนั้นไม่ได้ฝึกฝนให้เด็กเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม แต่กลับเป็นสถานที่ฝึกฝีมือ เพิ่มอาชญากรรมในสังคม
“การกลับมาสู่ด้านดีนั้น มิใช่ทำเพียงครั้งเดียวจะสำเร็จ ต้องเหมือนน้ำซึมบ่อทราย เพราะเรารู้ปัญหาว่า ต้องโดนต่อต้าน ทั้งในกลุ่มตัวเอง และกลุ่มอื่น ดังนั้น จึงค่อยเป็นค่อยไป” พี่เปี๊ยกของน้องๆ บอกถึงความยากลำบากในการเกลี้ยกล่อมให้เด็กในแก๊ง ก้าวออกจากมุมมืด
ตัวอย่างชัดเจนที่สุด คงจะเป็น ‘น้องเพชร’ หรือ ณัฐวุฒ ประสมศรี อายุ 17 ปี หนึ่งในเด็กที่ใช้ชีวิตอยู่ในกลุ่มแก๊งแล้วตระเวนไปทั่วเมืองขอนแก่น เล่าถึงชีวิตช่วงหนึ่งก่อนที่จะเข้าร่วมโครงการว่า หลังจากจบ ป.6 เขาไปบวชเรียน บวชได้ไม่นานมีเรื่องวิวาทกับเณรด้วยกัน จึงต้องสึกออกมา หลังจากนั้นก็ทำงานรับจ้างทั่วไป เมื่อไม่มีเงินก็ขอ “เจ๊” ส่วนวันที่ไม่มีงาน “ก็ไปแว้นกับเพื่อนๆ” ซึ่งหมายถึงการขับมอเตอร์ไซค์ไปทั่วเมือง
“เพื่อนชวน อยากรู้ อยากลอง” เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้น้องเพชรเลือกเดินทางนี้ เงินที่ได้จ้างการทำงาน มักจะกินเหล้ากับเพื่อน ด้วยความเยาว์เดียงสาทำให้น้องเพชรเดินเข้าสู่เส้นทางที่มืดมน ซึ่ง เจ๊ ที่น้องเพชรเล่าถึง ก็คือคนที่มาซื้อบริการทางเพศกับกลุ่มเด็กๆ อย่างน้องเพชร แม้จะไม่รู้มาก่อนว่าจะต้องเจอกับอะไร เพียงเพื่อต้องการเงินเขาจึงจำยอม
ไม่ต่างจาก ‘น้องอู๋’ ภานุวัฒน์ จักโนกร อายุ 14 ปี อีกหนึ่งคนที่ต้องเจอกับปัญหาเดียวกับน้องเพชร “ผมเรียนไม่จบ ม.1 ด้วยซ้ำ ผมก็โดนไล่ออก เพราะผมตีกับเพื่อนที่โรงเรียน เพื่อนคนนั้นหัวแตก” หลังจากที่น้องอู๋ โดนไล่ออก ก็ไม่ได้ทำอะไร เวลาส่วนใหญ่เล่นเกมและอยู่กับกลุ่มเพื่อน เพื่อนทำอะไรก็ทำตามเขา โดยไม่รู้เลยว่ากำลังทำอะไรอยู่
เด็กกลุ่มนี้อาศัยบ้านเช่าที่ประดิษฐ์จรัส หรือ พี่เปี๊ยก เช่าให้เป็นที่หลับนอน เรียกได้ว่าเป็นบ้านหลังที่สองก็ว่าได้ เด็กกลุ่มนี้จะได้อบรมอาชีพ เพื่อให้เขาสามารถประกอบอาชีพได้ในอนาคต เรียกได้ว่าเป็นการอบรมแบบต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่เข้าค่ายเพียง 2-3 วันแล้วเลิกไป
เมื่อผ่านกิจกรรมต่างๆ ของโครงการแล้ว เด็กๆ กลุ่มนี้ยังได้ฝึกอาชีพ ได้ค่าแรงจากการทำงานในโครงการเช่น โครงการหล่อพระหล่อใจ โครงการสร้างมณฑปแก้วครอบพระพุทธรูปสมเด็จองค์ปฐม โครงการเพาะเห็ดขอนขาว ผลิตเห็ดต่างๆ ให้แก่โรงเรียนต่างๆ โครงการทำการเกษตรพอเพียง รวมถึงร้านนม Flow Milk บริเวณโฮงมูนมัง เมืองขอนแก่น ตั้งอยู่ที่ถนนรอบบึง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น
โครงการต่างๆ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่ฝึกฝนให้เกิดอาชีพ ให้เข้าใจชีวิต ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสู่อนาคตที่เขาเลือก สามารถสร้างประโยชน์ให้กับครอบครัว และสังคม ด้วยความภาคภูมิ
ในเมื่อสังคมเรามักจะแบ่งแยกคนด้วยสายตา ไม่ยอมรับและให้อภัยกับคนที่เคยผิดพลาด ซึ่งเรื่องต่างๆ ที่ทำไปเพื่อความอยู่รอดของชีวิต “การมองคนใช่มองเพียงภายนอก ภายในสำคัญกว่า” เด็กกลุ่มนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงแก่นแท้ของสังคม ว่ายังมีคนดีอีกมากที่ยังรอโอกาสทางสังคม เพียงเพื่อให้มีที่ให้พวกเขาได้ยืนยันต่อสู้ในสังคม
น้องๆ กำลังจัดสถานที่บริเวณลานโฮงมุนมัง ริมบึงแก่นนคร เพื่อรอรับลูกค้าที่จะมาดื่มนมตอนเย็นๆ
บรรยากาศตอนย่ำค่ำของร้านนม Flow Milk
บริเวณหน้าร้าน เรียบๆ ง่ายๆ ไม่หรูหรา แต่เด็กๆ ทุกคนบอกว่าบริการด้วยใจ
มีให้เลือกหลายรสชาติไม่ต่างจากร้านใหญ่

นมปั่นเย็นชื่นใจ

ขอให้กำลังใจค่ะ..
มืดแล้วสว่างคือหนทางที่ก้าวข้าม
จารึกนามเด็ก"แว็น"มาเปลี่ยนแปลง
พ้นพงหนามยามนี้จึงมาร่วมแรง
เดินสู่แสงแห่งความดีด้วยตนเอง
ความดีเริ่มปรากฏค่ะ ล่าสุด กศน. จะให้ใบประกาศวุฒิบัตรกับน้องที่ร่วมโครงการด้วยค่ะ โดขจะมาจัดสอบให้ที่ร้านนมเลย พี่มหา เค้าได้เพิ่มกิจกรรม สุนทรียสนทนา หลังจากไปร่วมกิจกรรม โดยจะสอดแทรกวิชาการที่น้องๆ อยากเรียนเข้าไป คือได้ทั้งทำกิจกรรมจิตอาสา ได้รายได้จากร้านนม แล้วได้ประกาศวุฒิบัตรด้วย