การประพฤติปฏิบัติธรรม พระพุทธเจ้าท่านได้มีเมตตามีพระกรุณาให้แก่พวกเรา ไม่ว่าพระไม่ว่าโยมก็ให้เน้นมาที่ตัวของเรา อยู่ที่กายอยู่ที่วาจาที่จิตที่ใจ

เรามาอยู่วัดเรามาปฏิบัติที่วัด เราต้องปฏิบัติอย่างไรถึงจะถูกต้อง...?
พระพุทธเจ้าท่านให้เน้นมาที่ตัวเรา ต้องเริ่มต้นที่การรักษาศีลดี ๆ ศีลห้า ศีลแปด ศีลอุโบสถ
ผู้ที่มาอยู่วัดท่านเน้นให้รักษาศีล ๘ ยกเว้นผู้ที่อาพาธ เช่น แก่เกินไป หรือว่าเจ็บป่วย สุขภาพไม่แข็งแรงไม่สบาย ท่านให้รักษาศีลห้า ท่านอนุโลมให้รักษาศีลห้าเพื่อสุขภาพร่างกาย แต่ท่านให้เน้นไปที่จิตที่ใจ
สำหรับผู้ที่แข็งแรงปกติ ให้รักษาศีลแปด ตั้งใจรักษาศีลให้ดี ๆ อย่าให้ศีลขาด ศีลด่าง ศีลพร้อย ศีลเศร้าหมอง
ผู้ที่มาอยู่วัดปฏิบัติธรรม พระพุทธเจ้าท่านให้เราตัดเรื่องทางบ้าน ตัดเรื่องธุรกิจหน้าที่การงานเอาไว้ก่อน ให้มุ่งหน้าตั้งตาประพฤติปฏิบัติธรรม ไม่เอาหนังสือต่าง ๆ ที่เป็นหนังสือทางโลกเข้ามาอ่านในวัด จะเป็นหนังสืออะไรก็เอาเข้ามาอ่านไม่ได้ ถ้าเป็นหนังสือทางโลก
ไม่ให้เอาโทรศัพท์มือถือหรือโน๊ตบุ๊คคอมพิวเตอร์ มาโทร มารับ มาเปิดในวัด
พวกโทรศัพท์ พวกอินเตอร์เนทนี้ สำหรับโยมที่มาอยู่วัดปฏิบัติธรรม ท่านให้หยุดเอาไว้ก่อน ให้พักเอาไว้ก่อน ถ้าเรานำติดตัวมาท่านให้เราปิดเอาไว้ ต้องปฏิบัติให้เคร่ง ๆ ไว้ก่อน เพราะนี่มันวัด ไม่ใช่บ้าน ไม่ใช่ที่ทำงาน เรามาอยู่วัดเราต้องประพฤติปฏิบัติพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า “พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่ามันเป็นเดรัจฉานคาถา มันเป็นสิ่งที่ชักนำจิตใจของเราไปสู่ทุกข์ ไปสู่ทุกคติ...”
ผู้ที่มีโทรศัพท์มือถือ มีคอมพิวเตอร์ พวกนี้จะเอามาเปิด เอามาโทรในวัดไม่ได้ ถ้าเอามาโทรเอามาเปิด แสดงถึงว่าท่านไม่ได้เคารพในพระพุทธเจ้า ไม่ได้เคารพในพระธรรม ไม่ได้เคารพในพระอริยสงฆ์ ไม่ได้เคารพในวัดวาศาสนา
ท่านอย่าถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา มันเป็นเรื่องที่ไม่ดี มันเป็นเรื่องที่ทำลายสิ่งที่ดี ๆ ทำลายคุณธรรม ทำลายศีลธรรม ทำลายศาสนา ทำให้วัดเสื่อม ทำให้ศาสนาเสื่อม
วัดคือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่เคารพยำเกรง ไม่ใช่สถานที่ลบหลู่ ถ้าพระพุทธเจ้าตรัสว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ดีมันต้องไม่ดี เพราะคำพูดคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นอมตะ

ที่ท่านเป็นพระเป็นเณร ที่ท่านได้บวชมาในพระพุทธศาสนา ถ้ารูปไหนมีโทรศัพท์มือถือพกโทรศัพท์มือถือ ไม่ว่าพระใหม่พระเก่าผิดหมดไม่มีข้อยกเว้น เป็นการดูถูกดูแคลน เป็นการดูถูกพระพุทธเจ้า ดูถูกพระศาสนามากเกิน
ในโทรศัพท์ คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คมันมีทุกอย่าง อยากจะดูอยากจะฟังอะไรมันมีหมด ท่านเป็นพระเป็นเณรเป็นผู้ปฏิบัติธรรม ท่านทำอย่างนั้นไม่ได้ มันเสื่อม มันทำให้ศาสนาหมด หมดจากใจของท่าน หมดจากใจของกลุบุตรลูกหลาน ลูกหลานเขาบวชมาใหม่เขาก็นึกว่าทำอย่างนี้มันถูก ก็เลยมีโทรศัพท์ ก็เลยมีคอมพิวเตอร์ ตั้งแต่เจ้าอาวาส ตั้งแต่ประธานสงฆ์จนถึงลูกวัด จนถึงสามเณร
ท่านอย่าไปว่าสมัยทุกวันนี้มันจำเป็น เพราะโลกเขาเจริญก้าวหน้าไปถึงไหนแล้ว เราอย่ามาทำตัวเป็นเต่าล้านปีมันใช้ไม่ได้ ท่านอย่าได้คิดอย่างนั้น ท่านอย่าได้ทำอย่างนั้น พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้อนุโลมให้เรา การโทรติดต่อกับผู้หญิงสองต่อสองมันลับทั้งหูลับทั้งตา มันต้องอาบัติผิดวินัย ผิดพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
เรื่องที่มันจะไม่รู้ไม่ทันสมัยมันเป็นไปไม่ได้ถ้าเราทำตามพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าท่านว่าเราถึงจะเป็นคนทันสมัย
ถ้าเราทิ้งพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเราจะเป็นคนหลงสมัย หลงโลก หลงอารมณ์ หลงตัวเอง
เมื่อหัวแถวมันผิดทาง กลางแถวหางแถวมันก็ผิดหมด
เรื่องนี้สำคัญมากเราต้องยึดพระพุทธเจ้าเป็นหลักไว้ เราต้องยึดพระธรรมคำสั่งสอนเป็นหลักไว้ คนอื่นเขาไม่ปฏิบัติ เขาทำไปตามโลกตามวัฏฏะสงสารก็ช่างหัวเขา ให้เรามีพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ให้เรามีพระธรรมเป็นที่พึ่ง ให้เรามีพระอริยสงฆ์เป็นที่พึ่ง เราต้องเป็นพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
เราเป็นโยมมาอยู่วัดมาปฏิบัติ พระพุทธเจ้าท่านให้เราเคร่งครัดเน้นไปที่ศีลเน้นที่ข้อวัตรปฏิบัติ วัดภายนอกท่านว่าคือกุฏิวิหารลานเจดีย์ ส่วนวัดภายในก็คือข้อวัตร ข้อปฏิบัติ การรักษาศีล การเดินจงกรม การนั่งสมาธิภาวนา
ให้ใจเราอยู่กับเนื้อกับตัว เรามามีความสุข เรามีความสงบให้กายกับใจมันอยู่ด้วยกันสักที
เราจะเดินอยู่ นั่งอยู่ นอนอยู่ ทำอะไรก็ให้ใจของเราอยู่ด้วยกัน เขาเรียกว่าเรามาเจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔

การรักษาศีลนี้ดีมาก ดีจริง ๆ มีประโยชน์มีสาระ มีประโยชน์ทั้งตนเองและผู้อื่น
พระพุทธเจ้าท่านเน้นให้เรื่องเมตตาตนเอง เมตตาบุคคลอื่น เมตตาอย่างไม่มีที่สุดไม่มีประมาณ คนที่มีเมตตานี้มีความสุขมาก ใจดี ใจสบาย ใจเย็น ไม่โกรธ ไม่เครียด มองอะไรก็ดีไปหมดนะ
ประการแรก พระพุทธเจ้าให้เน้นที่เมตตาตนเองก่อน เมตตาตนเองเขาเมตตาอย่างไร...?
ท่านให้นำเอาตัวเองนี้มารักษาศีลมาทำสมาธิมาเดินจงกรม มาทำความดี สิ่งไหนไม่ดีก็ไม่คิด ไม่พูด ไม่ทำ จะทำแต่ความดี ถ้าความชั่วจะไม่คิดเป็นเด็ดขาด จะไม่ทำเป็นเด็ดขาด จะไม่พูดเป็นเด็ดขาด จะประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อเคารพตนเองเพื่อกราบไว้ตนเอง เพื่อสักการะตนเอง คนอื่นจะเคารพกราบไหว้นับถือไม่สำคัญ สำคัญที่เราเคารพตัวเองได้กราบไหว้ตัวเองได้ พระพุทธเจ้า
ท่านให้เราเน้นมาที่จิตที่ใจของตนเองนะ เราอย่าไปรักษาศีลเพื่อภายนอก
เพื่อให้คนอื่นยอมรับ เพื่อให้คนอื่นเคารพนับถือ เพื่อให้คนอื่นเขาไม่นินทา ถ้าความคิดอย่างนี้มันรักษาศีลเพื่อโลกธรรม เพื่อข้าวของเงินทอง เพื่อชื่อเสียงเกียรติยศ รักษาศีลอย่างนี้พระพุทธเจ้าบอกว่ามันได้บุญน้อย มันไม่ได้เข้าถึงแก่นของศีลของธรรม มันเป็นการรักษาศีลเพื่อปรารภโลก ท่านให้เราเพิ่มศรัทธาให้กับตนเองว่าเราต้องปฏิบัติ เหมือนพระอริยเจ้าเหมือนพระอริยสงฆ์ เพราะใจทุกดวงมันก็เหมือนกันหมด มันไม่มีการแบ่งว่าคนไหนเป็นพระคนไหนเป็นโยม
คนเราถ้ามุ่งที่จิตที่ใจแล้วมันเข้าถึงความบริสุทธิ์ผุดผ่องหมด
เพิ่มความเพียร เพียรทางจิตทางใจ อันไหนมันดีก็คิด อันไหนมันก็พูด อันไหนมันดีก็ทำ เพียรเดินจงกรมนั่งสมาธิ อย่าได้ขี้เกียจขี้คร้าน คนที่ขี้เกียจขี้คร้านเขาเรียกว่าคนบาป คนขี้เกียจขี้คร้านนี้ไม่ใช่พระพุทธศาสนา มันเป็นอวิชชา มันเป็นอัตตาตัวตน มันเป็นวัฏฏะสงสาร มันเป็นนิวรณ์ที่ไม่ให้เราเจริญก้าวหน้า
เราพยายามมีความเพียร อย่าได้ขี้เกียจขี้คร้าน ให้ปรับปรุงตัวเองให้มันถึงศีล ถึงธรรม ถึงพระวินัย จิตใจหนักแน่น จิตใจตั้งมั่น ให้เมตตาตนเองอย่างนี้ให้มาก ๆ เราอย่าไปประนมมือแล้วขอ ขออยู่นั่นแหละ ขอให้ได้อย่างโน้นขอให้ได้อย่างนี้ สารพัดขอ
คนขอท่านก็ว่าเป็นคนยากจน เป็นคนอนาถา เป็นคนงอมืองอเท้าคนพิกลพิการ นั่นน่ะคือคนขอ...
พระพุทธเจ้าท่านให้เราตั้งใจปฏิบัติ ไม่ใช่มาขอมาอ้อนวอน ขอให้เป็นอย่างนั้นขอให้เป็นอย่างนี้ ถ้าเราปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอนที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้แล้ว ถึงเราไม่ขอเราก็ได้

พระพุทธเจ้าท่านให้เราทุกท่านทุกคนตั้งใจประพฤติปฏิบัติ จะได้เป็นคนรวย จะได้ไม่เป็นคนจน ถ้าเป็นคนจนแล้วมันต้องขออยู่นั่นแหละ
ท่านให้มีความพอใจในการประพฤติปฏิบัติ...
มีความพอใจ มีความสุขใจ สุขมากดับทุกข์มาก ทำไมมันถึงดีอย่างนี้ ทำไมมันถึงสบายอย่างนี้ เพราะเราเป็นผู้ที่พอ พอใจทำความดี เป็นผู้เสียสละ มันมีทั้งศีล มันมีทั้งสมาธิ มันมีทั้งปัญญา มาพร้อมกันเลยเป็นชุดใหญ่
คนเรามันต้องรู้จักพอนะ...
ถ้าเราไม่รู้จักพอ เราก็จะเป็นเปรต มันจะขออยู่นั่นแหละ ขอให้เป็นอย่างโน้นขอให้เป็นอย่างนี้ ขอให้ถูกล็อตเตอรี่ ขอให้ลูกดี ขอให้หลานดี ขอให้ไม่เจ็บไม่ป่วย มันขออยู่นั่นแหละ
พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าอย่าพากันขอมาก อย่าพากันขอหลาย ให้พากันปฏิบัติ ความสุขนี้มันมีอยู่แล้ว เราจะเดิน เราจะทำการทำงานก็ให้ใจของเราอยู่กับเนื้อกับตัว
ปฏิบัติอย่างนี้ดีมีความสุขไม่เครียด...
ศีล สมาธิ ปัญญามันอยู่ที่ตัวของเราไม่ต้องสงสัย ไม่ต้องไปหาพระนิพพานไกล เราต้องเริ่มจนจากปัจจุบัน จากชีวิตจริงในปัจจุบัน พัฒนาไปเรื่อยให้อินทรีย์บารมีของเรามันแก่มันกล้ามันถาวร
เราประพฤติปฏิบัติไปเราพัฒนาไปด้วยเจตนาที่ดี สมาธิที่มันเป็นธรรมมันก็จะเกิดแก่เราทั้งอิริยาบถยืนเดินนั่งนอน

เมื่อเรามีเมตตาตนเองแล้วเมตตาคนอื่นมันก็เป็นเรื่องเล็กน้อย เมื่อเราร่ำเรารวย เรามีคุณธรรม อะไรก็พร้อมจะหยิบยกบอกสอนคนอื่น การพูดให้คนอื่นฟังเป็นร้อยครั้งพันครั้งก็สู้เราประพฤติปฏิบัติให้คนอื่นดูไม่ได้ เมื่อเรามีอริยทรัพย์ เมื่อเรามีหัวใจติดแอร์คอนดิชั่น เรามีแอร์ใหญ่ ทุกคนก็ต้องการที่จะเข้ามาในแอร์เย็น ๆ เราพูดเราสอนอะไรมันก็เป็นธรรมไปหมด ทีนี้เราไม่ต้องถามหาสวรรค์นิพพานที่ไหน เพราะมันอยู่ในกาย วาจา ใจ ของเรานี้เอง
การประพฤติปฏิบัติเราก็หมดความสงสัย พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ก็เกิดขึ้นที่ใจของเรา ไม่ว่าเราจะเป็นพระเป็นโยมก็เกิดขึ้นเหมือนกัน
เราไม่ต้องไปคิดว่าเราได้โสดาบันหรือยัง มันปิดอบายหรือยัง ชาตินี้เราไม่ต้องไปขอว่าให้ได้โสดาบันเพื่อปิดอบาย การประพฤติปฏิบัติมันจะเป็นไปของมันเอง
เรามาอยู่วัดมาปฏิบัติธรรมให้ตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติกัน อย่าเสียเวลามาบวช อย่าเสียเวลามาอยู่วัดปฏิบัติ เสียเวลาแล้วไม่ได้ปฏิบัติ ยุ่งกับเรื่องภายนอก พูดมาก ชอบพูดมาก ชอบโทรศัพท์ ชอบยุ่งกับเรื่องคนอื่น อย่างนี้ใช้ไม่ได้ ไม่ถูกทาง เสียเวลามาก
ทีนี้ให้ทุกท่านทุกคนเห็นใจกัน เข้าใจกันในเรื่องประพฤติปฏิบัติให้กำลังใจกับตนเองว่าเราประพฤติปฏิบัติได้

ที่พระพุทธเจ้าท่านให้เราปฏิบัติอย่างนี้ไม่ใช่ท่านกดดันเรา ไม่ใช่ท่านให้เราทุกรกิริยา แต่ท่านให้เราพากันไปพระนิพพาน ถ้าเรายังไปพระนิพพานไม่ได้ มันก็ต้องได้สวรรค์สมบัติได้มนุษย์สมบัติ
ทุก ๆ คนมีศักยภาพมาก มีความสามารถมาก แต่ไม่ได้เอาความสามารถเอาศักยภาพมาใช้ ถ้าเอามาใช้ก็เอามาใช้ในทางที่ผิด ๆ
หวังว่าทุกท่านทุกคนจะได้รับความเมตตาของพระพุทธเจ้าที่ท่านได้ให้กับเรา
พระพุทธเจ้าท่านสอนพวกเราและท่านให้เริ่มต้นจากการเสียสละ เริ่มจากการให้ทาน คนเราถ้าไม่เสียสละมันทำความดีไม่ได้ รักษาศีลไม่ได้ ทำสมาธิก็ไม่ได้
เราสังเกตดูท่านแสดงธรรมแต่ละครั้งก็เริ่มด้วยทาน ศีล ภาวนา ทุก ๆ ครั้งเป็นส่วนใหญ่
การเสียสละการให้ทาน เป็นการเคลียร์จิตเคลียร์ใจของเราให้มันสะอาด เปรียบเสมือนโอ่งใบหนึ่งที่มันมีน้ำ มันมีสิ่งของอยู่เต็มแล้วไม่สามารถที่จะเอาของใหม่ ๆ ใส่ลงไปได้ เราต้องเอาของเก่าออกก่อน สิ่งที่ไม่ดีในจิตในใจของเราทุกคนต้องเอาออก ถ้าเอาออกยังไม่เป็น ก็ให้พากันมาเสียสละ มาทำความดี เช่นเรามาอยู่วัดใหม่ ๆ หรือมาอยู่เก่าแล้วแต่มันเดินจงกรมนั่งสมาธิยังไม่เป็น ครูบาอาจารย์ท่านก็ให้เราทำกิจวัตรทำข้อวัตรเช่นปัดกวาดลานวัดกุฏิวิหาร ศาลาโรงครัว ห้องน้ำห้อง สุขา รดน้ำให้ต้นไม้ในบริเวณใกล้ที่พักหรือในที่ส่วนรวม ถ้าเป็นโยมผู้หญิงก็ไปช่วยเขาทำอาหารที่โรงครัว ถ้าทำยังไม่เป็นก็ให้เป็นลูกมือเขาก่อน

การทำงานให้เราเอาใจอยู่กับการทำงาน อย่าเป็นคนพูดมากเกิน ส่วนใหญ่นะคนเราถ้าจิตใจไม่สงบ มันชอบพูดมาก มันอยู่กับความนิ่งอยู่กับความสงบไม่เป็น ไม่ยอมปล่อยโอกาสปล่อยเวลาให้ความเงียบมันเกิดขึ้น เพราะว่าจิตใจมันชอบส่งออกไปแต่ข้างนอก เราสังเกตดูคนที่เขาเป็นประสาทเป็นโรคประสาท เขาจะชอบพูดไม่ชอบหยุด ที่มันพูดไม่หยุดก็เพราะมันคิดไม่หยุด คิดดีคิดเก่งคิดถูก แต่ไม่ใช่ความคิดที่มันเกิดจากความสงบเกิดจากความรู้แจ้ง มันเกิดจากความไม่สงบ เกิดจากความฟุ้งซ่าน
ให้ทุกท่านทุกคนเน้นทางการประพฤติปฏิบัติตัวเองให้มาก ๆ อย่าพากันคิดว่าเรามาอยู่วัด เราจะพยายามสร้างบุญสร้างกุศล เดี๋ยวเราจะออกไปตลาดไปซื้อของมาใส่บาตร มาซื้อของมาทำบุญ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าให้เราพยายามปฏิบัติบูชา ให้หยุดตัวเองให้ได้ ให้เบรกตัวเองให้ได้ ให้จิตใจอยู่กับความสงบ อย่าให้จิตใจส่งออกไปข้างนอก
นักประพฤติปฏิบัติที่มาอยู่วัดสำหรับฆราวาสญาติโยม อย่าได้พากันไปเที่ยวตลาดบ่อย ถ้าไม่เจ็บไม่ป่วยจริง ๆ อย่าไปหาเรื่องออกไปเที่ยวตลาดตะหรี่ มันออกไป มันอยากไปก็อย่าพากันไป ถ้ามันจำเป็นจริง ๆ ถึงไป มาอยู่วัดเรามาทำตัวเหมือนกับมาอยู่บ้านมันไม่ดีนะ พากันออกนอกวัดบ่อย ๆ
ผู้ที่มีอินทรีย์บารมีอ่อนแอ ให้ทุกท่านทุกคนพยายามมาก ๆ พยายามเป็นพิเศษ พยายามตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติ เรื่องปฏิบัตินี้เป็นเรื่องสำคัญ เรื่องปฏิปทานี้เป็นเรื่องสำคัญ เราอย่าไปคิดว่าเรายังไม่แก่นะ เดี๋ยวอีกไม่กี่ปีเราต้องรู้ว่าตัวเองแก่แน่นอน
เราจะไปหลบหน้าหลบหลังมันไปไม่รอด พระพุทธเจ้าท่านสอนไม่ให้เราแก่ ไม่ให้เราแก่เพราะเราบวชนาน ไม่ให้เราแก่เพราะเราเกิดมานาน เราต้องให้อินทรีย์บารมีแก่กล้า ท่านอย่าหนีข้อวัตรปฏิบัติ ท่านอย่าเป็นคนคิดลึก ๆ
คิดลึก ๆ ก็หมายถึงจิตใจที่มันส่งอกไปข้างนอก ท่านคิดว่าคนอื่นเขาไม่รู้ไม่เห็นท่านก็คิดไปเรื่อย ท่านจะหนีคนอื่นได้แต่มันหนีตัวเองไม่ได้ เพราะว่าพระนิพพานมันเป็นเรื่องของจิตของใจ คนอื่นเขาไม่รู้แต่ท่านก็รู้ของท่านเอง

จิตใจที่ส่งออกไปข้างนอก จิตใจไปเที่ยวข้างนอก จิตใจมีธุรกิจการงานข้างนอกคือจิตใจที่ไม่เชื่อพระพุทธเจ้า จิตใจที่มันไม่ลงให้พระพุทธเจ้า มันเชื่อกิเลสของตัวเอง มันเป็นความคิดที่สร้างภพสร้างชาติ
พวกท่านมาประพฤติปฏิบัติ พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้ส่งใจออกข้างนอก ส่งใจออกยังไม่พอ ยังไปทั้งกายทั้งวาจา
ครูบาอาจารย์ท่านบอกว่าทุกท่านทุกคนที่มาประพฤติปฏิบัติอย่าพากันส่งใจออกข้างนอก อย่าพากันออกข้างนอกวัด ถ้ามันออกทางกายนี้มันแย่แล้ว ออกทางจิตใจก็ถือว่าไม่ดี
นักประพฤติปฏิบัติส่วนใหญ่ยังถือว่าเข้าใจเรื่องประพฤติปฏิบัติไม่ถูกต้องชัดเจน ยังพากันเน้นเรื่องสวรรค์กันเยอะนะ ยังไม่ได้เน้นเรื่องจิตเรื่องใจ ยังไม่ได้เน้นเรื่องพระนิพพานเท่าที่ควร ทำอะไร ๆ ก็มุ่งแต่ภายนอก ปฏิบัติธรรมก็เพื่อจะเอาสวรรค์วิมาน นั่งสมาธิก็ตั้งเป้าไว้เลยว่าจะสงบ จะไม่เจ็บไม่ปวด มันเป็นความอยากมันไม่ใช่ความเสียสละ
พระพุทธเจ้าท่านให้เราให้ทาน ให้เราเสียสละ เสียสละแล้วทุกอย่างมันจะเจริญงอกงาม เหมือนต้นไม้ที่เราปลูกอยู่ภายในวัดไม่รู้มันโตเมื่อไหร่ หลายปีมันก็โตขนาดนี้ อีกหลายปีไม่รู้มันโตเท่าไหร่
ถ้าหากว่าเราเสียสละ ความดีในวันนี้ก็คือความดีในวันพรุ่งนี้ มันจะเป็นกระบวนการต่อเนื่องเพิ่มอินทรีย์บารมีของเราให้แก่กล้า...

พระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ที่องค์พ่อแม่ครูอาจารย์เมตตาให้นำมาบรรยาย
(เช้าวันที่ ๑๔ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๔)